เหตุใดจังหวัดโคจิถึงมีปริมาณฝนตกมาก? แล้วถ้ามาโคจิช่วงฝนตกจะทำอย่างไรได้บ้าง?
จังหวัดโคจิ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะชิโกกุ ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อก่อนรู้จักกันในชื่อ “โทสะใต้” มีสภาพอากาศค่อนข้างอบอุ่น แต่เนื่องจากจังหวัดโคจิอยู่ในเขตภูมิอากาศชายฝั่งแปซิฟิก จึงมีลักษณะเด่นคือมีอุณหภูมิและความชื้นสูงตลอดทั้งปี จังหวัดโคจิจึงเป็นจังหวัดที่คนญี่ปุ่นมีภาพจำเกี่ยวกับสภาพอากาศที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น “ดูเหมือนอากาศจะค่อนข้างอบอุ่น” “มีพายุไต้ฝุ่นเยอะ” หรือ “ดูเหมือนหิมะจะไม่ค่อยตกเท่าไร”
แต่ถึงแม้จังหวัดโคจิจะมีจำนวนชั่วโมงแสงแดดต่อปีสูงที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ แต่ก็มีปัญหาอย่างหนึ่งเกิดขึ้นคือ “จังหวัดโคจิมีปริมาณฝนตกค่อนข้างมาก” ซึ่งไม่ได้แปลว่ามีวันที่ฝนตกหลายวัน แต่หมายถึงเวลาฝนตกทีไรก็จะมีมีปริมาณน้ำฝนที่สูงมาก เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน
จังหวัดโคจิรับมือกับความเสียหายจากฝนตกหนักมาแล้วหลายครั้ง?
รู้หรือไม่ว่า จังหวัดโคจิมีระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพมากกว่าโตเกียวถึง 1.5 เท่า และมีบุคลากรที่มีความสามารถในการจัดการการปล่อยน้ำจากเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลมาจากความพยายามของจังหวัดโคจิในการรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่ตกหนัก ซึ่งเคยเกิดมาจากเหตุการณ์ความเสียหายหลายต่อหลายครั้งที่เกิดจากฝนตกหนักในอดีต
ระบบระบายน้ำของโคจิอยู่ที่ 77 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง ซึ่งสูงที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ มีการประเมินว่าหากปริมาณน้ำฝนที่คล้ายกับเหตุการณ์น้ำท่วมทางตะวันตกของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2018 เกิดขึ้นกับโตเกียว ความเสียหายโดยรวมอาจสูงถึง 100 ล้านล้านเยน
ในตอนนั้น แม่น้ำคากามิซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักในโคจิมีระดับน้ำสูงเกือบล้น แต่ก็ไม่ล้น เจ้าหน้าที่ที่เขื่อนแม่น้ำคากามิได้เปลี่ยนระบบควบคุมประตูระบายน้ำจากคอมพิวเตอร์เป็นแบบแมนนวล โดยปรับการปล่อยน้ำไปพร้อมกับการตรวจสอบระดับน้ำและปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ท้ายน้ำ จากความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่เขื่อนเหล่านี้นี่เอง แม่น้ำคากามิจึงสามารถทนต่อปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักได้โดยไม่เกิดน้ำท่วม เมืองโคจิจึงมีความยืดหยุ่นต่อปริมาณน้ำฝนที่ตกหนัก โดยอาศัยประสบการณ์จากการรับมือความเสียหายจากฝนตกหนักที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต
การเปรียบเทียบจำนวนวันที่ฝนตกตลอดทั้งปีและปริมาณน้ำฝนตลอดทั้งปี
การจัดอันดับจังหวัดโดยพิจารณาจาก “จำนวนวันฝนตกต่อปี” สำหรับ 47 จังหวัดทั่วประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเผยแพร่ในปี 2014 มีคร่าว ๆ ดังนี้
อันดับ 1 : จังหวัดอาคิตะ – 177 วัน
อันดับ 2 : จังหวัดนีงาตะ – 170 วัน
อันดับ 3 : จังหวัดฟุคุอิ – 169 วัน
อันดับ 4 : จังหวัดโทยามะ – 168 วัน
อันดับ 5 : จังหวัดอิชิกาวะ – 161 วัน
・
・
・
อันดับ 17 : จังหวัดโคจิ – 122 วัน
จะเห็นได้ว่าจากค่าเฉลี่ยจำนวนวันฝนตกต่อปีระดับประเทศที่อยู่ที่ 120 วัน ส่วนของจังหวัดโคจิคือ 122 วัน ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 17 ของประเทศ แสดงว่าไม่มากไม่น้อยเกินไป
และจากข้อมูลด้านล่างนี้
อันดับ 1 : จังหวัดโคจิ – 3,659 มม.
อันดับ 2 : จังหวัดคาโกชิมะ – 2,834 มม.
อันดับ 3 : จังหวัดมิยาซากิ – 2,732 มม.
อันดับ 4 : จังหวัดอิชิกาวะ – 2,635 มม.
อันดับ 5 : จังหวัดโอกินาว่า – 2,585 มม.
จังหวัดโคจิครองอันดับหนึ่งอย่างน่าภาคภูมิใจ แต่ที่เห็นนี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่น่าภาคภูมิใจแต่อย่างใด เพราะข้อมูลที่อยู่ข้างบนนี้เป็นการจัดอันดับ “ปริมาณน้ำฝนรายปี”
ส่วนจังหวัดคาโกชิมะอยู่ในอันดับสองด้วยปริมาณน้ำฝน 2,834 มม. และจังหวัดที่ตามมาทั้งหมดอยู่ในช่วง 2,000 มม. ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจังหวัดโคจิได้รับปริมาณน้ำฝนมากกว่าที่อื่น ๆ แบบห่างชั้นขึ้นมาเลย
นอกจากนี้ จังหวัดคากาวะที่อยู่ใกล้เคียงจังหวัดโคจิยังอยู่ในอันดับที่ 42 ของประเทศด้วยปริมาณน้ำฝน 1,229 มม. แม้ว่าทั้งสองจังหวัดจะอยู่ในภูมิภาคชิโกกุ แต่ปริมาณน้ำฝนแตกต่างกันถึงประมาณสามเท่า ส่วนเหตุใดจังหวัดโคจิถึงมีปริมาณฝนตกมาก ? ว่ากันว่าสาเหตุมาจาก “มหาสมุทรแปซิฟิก” และ “เทือกเขาชิโกกุ”
สาเหตุที่จังหวัดโคจิมีปริมาณฝนตกมากมาจากลักษณะภูมิประเทศ
จากลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดโคจิ มหาสมุทรแปซิฟิกทอดยาวไปทางใต้ของจังหวัดโคจิ และมีเทือกเขาชิโกกุอยู่ทางเหนือ ลักษณะภูมิประเทศเช่นนี้เองเป็นสาเหตุที่ทำให้จังหวัดโคจิมีปริมาณฝนตกมาก เนื่องจากลมทะเลอุ่นชื้นที่พัดมาจากมหาสมุทรแปซิฟิกปะทะกับเทือกเขาชิโกกุทางเหนือ ทำให้เทือกเขาเลื่อนขึ้นและเกิดกระแสลมขึ้น จนในที่สุด เมื่อลมทะเลอุ่นชื้นเหล่านี้ขึ้นไปถึงชั้นบรรยากาศเบื้องบน จะรวมตัวกับอากาศที่เย็นกว่าและควบแน่น ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก
จากข้อมูลจัดอันดับข้างต้น ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยของจังหวัดโคจิอยู่ที่ 3,659 มิลลิเมตร แต่เป็นเพียงค่าเฉลี่ยของทั้งจังหวัดเท่านั้น ในความเป็นจริง ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ราบอยู่ที่ประมาณ 2,500 มิลลิเมตร ในพื้นที่ภูเขาสูงกว่า 3,000 มิลลิเมตร และในเมืองยานาเสะซึ่งตั้งอยู่ในเขตภูเขาทางตะวันออกของจังหวัดมีปริมาณน้ำฝนสูงถึง 4,100 มิลลิเมตรต่อปี แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ภูเขาของโคจิเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีฝนตกมากที่สุดในญี่ปุ่น
นอกจากนี้ สาเหตุที่จังหวัดคากาวะที่อยู่ใกล้เคียงได้รับปริมาณน้ำฝนน้อยกว่านั้น ว่ากันว่าเป็นเพราะอากาศที่สูญเสียความชื้นเนื่องจากฝนตกในจังหวัดโคจิไหลผ่านเทือกเขาชิโกกุ กลายเป็นกระแสลมลง ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและความชื้นลดลง
เที่ยวแบบแรร์กับสถานที่ท่องเที่ยวในโคจิที่ชมได้เฉพาะช่วงฝนตก
ถ้าบังเอิญอยู่ที่จังหวัดโคจิในช่วงฝนตกหนัก แทนที่จะเบื่อ ๆ รอฝนหยุดตก ทำไมไม่ไปลองเที่ยวและเพลิดเพลินกับ “วิวแบบแรร์ ๆ ของโคจิที่สามารถเห็นได้เฉพาะช่วงฝนตกหนัก” กันละ ! ลองไปเที่ยวตามที่เหล่านี้ดูได้เลย
1. สะพานใต้น้ำบนแม่น้ำชิมันโตะ
สะพานใต้น้ำบนแม่น้ำชิมันโตะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ตัวสะพานไม่มีราวกั้น ออกแบบมาเพื่อให้ทนต่อน้ำท่วมในช่วงฝนตกหนัก ถ้าในช่วงฝนตกหนักอาจสามารถมองเห็นสะพานจมอยู่ใต้น้ำด้วย
2. ชมการปล่อยน้ำจากเขื่อน
จังหวัดโคจิมีปริมาณฝนตกมากจึงอาจจะได้เห็นการปล่อยน้ำจากเขื่อนค่อนข้างบ่อย แนะนำการปล่อยน้ำจากเขื่อนซาเมอุระในเมืองโมโตยามะ ซึ่งเป็นหนึ่งในเขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคชิโกกุ เวลาปล่อยน้ำแต่ละครั้งจะมีความน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก
ขอให้สนุกกับการเที่ยวชมเมืองโคจิ และระวังฝนตกแบบจู่ ๆ ก็ตกหนักลงมาด้วย !
จังหวัดโคจิมีฝนตกหนักแบบกะทันหันเกิดขึ้นบ่อยซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด บางทีถ้าเราอยู่ที่จังหวัดโคจิ อาจเจอแดดจ้าแล้วจู่ ๆ สภาพอากาศก็เปลี่ยนเป็นมืดครึ้มตามมาด้วยฝนตกหนักได้ หากอยากมาเที่ยวที่โคจิควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนมาอย่างรอบคอบ ขอให้เที่ยวโคจิให้สนุกนะคะ
สรุปเนื้อหาจาก kochi-rain-many