ขับรถเหยียบน้ำกระเด็นใส่ผู้อื่น มีโทษจริงหรือ ?
Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาของโพสต์จาก: Facebook
[caption id="attachment_14953" align="aligncenter" width="1380"]
โพสต์อ้างขับรถเหยียบน้ำกระเด็นใส่ผู้อื่น มีโทษปรับ-จำคุก[/caption]
Thai PBS Verify พบโพสต์ในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กว่า “ขับรถเหยียบน้ำกระเด็นใส่คน” เสี่ยงโดนปรับ-จำคุก
รายละเอียดโพสต์ระบุ
หน้าฝนนี้! ระวัง ขับรถเหยียบน้ำกระเด็นใส่คน มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
Thai PBS Verify พบว่า กระทรวงยุติธรรมเคยเผยแพร่โพสต์เกี่ยวกับกฎหมายการขับรถในลักษณะที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายของผู้อื่น อาจเข้าข่าย พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 ประกอบมาตรา 158/1 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากการเหยียบน้ำทำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย อาจมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และอาจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้
ทั้งนี้ การบังคับใช้กฎหมายและการเรียกร้องค่าเสียหายต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและความเสียหายที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณี
ขับรถเหยียบน้ำกระเด็นใส่คน มีโทษจริงหรือ ?
ในช่วงหน้าฝน การขับรถผ่านแอ่งน้ำจนทำให้น้ำกระเด็นใส่ผู้ใช้รถใช้ถนนหรือคนเดินเท้า อาจสร้างความเดือดร้อนและทำให้เกิดข้อสงสัยว่า พฤติกรรมดังกล่าวมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ และผู้ได้รับความเสียหายสามารถเรียกร้องอะไรได้บ้าง รวมถึงหลังจากมีการเผยแพร่และแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นนี้บนสื่อสังคมออนไลน์
Thai PBS Verifyจึงตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยการค้นหาคำสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขับรถเหยียบน้ำกระเด็นใส่ผู้อื่น รวมถึงแนวทางการเรียกร้องค่าเสียหาย พบข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก กระทรวงยุติธรรม Ministry Of Justice, Thailandได้เผยแพร่โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 69 เกี่ยวกับกฎหมายว่าการขับขี่รถเหยียบน้ำกระเด็นโดนผู้อื่นนั้น อาจเข้าข่ายความผิดตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 43 ประกอบมาตรา 158/1, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 438และอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ มาตรา 358
ระบุรายละเอียดดังนี้
กฎหมายน่ารู้ ตอน ขับรถเหยียบน้ำกระเด็นใส่คนอื่น ระวังทั้งจำทั้งปรับ
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 43 (ประกอบมาตรา 158/1 ผู้ใดขับรถในลักษณะที่เห็นได้ว่าไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายของผู้อื่นต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากมีทรัพย์สินเสียหายจากการที่รถยนต์เหยียบน้ำกระเด็นใส่ คนขับจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามมาตรา 358 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากเจ้าของรถได้ หากทรัพย์สินเสียหายจากการที่รถเหยียบน้ำกระเด็นใส่ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 438 กำหนดให้ ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติกรรมและความร้ายแรงแห่งการละเมิด
นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลจาก ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทยที่เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีนี้ ซึ่งยืนยันว่าเป็นข่าวจริง ระบุ ขับรถเหยียบน้ำกระเด็นใส่ผู้อื่น อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับสูงสุด 20,000 บาท
รายละเอียดกฎหมาย “ขับรถเหยียบน้ำกระเด็นใส่คนมีโทษอย่างไร ?"
สำหรับพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 43 (ประกอบมาตรา 158/1 ผู้ใดขับรถในลักษณะที่เห็นได้ว่าไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายของผู้อื่นต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
[caption id="attachment_14954" align="aligncenter" width="758"]
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 43
[/caption]
[caption id="attachment_14955" align="aligncenter" width="766"]
ตรวจสอบแล้ว มาตรา 158/1 ผู้ใดขับรถในลักษณะที่เห็นได้ว่าไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายของผู้อื่นต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ[/caption]
หากมีทรัพย์สินเสียหายจากการที่รถยนต์เหยียบน้ำกระเด็นใส่ คนขับจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามมาตรา 358 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
[caption id="attachment_14956" align="aligncenter" width="1504"]
ประมวลกฎหมายอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามมาตรา 358[/caption]
กรณีผู้เสียหายเรียกร้องค่าเสียหายจากเจ้าของรถ หากทรัพย์สินเสียหายจากการที่รถเหยียบน้ำกระเด็นใส่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 438 กำหนดให้ ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติกรรมและความร้ายแรงแห่งการละเมิด