โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สหรัฐฯกำลังเข้าสู่โหมดประเทศโดดเดี่ยว

สยามรัฐ

อัพเดต 28 มิ.ย. 2568 เวลา 06.01 น. • เผยแพร่ 28 มิ.ย. 2568 เวลา 06.00 น.

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

คากการณ์ไม่ถึงเลยว่าเพราะเหตุใด “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” จึงสั่งบอมบ์โรงงานผลิตนิวเคลียร์ของอิหร่านก่อนกำหนดสิบวันเลยทีเดียว

เพราะสิบวันก่อนหน้าจะถึงวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณออกมาว่า เขายังมิได้ตัดสินใจว่า จะทำอย่างไรต่อความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างอิหร่าน และอิสราเอล!!!

อีกทั้ง “รัฐมนตรีต่างประเทศมาร์โก รูบิโอ” ก็ออกมาให้สัมภาษณ์หลายวันก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะสั่งให้โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านว่า “สหรัฐฯไม่มีอะไรเกี่ยวข้องต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างอิหร่านและอิสราเอล” แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น เป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่า สหรัฐฯและอิสราเอลทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว

ภายหลังจากที่กองทัพสหรัฐร่วมมือกับอิสราเอลในการโจมตีทำลายโรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านจนเป็นผลสำเร็จ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมากล่าวปราศรัยต่อประชาชนทั่วประเทศว่า “เราประสบความสำเร็จในการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ทั้งสามแห่งของอิหร่าน ที่ฟอร์โดว์ ,นาตันซ์,และ เอสฟาฮาน

และขณะนี้เครื่องบินทั้งหมดของสหรัฐฯบินอยู่เหนือน่านฟ้าของอิหร่าน และกำลังจะเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีกับนักรบอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ของเรา และไม่มีกองทัพใดๆในโลกจะทำเช่นนี้ได้ ตอนนี้ถึงเวลาแห่งสันติภาพแล้ว ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้”

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวต่อไปอีกว่า “เป้าหมายของเราก็คือการทำลายขีดความสามารถในการเสริมสมรรถภาพและหยุดยั้งภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน”

โดยประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้กล่าวเสริมในตอนท้ายว่า “หากสันติภาพยังไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เราก็จะมุ่งหน้าโจมตีเป้าหมายอื่นๆต่อไปอีก ด้วยความแม่นยำและรวดเร็ว”

ทั้งนี้สัปดาห์ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าคะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ ตกฮวบลงไปอย่างมาก สืบเนื่องมาจากชาวอเมริกันไม่พึงพอใจผลงานของประธานาธิบดีทรัมป์ในแทบทุกเรื่อง

และจากการที่คะแนนนิยมของเขาตกฮวบลงเยี่ยงนี้ มีผลทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์รู้สึกหงุดหงิดถึงกับออกมาพร่ำบ่นว่า “แย่มากๆ”

และถึงแม้ว่าทั้งในวุฒิสภาและในสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันจะมีเสียงข้างมากก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลือประธานาธิบดีทรัมป์มากเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างงบประมาณที่ควรจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากคนอเมริกันว่า ไม่เป็นธรรมต่อคนระดับล่าง

แถมสงครามการค้าที่ประธานาธิบดีทรัมป์คาดว่าจะกลายเป็นผลงานชิ้นโบแดงของเขากลับปรากฏว่า ขณะนี้สมาชิกพรรครีพับลิกันต่างมีความอึดอัดใจที่ผลการเจรจาของเขากับประเทศต่างๆมิมีความคืบหน้า ทั้งๆที่เส้นตายก็คือวันอังคารที่ 8 กรกฎาคม 2025 ที่ กำลังใกล้เข้ามา!!!

“วุฒิสมาชิกซูซาน โคลลินส์”แห่งรัฐเมน สังกัดพรรครีพับลิกัน โดยวุฒิสมาชิกหญิงท่านนี้ยังเป็นนักการเมืองคนสำคัญของพรรค โดยเธอได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์ และตั้งคำถามว่า เป็นเพราะเหตุใด?ที่การเจรจาของประธานาธิบดีทรัมป์กับประเทศต่างๆมีความล่าช้า

นอกจากนั้นแล้วการที่มีผู้คนกว่าห้าล้านคนทั่วสหรัฐฯออกมาประท้วงเจ้าหน้าที่ของ “สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร”หรือที่เรียกย่อๆว่า “ICE” ที่เข้าไปจับกุมผู้คนอย่างหนักหน่วง ก็ได้กลายเป็นเสียงสะท้อนถึงภาพลักษณ์ด้านลบที่มีต่อประธานาธิบดีทรัมป์อีกด้วย

อนึ่งสงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านนั้น จากผลของการหยั่งเสียงของ “สำนักโพล YouGov” ที่เป็นโพลที่แม่นยำอันดับสี่ของสหรัฐฯ ได้เปิดเผยว่าชาวอเมริกันที่เห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่านอยู่ 35% และที่ไม่เห็นด้วย 53%

ส่วนในกรณีที่สหรัฐฯสนับสนันอิสราเอลนั้น ปรากฏออกมาว่า มีผู้เห็นด้วยที่สหรัฐฯเข้าไปสนับสนุนอิสราเอลแค่เพียง 16% เท่านั้น โดยมีชาวอเมริกันถึง 60% ไม่เห็นด้วย

ทั้งนี้จากการหยั่งของสำนักรอยเตอร์ส์ร่วมกับสำนักโพล Ipsos ที่สำรวจเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนระบุว่า คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์อยู่ที่ 41% ส่วน 79% ชาวอเมริกันกังวลเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยกับชาวอเมริกันจากอิหร่าน

และจากการหยั่งเสียงของ “สำนักโพล Pew”เมื่อปีกลาย ซึ่งครั้งนั้นชาวอเมริกันมีความเห็นว่าประเทศที่อันตรายต่อสหรัฐฯ ก็คือจีน ที่มีถึง 64% ต่อมาก็รัสเซีย 59% และอิหร่านที่มีเพียง 37%

อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ออกคำสั่งให้บอมบ์ทำลายโรงงานผลิตนิวเคลียร์ของอิหร่านทั้งสามแห่งไปแล้ว ปรากฎว่ามีเพียงสมาชิกนักการเมืองพรรครีพับลิกันเท่านั้น ที่แสดงความยินดีต่อประธานาธิบดีทรัมป์ โดยนักการเมืองค่ายพรรคเดโมแครตได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ต่อประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทำไปโดยพลการ ไม่ยอมปรึกษาหารือให้ดีเสียก่อน

และจากการโจมตีโรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านในครั้งนี้ มีผลทำให้ความขัดแย้งครั้งใหญ่เกิดขึ้นมาในทันที โดยอิสราเอลถือว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม

ทั้งนี้ขณะที่กำลังมีการประชุมต่างประเทศ BRIGS ที่ประเทศบราซิลกันอยู่นั้น ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซียได้ออกมากล่าวว่า รัสเซียไม่ต้องการให้สหรัฐฯโจมตีอิหร่าน เพราะจะทำให้เกิดความไม่มั่นคงต่อประเทศในแถบตะวันออกกลางอย่างรุนแรง

และคาดการณ์กันว่าสิ่งที่จะตามมาก็คือ อิหร่านอาจจะออกมาตอบโต้สหรัฐฯอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะสิ่งที่น่าเป็นห่วงกังวลก็คือ กองทัพทหารของสหรัฐฯที่ประจำการณ์อยู่ในแถบประเทศตะวันออกลาง 10ประเทศ ที่มีกำลังทหารกว่า 40,000 นาย โดยเฉพาะใน การ์ต้าร์, คูเวต, บาห์เรน,และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่อาจจะตกเป็นเป้าโจมตีของอิหร่านมากขึ้นเรื่อยๆ

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นการที่กองกำลังทหารของสหรัฐฯบินเข้าไปโจมตีโรงงานนิวเคลียของอิหร่านในครั้งนี้ ถือเป็นอีกกรณีหนึ่งที่สหรัฐฯเลือกเอาการใช้กำลังทหาร โดยหลีกเลี่ยงการใช้การทูตในการแก้ปัญหา ทั้งๆที่อดีตผ่านมาในช่วงยี่สิบกว่าปีประธานาธิบดีของสหรัฐฯพยายามหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหาร แต่ในทางกลับกันขณะนี้ดูเหมือนว่า “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ปรับเปลี่ยนการปกครอง โดยหันมาใช้นโยบายเผชิญหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความสลับซับซ้อน แถมการที่เขากีดกันนักศึกษานานาชาติ โดยขัดแย้งกับสถาบันการศึกษาเก่าแก่ชื่อดังอย่าง “ฮาร์วาร์ด” มองๆไปแล้วถือว่า สหรัฐฯกำลังเดินสู่เส้นทางที่จะเป็นประเทศโดดเดี่ยวโฮมอโลน สืบเนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ไม่แสดงความแยแส แคร์ต่อความรู้สึกของนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้นำเยี่ยง “ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน”และ “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง” ละครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...