โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

เหตุใดจังหวัดโคจิถึงมีปริมาณฝนตกมาก? แล้วถ้ามาโคจิช่วงฝนตกจะทำอย่างไรได้บ้าง?

conomi

อัพเดต 13 ส.ค. เวลา 10.49 น. • เผยแพร่ 15 ส.ค. เวลา 09.00 น. • conomi.co

จังหวัดโคจิ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะชิโกกุ ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อก่อนรู้จักกันในชื่อ “โทสะใต้” มีสภาพอากาศค่อนข้างอบอุ่น แต่เนื่องจากจังหวัดโคจิอยู่ในเขตภูมิอากาศชายฝั่งแปซิฟิก จึงมีลักษณะเด่นคือมีอุณหภูมิและความชื้นสูงตลอดทั้งปี จังหวัดโคจิจึงเป็นจังหวัดที่คนญี่ปุ่นมีภาพจำเกี่ยวกับสภาพอากาศที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น “ดูเหมือนอากาศจะค่อนข้างอบอุ่น” “มีพายุไต้ฝุ่นเยอะ” หรือ “ดูเหมือนหิมะจะไม่ค่อยตกเท่าไร”

แต่ถึงแม้จังหวัดโคจิจะมีจำนวนชั่วโมงแสงแดดต่อปีสูงที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ แต่ก็มีปัญหาอย่างหนึ่งเกิดขึ้นคือ “จังหวัดโคจิมีปริมาณฝนตกค่อนข้างมาก” ซึ่งไม่ได้แปลว่ามีวันที่ฝนตกหลายวัน แต่หมายถึงเวลาฝนตกทีไรก็จะมีมีปริมาณน้ำฝนที่สูงมาก เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน

จังหวัดโคจิรับมือกับความเสียหายจากฝนตกหนักมาแล้วหลายครั้ง?

รู้หรือไม่ว่า จังหวัดโคจิมีระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพมากกว่าโตเกียวถึง 1.5 เท่า และมีบุคลากรที่มีความสามารถในการจัดการการปล่อยน้ำจากเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลมาจากความพยายามของจังหวัดโคจิในการรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่ตกหนัก ซึ่งเคยเกิดมาจากเหตุการณ์ความเสียหายหลายต่อหลายครั้งที่เกิดจากฝนตกหนักในอดีต

ระบบระบายน้ำของโคจิอยู่ที่ 77 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง ซึ่งสูงที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ มีการประเมินว่าหากปริมาณน้ำฝนที่คล้ายกับเหตุการณ์น้ำท่วมทางตะวันตกของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2018 เกิดขึ้นกับโตเกียว ความเสียหายโดยรวมอาจสูงถึง 100 ล้านล้านเยน

ในตอนนั้น แม่น้ำคากามิซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักในโคจิมีระดับน้ำสูงเกือบล้น แต่ก็ไม่ล้น เจ้าหน้าที่ที่เขื่อนแม่น้ำคากามิได้เปลี่ยนระบบควบคุมประตูระบายน้ำจากคอมพิวเตอร์เป็นแบบแมนนวล โดยปรับการปล่อยน้ำไปพร้อมกับการตรวจสอบระดับน้ำและปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ท้ายน้ำ จากความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่เขื่อนเหล่านี้นี่เอง แม่น้ำคากามิจึงสามารถทนต่อปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักได้โดยไม่เกิดน้ำท่วม เมืองโคจิจึงมีความยืดหยุ่นต่อปริมาณน้ำฝนที่ตกหนัก โดยอาศัยประสบการณ์จากการรับมือความเสียหายจากฝนตกหนักที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต

การเปรียบเทียบจำนวนวันที่ฝนตกตลอดทั้งปีและปริมาณน้ำฝนตลอดทั้งปี

การจัดอันดับจังหวัดโดยพิจารณาจาก “จำนวนวันฝนตกต่อปี” สำหรับ 47 จังหวัดทั่วประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเผยแพร่ในปี 2014 มีคร่าว ๆ ดังนี้

อันดับ 1 : จังหวัดอาคิตะ – 177 วัน

อันดับ 2 : จังหวัดนีงาตะ – 170 วัน

อันดับ 3 : จังหวัดฟุคุอิ – 169 วัน

อันดับ 4 : จังหวัดโทยามะ – 168 วัน

อันดับ 5 : จังหวัดอิชิกาวะ – 161 วัน

อันดับ 17 : จังหวัดโคจิ – 122 วัน

จะเห็นได้ว่าจากค่าเฉลี่ยจำนวนวันฝนตกต่อปีระดับประเทศที่อยู่ที่ 120 วัน ส่วนของจังหวัดโคจิคือ 122 วัน ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 17 ของประเทศ แสดงว่าไม่มากไม่น้อยเกินไป

และจากข้อมูลด้านล่างนี้

อันดับ 1 : จังหวัดโคจิ – 3,659 มม.

อันดับ 2 : จังหวัดคาโกชิมะ – 2,834 มม.

อันดับ 3 : จังหวัดมิยาซากิ – 2,732 มม.

อันดับ 4 : จังหวัดอิชิกาวะ – 2,635 มม.

อันดับ 5 : จังหวัดโอกินาว่า – 2,585 มม.

จังหวัดโคจิครองอันดับหนึ่งอย่างน่าภาคภูมิใจ แต่ที่เห็นนี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่น่าภาคภูมิใจแต่อย่างใด เพราะข้อมูลที่อยู่ข้างบนนี้เป็นการจัดอันดับ “ปริมาณน้ำฝนรายปี”

ส่วนจังหวัดคาโกชิมะอยู่ในอันดับสองด้วยปริมาณน้ำฝน 2,834 มม. และจังหวัดที่ตามมาทั้งหมดอยู่ในช่วง 2,000 มม. ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจังหวัดโคจิได้รับปริมาณน้ำฝนมากกว่าที่อื่น ๆ แบบห่างชั้นขึ้นมาเลย

นอกจากนี้ จังหวัดคากาวะที่อยู่ใกล้เคียงจังหวัดโคจิยังอยู่ในอันดับที่ 42 ของประเทศด้วยปริมาณน้ำฝน 1,229 มม. แม้ว่าทั้งสองจังหวัดจะอยู่ในภูมิภาคชิโกกุ แต่ปริมาณน้ำฝนแตกต่างกันถึงประมาณสามเท่า ส่วนเหตุใดจังหวัดโคจิถึงมีปริมาณฝนตกมาก ? ว่ากันว่าสาเหตุมาจาก “มหาสมุทรแปซิฟิก” และ “เทือกเขาชิโกกุ”

สาเหตุที่จังหวัดโคจิมีปริมาณฝนตกมากมาจากลักษณะภูมิประเทศ

จังหวัดโคจิ

จากลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดโคจิ มหาสมุทรแปซิฟิกทอดยาวไปทางใต้ของจังหวัดโคจิ และมีเทือกเขาชิโกกุอยู่ทางเหนือ ลักษณะภูมิประเทศเช่นนี้เองเป็นสาเหตุที่ทำให้จังหวัดโคจิมีปริมาณฝนตกมาก เนื่องจากลมทะเลอุ่นชื้นที่พัดมาจากมหาสมุทรแปซิฟิกปะทะกับเทือกเขาชิโกกุทางเหนือ ทำให้เทือกเขาเลื่อนขึ้นและเกิดกระแสลมขึ้น จนในที่สุด เมื่อลมทะเลอุ่นชื้นเหล่านี้ขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศเบื้องบน จะรวมตัวกับอากาศที่เย็นกว่าและควบแน่น ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก

จากข้อมูลจัดอันดับข้างต้น ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยของจังหวัดโคจิอยู่ที่ 3,659 มิลลิเมตร แต่เป็นเพียงค่าเฉลี่ยของทั้งจังหวัดเท่านั้น ในความเป็นจริง ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ราบอยู่ที่ประมาณ 2,500 มิลลิเมตร ในพื้นที่ภูเขาสูงกว่า 3,000 มิลลิเมตร และในเมืองยานาเสะซึ่งตั้งอยู่ในเขตภูเขาทางตะวันออกของจังหวัดมีปริมาณน้ำฝนสูงถึง 4,100 มิลลิเมตรต่อปี แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ภูเขาของโคจิเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีฝนตกมากที่สุดในญี่ปุ่น

นอกจากนี้ สาเหตุที่จังหวัดคากาวะที่อยู่ใกล้เคียงได้รับปริมาณน้ำฝนน้อยกว่านั้น ว่ากันว่าเป็นเพราะอากาศที่สูญเสียความชื้นเนื่องจากฝนตกในจังหวัดโคจิไหลผ่านเทือกเขาชิโกกุ กลายเป็นกระแสลมลง ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและความชื้นลดลง

เที่ยวแบบแรร์กับสถานที่ท่องเที่ยวในโคจิที่ชมได้เฉพาะช่วงฝนตก

ถ้าบังเอิญอยู่ที่จังหวัดโคจิในช่วงฝนตกหนัก แทนที่จะเบื่อ ๆ รอฝนหยุดตก ทำไมไม่ไปลองเที่ยวและเพลิดเพลินกับ “วิวแบบแรร์ ๆ ของโคจิที่สามารถเห็นได้เฉพาะช่วงฝนตกหนัก” กันละ ! ลองไปเที่ยวตามที่เหล่านี้ดูได้เลย

1. สะพานใต้น้ำบนแม่น้ำชิมันโตะ

สะพานใต้น้ำบนแม่น้ำชิมันโตะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ตัวสะพานไม่มีราวกั้น ออกแบบมาเพื่อให้ทนต่อน้ำท่วมในช่วงฝนตกหนัก ถ้าในช่วงฝนตกหนักอาจสามารถมองเห็นสะพานจมอยู่ใต้น้ำด้วย

2. ชมการปล่อยน้ำจากเขื่อน

จังหวัดโคจิมีปริมาณฝนตกมากจึงอาจจะได้เห็นการปล่อยน้ำจากเขื่อนค่อนข้างบ่อย แนะนำการปล่อยน้ำจากเขื่อนซาเมอุระในเมืองโมโตยามะ ซึ่งเป็นหนึ่งในเขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคชิโกกุ เวลาปล่อยน้ำแต่ละครั้งจะมีความน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก

ขอให้สนุกกับการเที่ยวชมเมืองโคจิ และระวังฝนตกแบบจู่ ๆ ก็ตกหนักลงมาด้วย !

จังหวัดโคจิมีฝนตกหนักแบบกะทันหันเกิดขึ้นบ่อยซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด บางทีถ้าเราอยู่ที่จังหวัดโคจิ อาจเจอแดดจ้าแล้วจู่ ๆ สภาพอากาศก็เปลี่ยนเป็นมืดครึ้มตามมาด้วยฝนตกหนักได้ หากอยากมาเที่ยวที่โคจิควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนมาอย่างรอบคอบ ขอให้เที่ยวโคจิให้สนุกนะคะ

สรุปเนื้อหาจาก kochi-rain-many

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...