ค่ายรถญี่ปุ่นหั่นราคา ส่งออกสหรัฐฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์สู้ ภาษีทรัมป์
BOJ เผยดัชนีราคาลดฮวบ 19.4% ใน มิ.ย. หวังรักษาแข่งขัน หลังโดน ภาษีทรัมป์ 25% กังวลกระทบกำไรบริษัท-บั่นทอนการขึ้นค่าจ้าง ส่งผลต่อเป้าเงินเฟ้อของแบงก์ชาติ ผู้ว่าการ BOJ จับตาใกล้ชิด วงจรค่าจ้าง-เงินเฟ้อ ท่ามกลางมาตรการภาษีสหรัฐฯ
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยรายงานวันนี้ว่า บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นได้ปรับลดราคารถยนต์ที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในอัตราที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่า บริษัทญี่ปุ่นยอมเสียผลกำไรเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากมาตรการภาษีศุลกากรที่เข้มงวดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ของแดนอาทิตย์อุทัย
รายงานของ BOJ ระบุว่าดัชนีราคาการส่งออกรถยนต์ที่ส่งไปยังอเมริกาเหนือ ลดลงถึง 19.4% ในเดือนมิถุนายน เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการปรับลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลในปี 2559 ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างหนักของกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นในการหลีกเลี่ยงการขึ้นราคาครั้งใหญ่ เพื่อที่จะคงความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ แม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะเริ่มเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ในอัตรา 25% ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี การที่บริษัทญี่ปุ่นพากันปรับลดราคารถยนต์อย่างรุนแรงในครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดความกังวลว่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกำไรของบริษัท และอาจบั่นทอนความสามารถในการเดินหน้าปรับขึ้นค่าจ้าง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้ BOJ สามารถบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้ออย่างยั่งยืนได้
รายงานของ BOJ ยังบ่งชี้ว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตโดยรวมปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนมิถุนายน เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอตัวลงหลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.3% ในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากราคาน้ำมันและเหล็กปรับตัวลง
นายคาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ กล่าวว่า เขากำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่าวงจรค่าจ้าง-เงินเฟ้อ (wage-inflation cycle) จะยังคงอยู่ในทิศทางที่เหมาะสมหรือไม่เมื่อเผชิญกับมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ เพื่อที่ BOJ จะสามารถกำหนดช่วงเวลาในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
ทั้งนี้ นอกจากภาษีรถยนต์แล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้ประกาศเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นในอัตรา 25% โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งอัตราภาษีใหม่นี้เพิ่มขึ้นจากระดับ 24% ที่ทรัมป์ประกาศไว้เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา สะท้อนถึงนโยบายการค้าที่แข็งกร้าวของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งสร้างความท้าทายอย่างยิ่งต่อภาคการส่งออกของญี่ปุ่น