‘สภาเมืองคนรุ่นใหม่’ ชงไอเดียแก้ปัญหา-พัฒนาเมือง ส่งตรงผู้ว่าฯ กทม.
เสียงจากเยาวชน คนรุ่นใหม่ เสนอ 3 นโยบายหลัก ทางเท้าปลอดภัย-เมืองจักรยาน-ผู้ดูแลบุคคลออทิสติก ‘ชัชชาติ’ ย้ำ เดินหน้าผลักดันนโยบาย ควรเริ่มจากสร้างพื้นที่ต้นแบบ ก่อนขยายแนวคิดสู่ 50 เขต เพื่อความมั่นใจ ตอบโจทย์ ใช้งานได้จริง
1 ในแผนระยะยาวของกรุงเทพมหานคร คือ การสร้างเมืองเพื่อรองรับอนาคตเด็กและเยาวชน ทาง กทม. จึงได้มีโครงการ BKK เรนเจอร์ (BKK Ranger) ที่เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และรับฟังเสียงของเด็ก เยาวชน และคนรุ่นใหม่ เพื่อร่วมกันพัฒนาและเปลี่ยนแปลงเมืองกรุงเทพฯ ให้ตอบโจทย์อนาคต
BKK เรนเจอร์ จึงเป็นอีกพื้นที่ของ กทม. ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ผลักดันนโยบายร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ของ กทม. นำเสนอนโยบายและไอเดียการพัฒนาเมือง เช่น การเดินทาง, การใช้จักรยาน, ทางเท้าปลอดภัย และการดูแลสังคม
โครงการนี้ได้ออกแบบ สภาเมืองคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เด็กและเยาวชนเสนอนโยบายแก้ไขปัญหาเมือง โดยมีหน่วยงานในสังกัด กทม. เช่น สำนักการศึกษาสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง, สำนักการจราจรและขนส่ง, สำนักการแพทย์, สำนักงานเขตต่าง ๆ ศูนย์เยาวชนกรุงเทพ (ไทย-ญี่ปุ่น) และองค์กรเอกชนอย่าง WHY I WHY FOUNDATION, TTALAB, SYSI เข้าร่วมแลกเปลี่ยน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ในการเปิดสภาเมืองคนรุ่นใหม่ ครั้งที่ 1/2569 ได้มี 3 นโยบายสำคัญที่ถูกนำเสนอ ได้แก่
1. นโยบาย Safe Walk: ทางเท้าอุ่นใจ เส้นทางปลอดภัยใกล้โรงเรียน โดยทีม “ผู้มีบารมี” เสนอให้พัฒนา แผนที่ปลอดภัยเชิงรุก (Smart Mapping) ให้นักเรียนและผู้ปกครองใช้วางแผนการเดินทางได้ โดยร่วมมือกับเยาวชนสำรวจและส่งข้อมูลผ่าน Traffy Fondue เพื่อเปลี่ยนทางเท้าแคบและมืด ให้กลายเป็น Standard Sidewalk ที่ทุกคนก้าวเดินได้อย่างมั่นใจและต้องการลดภาระผู้ปกครองและลดรถติดหน้าโรงเรียน
โดยทีมระบุปัญหา ว่าเด็กจำนวนมากต้องเดินไปโรงเรียนในระยะ 500 เมตรรอบโรงเรียน แต่เจอทางเท้าแคบ แสงสว่างไม่พอ ทั้ง ๆ ที่ การเดินทางอย่างปลอดภัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้ให้ข้อเสนอแนะ ย้ำว่าการเดินทางเป็นเรื่องสำคัญ แต่หากไปสังเกตการณ์ที่หน้าโรงเรียน พบว่าเด็กส่วนใหญ่ประมาณ 70-80% ไม่ได้ใช้วิธีการเดินเท้า แต่เดินทางด้วยรถจักรยานยนต์เป็นหลัก ดังนั้นปัญหาสำคัญที่สุดที่ คือ เด็กส่วนใหญ่ไม่สวมหมวกกันน็อกขณะขับขี่ แม้ในอดีต กทม. จะเคยแจกหมวกกันน็อกให้เด็กทุกคนไปแล้ว แต่ก็ยังมีความยากลำบากในการบังคับใช้จริง
“จึงขอฝากโจทย์ให้ทีมงานผลักดันให้เป็นSafe Journey นำเรื่องนี้ไปคิดต่อว่าจะทำอย่างไร ? เพื่อช่วยส่งเสริมความปลอดภัย และหาวิธีการที่จะทำให้ทั้งตัวเด็กนักเรียนรวมถึงผู้ปกครองสวมหมวกกันน็อกขณะขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อความปลอดภัยร่วมกันทั้งหมด”
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
2. นโยบาย WHEEL (Walkable & Human-centered Environment for Emissions-Light mobility) โดยทีม “Bike4All” เสนอนโยบายยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อคนปั่นจักรยาน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสถานีจอด เส้นทางเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะ และระบบเช่าจักรยานที่สะดวกสบาย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายลดมลพิษทางอากาศและคืนสุขภาพดีให้คนเมือง
ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาเมืองอย่างสร้างสรรค์ พร้อมแนะนำให้ทีมเยาวชน เสนอข้อมูลจุดติดขัดทางกายภาพ ที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการปั่นจักรยาน เช่น พื้นที่ที่ปั่นต่อไปไม่ได้, เพื่อให้ทีมงาน กทม. สามารถเข้าดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้สามารถปั่นจักรยานได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย
3. นโยบายสนับสนุนผู้ดูแลออทิสติกแบบองค์รวม (Holistic Autism & Caregiver Support Network) โดยทีม“KoQo – ASD toolkit” เพื่อการดูแลบุคคลออทิสติก และผู้ดูแลแบบองค์รวมอย่างเป็นระบบ ซึ่งทีมเสนอปรับปรุงคู่มือดูแลบุคคลออทิสติก ให้เป็นชุดเครื่องมือดิจิทัลที่ตอบโต้กับผู้ใช้ได้ และตอบโจทย์ปัญหาของผู้ดูแลได้อย่างตรงจุด
โดย ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เสนอแนะว่าเรื่องนี้น่าสนใจ ปัจจุบันมีการวินิจฉัยที่ดีขึ้นทำให้ตรวจพบเด็กพิเศษหรือกลุ่มออทิสติกมากขึ้น ซึ่งเด็กกลุ่มนี้มีสเปกตรัมที่กว้าง ตั้งแต่กลุ่มที่สามารถทำงานได้ตามปกติ ไปจนถึงกลุ่มที่มีอาการค่อนข้างเยอะ จึงต้องจำแนกสเปกตรัมให้ชัดเจนเพื่อหาแนวทางการดูแลที่เหมาะสมสำหรับแต่ละกลุ่ม พร้อมให้คำแนะนำว่าอาจไม่มีคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐานเดียว ที่ใช้แก้ปัญหาได้กับทุกคน เพราะแต่ละแนวทางการดูแลรักษาอาจมีความแตกต่างกัน
ทั้ง 3 นโยบาย ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดการแก้ปัญหาเมือง ผ่านกระบวนการ Design Thinking ซึ่งมี 5 กระบวนการ
“จุดเริ่มต้นที่สำคัญคือต้องเข้าใจปัญหาก่อน ถ้าเรานั่งอยู่ในออฟฟิศ ไม่มีทางที่จะเข้าใจปัญหาของชาวบ้านต้องลงไปเดิน พอลงไปก็จะเข้าใจปัญหาว่าปัญหาคืออะไร นั่นคือจุดเริ่มต้นของคำว่า Empathy ถือเป็นหัวใจของการเข้าใจปัญหา”
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ ย้ำด้วยว่า การนิยามปัญหาให้ถูกต้องมีความสำคัญมาก หากนิยามปัญหาผิดจะไม่มีทางได้ทางแก้ไขที่ถูกต้องเลย ตัวอย่างเช่น ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ หากนิยามว่าถนนไม่พอ และแก้ด้วยการสร้างถนนเพิ่ม ปัญหาก็ไม่มีวันจบเพราะปริมาณรถมีมากเกินไป แต่หากนิยามใหม่ว่าปัญหาคือระบบขนส่งสาธารณะไม่ดีพอ ซึ่งหากระบบขนส่งสาธารณะดี ประชาชนก็จะไม่อยากขับรถยนต์ส่วนตัวที่ต้องเสียทั้งค่าประกันและค่าจอดรถราคาแพง
การระดมความคิดหาทางแก้ไข คือ การคิดหาทางแก้ไขปัญหาให้ได้จำนวนหลากหลายและมากที่สุด โดยมีข้อแนะนำสำคัญ คือ อย่าเพิ่งหลงรักคำตอบหรือไอเดียแรกของตัวเอง แต่ควรเปิดกว้างรับไอเดียอื่น ๆ ชวนคนมาร่วมคิดและระดมเขียนไอเดียออกมาให้เยอะที่สุดก่อนจะค่อย ๆ คัดออก
สำหรับในกระบวนการผลักดันนโยบาย สามารถเริ่มต้นด้วยการสร้าง Prototype คือ แทนที่จะนำแนวทางแก้ไขปัญหาไปบังคับใช้พร้อมกันในทุกพื้นที่ (เช่น ทำพร้อมกันทั้ง 50 เขต) ควรเริ่มต้นจากการสร้างแบบจำลองหรือพื้นที่ต้นแบบก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางดังกล่าวเป็นคำตอบที่ถูกต้องและใช้ได้จริง
“ข้อดีของกรุงเทพมหานคร คือ ปัญหาในแต่ละพื้นที่มีความคล้ายคลึงกัน หากเราสามารถสร้างต้นแบบที่ทำงานสำเร็จ หรือหากแก้ปัญหาสำเร็จได้ใน 1 เขต ก็สามารถขยายผลไปยังอีก 50 เขตได้เช่นกัน”
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์