โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดบันทึกประวัติ นายเตี่ย(เท่งปอ) ต้นตระกูล "อึ๊งภากรณ์" พนง.รับใช้ สู่ "ขุนอากรรักษากิจ"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 05 ส.ค. 2565 เวลา 03.22 น. • เผยแพร่ 05 ส.ค. 2565 เวลา 03.21 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - รูปหล่อ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ภาพจาก ห้องสมุดภาพมติชน

เนื่องจากบทความเรื่อง “อึ๊งภากรณ์-เหลืองดังดวงตะวัน” ของ ดร. วรวุฒิ จิราสมบัติ ใน (นิตยสาร) ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนพฤษภาคม 2549 ได้กล่าวถึงประวัติชีวิตของนายเท่งปอ ต้นตระกูลอึ๊งภากรณ์นั้น เผอิญผมมีหนังสือเล่มหนึ่งเขียนถึงประวัติชีวิตนายเท่งปอและเครือญาติค่อนข้างละเอียด จึงขออนุญาตนำมาเล่าสู่กันฟัง

นายเท่งปอ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2420 ปีฉลู ในรัชสมัยของพระเจ้ากวงซู้ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์แมนจู ที่อำเภอเยี่ยวเพ้ง จังหวัดแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง พ่อชื่อเซี่ยงไค้ แม่ชื่อลิ่มสี เป็นพี่ชายคนโตในจำนวนพี่น้อง 8 คน อายุได้ 19 ปี ได้ลงเรือสำเภาชื่อ “ซุ่นกวน” ที่ท่าเรือเมืองซัวเถา เดินทางเข้ามาหางานทำที่สยาม

เมื่อมาถึงได้เข้าทำงานและพักอาศัยอยู่กับเถ้าแก่เม้งง้วน เล่าเจ้กเป็นญาติห่างๆ ซึ่งเข้ามาทำกิจการการค้าในสยาม เป็นพนักงานรับใช้ทั่วไปในตึกตั้งอยู่บริเวณเสาชิงช้า ได้เพียงที่พักอาศัย อาหาร 3 มื้อ และเสื้อผ้าเป็นค่าตอบแทน ต่อมาได้รับเงินเดือนค่าจ้างเดือนละ 3 ตำลึง หรือ 12 บาท จึงส่งกลับไปบ้านที่เมืองจีนทั้งหมด เหลือใช้ส่วนตัวเดือนละ 2 บาท อีก 4 ปีต่อมาได้ย้ายไปทำงานโรงยาฝิ่น เป็นคนเก็บเงินและรับผิดชอบในการจ่ายฝิ่นให้แก่ลูกค้าที่มารับบริการ

อายุได้ 22 ปี นายเท่งปอต้องเดินทางกลับไปเมืองจีนเพื่อแต่งงานกับนางสาวตั้งสี หญิงสาวที่นายเท่งปอได้ขอหมั้นไว้เมื่อ 5 ปีก่อน หลังจากแต่งงานได้ประมาณเดือนเศษ ก็เดินทางกลับสยามเข้ามาทำงานที่โรงยาฝิ่นที่เดิม ได้รับเงินเดือนเพิ่มเป็น 15 ตำลึง หรือ 60 บาท

ในปี พ.ศ. 2442 นายเท่งปอได้แต่งงานกับนางสาวกอสี หรือ กร แซ่กอ ลูกจีนฮวดและนางหรุ่น ซึ่งมีกิจการแพปลาอยู่ที่ปากคลองวัดปทุมคงคาหรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า ปากคลองวัดสำเพ็ง โดยมีเจ้าสัวโหงว นายห้างกวงง่วนล้งและเล่าเคี่ยงสุนเป็นผู้จัดการงานแต่งงานและค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ มีลูกสาวคนแรกชื่อ “น้อม”

ต่อมาเถ้าแก่เม้งง้วน เล่าเจ้กที่นายเท่งปอทำงานด้วยได้พาครอบครัวย้ายกลับคืนสู่เมืองจีน จึงยกกิจการและหุ้นส่วนโรงยาฝิ่น โรงเหล้า และโรงบ่อนที่มีอยู่ 6 แห่งให้แก่นายเท่งปอ การที่จะเป็นเจ้าของกิจการรวมทั้งของตัวเองที่มีอยู่แล้วรวมเป็น 7 แห่ง จำต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นเงินหรือที่ดินที่มีมูลค่า 400 ชั่ง ตามระเบียบหลวงที่กำหนดไว้ เจ้าสัวกวงง่วนล้งให้ความช่วยเหลือโดยได้เอาที่ดินช่วยค้ำประกัน กิจการของนายเท่งปอจึงดำเนินการต่อไปได้

ต้นปี พ.ศ. 2445 นางกร ภรรยาได้เสียชีวิตลง และปลายปีนี้เองนายเท่งปอก็ได้แต่งงานใหม่อีกครั้งกับนางสาวพร แซ่เฉ่า ลูกจีนเฉ่ากง (ต้นตระกูลเชาวกำธร) และนางสุดใจ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ได้ปลูกเรือนหอเป็นบ้านชั้นเดียวอยู่หลังวัดสำเพ็ง

พ.ศ. 2446 นายเท่งปอได้ตั้งคณะงิ้วแต้จิ๋วใช้ชื่อคณะว่า “เจียฮั่วเฮียง” รับจ้างแสดงในงานทั่วไป และยังตั้งห้าง “ไท้ยู่ล้ง” ส่งสินค้าออกนอกประเทศ

ในปีถัดมาพระเจ้ากวงซู้ฮ่องเต้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นขุนนางชั้น “ฮ่งติกไต้ฮู” ตำแหน่งนี้จะสืบทอดต่อไปยังบุตรชายผู้อยู่ในตำแหน่งคนหัวปีได้ถึง 3 ชั่วคน และมีสิทธิติดอักษรจีนขนาดใหญ่ 3 ตัว เหนือบานประตูใหญ่หน้าบ้านว่า “ไต้ฮูเต๊ย” แปลว่า บ้านขุนนาง

ย้อนไปในปี พ.ศ. 2443 “ซาเจ้ก” หรือ “อาซา” น้องชายคนที่ 3 ได้เดินทางเข้ามาช่วยทำงานและคิดจะปักหลักอยู่อย่างเป็นการถาวร นายเท่งปอจึงจัดการให้แต่งงานกับนางสาวเซาะเซ็ง แซ่เตีย (คนแต‰จิ๋วบางคนออกเสียงเป็นเตียว) ต่อมาใช้นามสกุลว่า “ประสาทเสรี” มีบุตรชาย 5 หญิง 2 รวม 7 คน หนึ่งในนั้นคือ ดร. ป๋วย ที่คนไทยรู้จักกันดี และขอใช้นามสกุล “อึ๊งภากรณ์” ร่วมกับนายเท่งปอพี่ชายอีกสายหนึ่ง ส่วนน้องชายคนที่ 2 “ยี่เจ้ก” หรือ “อายี่” เข้ามาอยู่ได้เพียง 35 วัน ก็เป็นอหิวาตกโรคเสียชีวิต

ครั้นรัฐบาลประกาศเลิกกิจการโรงบ่อนทั่วราชอาณาจักร เพราะถือว่าเป็นแหล่งอบายมุข โรงบ่อนนายเท่งปอที่มีอยู่สิบกว่าแห่งจึงปิดตัวลงพร้อมกับเลิกคณะงิ้ว ภาระต่างๆ จึงตกอยู่กับนายเท่งปอที่จะต้องเลี้ยงดูคนที่มาอาศัยกินนอนอยู่ด้วยกว่า 40 คน ทำให้ต้องเปิดอู่รถลากขึ้นใช้ยี่ห้อว่า “เฉาลู้” ได้มอบหมายให้ผู้อื่นดูแล ต่อมาความนิยมรถลากน้อยลงเพราะมีรถรางไฟฟ้า และรถมอเตอร์คาร์เข้ามา จึงเลิกกิจการไปในที่สุด

นายเท่งปอได้ทำกิจการต่างๆ หลายอย่างทั้งโรงสีค้าข้าว ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ คงมีรายได้จากโรงยาฝิ่นเท่านั้นที่พอจะเลี้ยงตัวได้ เมื่อจีนฮวดพ่อตาเสียชีวิตกิจการแพปลาจึงตกเป็นของนางสาวน้อม หลานสาวลูกนายเท่งปอกับนางกร ภายหลังนางสาวน้อมได้แต่งงานกับนายโชติ ล่ำซำ ลูกชายคนโตของเจ้าสัวอึ้งยกหลง ต้นตระกูลล่ำซำ

กิจการแพปลาใช้ชื่อว่า“ง่วนฮวด” ในปีแรกไม่ค่อยดีต้องกู้เงินจากธนาคารสยามกัมมาจลมาใช้หมุนเวียน ประสบกับปัญหามากมาย แต่ก็ยังคงดำเนินกิจการต่อไปได้

“อาซา” เสียชีวิตปี พ.ศ. 2469 นายเท่งปอจึงรับภาระเลี้ยงดูหลานๆ ดังปรากฏในข้อเขียนของ ดร. ป๋วย ในหนังสือ “สันติประชาธรรม” มีความว่า “รายได้ของแม่ในขณะนั้นส่วนใหญ่เป็นเงินอุปการะจากลุง…”

และในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ยังได้กล่าวถึงสถานะการเงินของนายเท่งปออีกว่า“…วันหนึ่งผมขึ้นไปบนบ้านลุง แล้วขอเงินท่านมาชำระค่าเล่าเรียน ท่านนิ่งอึ้งอยู่สักสิบนาทีเห็นจะได้ พอท่านรู้สึกตัวท่านพูดว่า ‘ป๋วยเอ๋ยอาแป๊ะคิดถึงเตี่ยแก’ “ ซึ่งตรงกับบันทึกของนายเท่งปอที่เขียนว่า“ทางบ้านตลาดน้อยมาขอเบิกเงินไปก่อนล่วงหน้า 400 บาท แต่ฉันก็ไม่ได้ให้ไปเพราะว่าทางบ้านวันนั้นทั้งวันไม่มีเงินจะให้ไปจริงๆ…”

ระหว่างที่นายเท่งปอทำการค้าในเมืองไทยนั้น ได้เดินทางกลับไปเมืองจีนหลายครั้ง ส่งเงินไปซื้อที่ดินทำสวนส้ม ปลูกข้าว และสร้างบ้านตึกหลังใหญ่จนเสร็จ

นายเท่งปอได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนอากรรักษากิจ” เนื่องจากเคยเป็นนายอากรบ่อนเบี้ยอยู่สมัยหนึ่ง เสียชีวิตเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2474 อายุ 55 ปี ถูกนำกลับไปฝังที่เมืองจีนบ้านเกิดตามความประสงค์

นายเท่งปอแต่งงานและมีภรรยา 3 คน
1. นางตั้งสี ภรรยาชาวจีน มีลูกสาว 2 คน คือ “ซิ้วเตียว” และ “ซิ้วย้ง”
2. นางกร ภรรยาชาวไทย มีลูกสาว 1 คน คือ “น้อม”
3. นางพร ภรรยาชาวไทย มีลูกชายลูกสาวรวม 8 คน คือ นางจำเนียร นางจำนงค์ นายทวน นางยิ่งศรี นายธง นางเยี่ยมศรี นายบุญเทียม และนายกุณฑล ความจริงแล้วนายเท่งปอมีชื่อจีนอีก ๒ ชื่อ คือ

1. “อึ้งยิดกวง” แปลได้ความว่า แสงตะวันสีเหลือง ใช้เฉพาะในวงการธุรกิจและสังคมของชาวจีนในเมืองไทยเท่านั้น
2. “ซ้งเล้ง” เป็นชื่อที่ใช้ส่วนตัวพบบนปกบันทึกประวัติส่วนตัว ไม่ได้นำไปใช้ในธุรกิจหรือสังคมใดๆ ทั้งสิ้น

ส่วน“เท่งปอ” แปลได้ความว่า กระแสคลื่น ซึ่งชื่อนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในหมู่มิตรสหายอย่างกว้างขวาง ทั้งในหมู่คนจีนและคนไทย บางครั้งก็เรียก “นายอากรปอ” หรือ “เฮียปอ”

สำหรับนามสกุล “อึ๊งภากรณ์” นั้นจากการสันนิษฐานของลูกๆ นายเท่งปอถึงความเป็นมาของนามสกุลนั้นอาจมาจาก

1. นายเท่งปอเคยเป็นนายอากรบ่อนเบี้ยมาก่อน
2. มาจากชื่อจีนว่า “อึ้งยิดกวง” ที่แปลว่า แสงตะวันสีเหลือง
3. มาจากการประทานนามสกุลจากเสด็จในกรมพระองค์หนึ่ง ซึ่งลูกๆ นายเท่งปอจำคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสพระองค์หนึ่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังเคยเห็นประกาศนียบัตรที่ประทานนามสกุล “อึ๊งพากร” ได้ลงลายพระหัตถ์กับประทานพรมีวันที่ เดือน ปี กำกับไว้เป็นสำคัญแต่เอกสารแผ่นนี้ได้สูญหาย

ประวัติเรื่องราวและรายละเอียดต่างๆ ของนายเท่งปอนี้ นายบุญเทียม อึ๊งภากรณ์ ลูกชายคนที่ 7 เป็นผู้แปลและเรียบเรียงมาจากสมุดบันทึกที่หน้าปกเขียนว่า “บันทึกเรื่องราวรายปีของซ่งเล้ง” ถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2520 ได้เริ่มบันทึกตั้งแต่ปีที่แรกเกิดจนถึงอายุ 53 ปี พิมพ์ออกแจกจ่ายเฉพาะในเครือญาติพี่น้องเท่านั้น

สำหรับลูกๆ ทั้ง 8 คนนั้นเรียกนายเท่งปอว่า “นายเตี่ย”

อ่านเพิ่มเติม :

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “‘นายเตี่ย’ ต้นตระกูล อึ๊งภากรณ์” เขียนโดย ชูเกียรติ เฉียบแหลม ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2549

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...