เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (EP.16) เมื่อกองทัพรัสเซียปรับตัวสู้ศึก
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (16)
เมื่อกองทัพรัสเซียปรับตัวสู้ศึก
“ความสำเร็จของการยุทธ์แบบทอนกำลังเกิดขึ้นได้ เพราะว่าการยุทธ์ในลักษณะเช่นนี้ค่อยๆ ทำให้ข้าศึกอ่อนล้า ด้วยกระบวนการ [การรบ] ในแบบยืดเยื้อ ค่อยเป็นค่อยไป และกัดกร่อนทีละเล็กละน้อย”
Lawrence Freedman
Ukraine and the Art of Strategy (2019)
ไม่ว่าแผนการสงครามจะกำหนดขึ้นอย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่แผนนี้จะต้องวิเคราะห์ให้ได้อย่างท่องแท้ก็คือ “ปัจจัยข้าศึก” (enemy factor) หรืออาจเรียกในทางยุทธศาสตร์ว่า “มิติของความเป็นข้าศึก” (adversarial dimension) ในแผนสงคราม เพราะในความเป็นจริงนั้น ข้าศึกไม่ใช่ตัวแสดงที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ในแบบ “นกเป็ดน้ำ” ที่ลอยนิ่งๆ (sitting ducks) ให้เรายิงเล่นได้ตามความต้องการ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ฝ่ายเรามีความเคลื่อนไหวปรับตัวเช่นไรในสนามรบ ข้าศึกก็มีความเคลื่อนไหวปรับตัวเช่นนั้น ไม่แตกต่างกันในสนามรบเดียวกันด้วย
ที่กล่าวเช่นนี้เพราะเป้าหมายของการสงครามมุ่งกระทำกับข้าศึกเป็นสำคัญ หรืออาจกล่าวในทำนองกลับกันได้ว่า “ถ้าไม่มีข้าศึก ก็ไม่มีสงคราม” กล่าวคือ สงครามไม่ใช่กิจกรรมที่เกิดขึ้นโดยลำพัง หรือเกิดโดยอิสระ (autonomous activity) โดยไม่มีฝั่งตรงข้ามที่เป็นคู่ขัดแย้ง อันเป็นเหตุผลในตัวเองที่ทำให้สงครามที่เกิดขึ้นจะต้องมีข้าศึกเป็นองค์ประกอบสำคัญ หรือที่เคลาซ์วิทซ์ นักปรัชญาการสงครามชาวปรัสเซีย กล่าวเสมอว่า “สงครามไม่ใช่สิ่งอื่นใด นอกจากการดวลกันขนาดใหญ่ของคู่ต่อสู้”
ฉะนั้น มิติของความเป็นข้าศึกที่รัฐคู่ขัดแย้งต่างพยายามสร้างภาพให้เกิดกับอีกฝ่าย จึงเป็นปัจจัยที่นิยามความเป็นไปของสงคราม และเป็นตัวกำหนดปฏิสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ ในกระบวนการการทำยุทธศาสตร์ เพื่อที่รัฐจะบรรลุถึงวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ทั้งในส่วนของยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร
สภาวะเช่นนี้ทำให้เราอาจกล่าวในทางทฤษฎียุทธศาสตร์ได้ว่า ในสงครามต้องมีข้าศึก และที่สำคัญในสนามรบ ไม่มีข้าศึกที่เฉื่อยชาและชักช้า เพราะไม่มีรัฐใดที่ต้องการเป็นฝ่ายแพ้สงคราม แม้เราอาจจะรู้สึกว่าคำกล่าวเตือนใจเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดา ที่รับรู้กันทั่วไป และไม่มีอะไรใหม่
แต่ในทางปฏิบัติ เรามักจะติดกับดักความคิดที่มองว่า ฝ่ายเราเท่านั้นที่เป็นผู้ขับเคลื่อนสนามรบ จนลืมนึกถึงปัจจัยข้าศึก
ข้าศึกก็ปรับตัวเป็น
ในสงครามยูเครนดูจะมีทัศนะที่ละเลยต่อปัจจัยข้าศึกอย่างมาก เพราะเมื่อกองทัพรัสเซียเพลี่ยงพล้ำในช่วงต้นของสงคราม และตามมาด้วยความสำเร็จของการรุกกลับของกองทัพยูเครนในช่วงกลางปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงปีแรกของสงคราม สภาวะเช่นนี้ทำให้หลายฝ่ายอดที่จะฝันไกลไม่ได้ว่า ถ้ากองทัพยูเครนสามารถประสบความสำเร็จด้วยการรุกตอบโต้กลับในปี 2023 หรือแม้กระทั่งในปี 2024 ด้วยการสนับสนุนอาวุธจากฝ่ายตะวันตกแล้ว ประธานาธิบดีปูตินอาจจะยอมรับเงื่อนไขการเจรจาสันติภาพ
อีกทั้งหากยูเครนสามารถเปิดยุทธการให้ประสบความสำเร็จได้มากขึ้นแล้ว ก็อาจเป็นโอกาสที่จะผลักดันให้กองทัพรัสเซียยอมถอยออกจากการยึดครองดินแดนของยูเครน แม้ในความเป็นจริงของทฤษฎีทางทหาร การที่กองทัพยูเครนยังอยู่ในเงื่อนไขของสงครามทอนกำลัง โดยไม่มีการรบแตกหัก ที่จะนำมาซึ่งชัยชนะของกองทัพยูเครนแล้ว ความหวังที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์เช่นนั้น มีความเป็นไปได้น้อยมาก
หรืออีกนัยหนึ่ง เราอาจกล่าวในทางยุทธศาสตร์ได้ว่า ยูเครนจะเอาดินแดนคืนจากการยึดครองของกองทัพรัสเซียได้จริง ก็ต่อเมื่อกองทัพรัสเซียแพ้สงคราม และผู้นำรัสเซียถูกกดดันให้ยอมรับการเจรจาสันติภาพ ที่มีเงื่อนไขต้องคืนดินแดนให้แก่รัฐบาลยูเครน โดยเฉพาะไครเมีย
แต่ความคาดหวังของรัฐบาลยูเครนและประเทศตะวันตกเช่นนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะผลจากความพ่ายแพ้ทางยุทธวิธีที่เกิดขึ้นในช่วงต้นของสงคราม ทำให้กองทัพรัสเซียเองจำเป็นต้องปรับตัวอย่างมาก แม้จะต้องประสบกับความสูญเสียกำลังพล และความเสียหายของยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากก็ตาม หรือดังที่กล่าวในข้างต้นก็คือ “ไม่มีข้าศึกที่เฉื่อยชาในสนามรบ”
ดังจะเห็นถึงการปรับตัวในเบื้องต้น เช่น กองทัพรัสเซียมีการจัดกำลังในลักษณะของ “กลุ่มกองพันทางยุทธวิธี” (Battalion Tactical Groups: BTGs แต่อยากจะเรียกว่าเป็น “กลุ่มกองพันพร้อมรบทางยุทธวิธี” เพื่อให้เห็นสถานะของการจัด) หรืออธิบายในทางการรบได้ว่า กองทัพรัสเซียจะใช้การเข้าตีในระดับกองพันเป็นพื้นฐานของการรุก และการเข้าตีจะดำเนินการร่วมกับกองพันที่อยู่ใกล้เคียงในพื้นที่การรบ โดยการเข้าตีอาจใช้ในลักษณะที่เป็นระลอก (echelons) อันทำให้การประสานงานในระดับบนของหน่วยที่มีภารกิจในการเข้าตีเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินการยุทธ์ ปัญหาเช่นนี้ทำให้กองทัพรัสเซียหันไปให้ความสำคัญกับการปรับปรุงระบบการบังคับบัญชาและควบคุม เพื่อรับมือการเข้าตีของกองทัพยูเครน การปรับตัวเช่นนี้ทำให้การเข้าตีของกำลังยานยนต์ยูเครนประสบความสูญเสียมากขึ้น
ในอีกส่วนที่เห็นได้ชัดในการรับมือกับการรุกตอบโต้กลับของกองทัพยูเครนคือ การสร้างป้อมสนามให้มีความแข็งแรง ที่ไม่เพียงยันการรุกของของทหารยูเครนได้เท่านั้น หากยังช่วยในการรักษาชีวิตของทหารรัสเซียเองได้อีกด้วย และยังใช้เป็นปัจจัยสำคัญในการยัน ที่ทำให้การรุกของกองทัพยูเครนในหลายพื้นที่ไม่ประสบความคืบหน้าไปได้มากอย่างที่หวัง
นวัตกรรมสนามรบ
การต่อสู้ของกองทหารทั้ง 2 ฝ่ายนั้นมิใช่มีแต่เรื่องของการรบเท่านั้น ดังได้กล่าวแล้วว่าการปรับตัวด้วยการสร้าง “นวัตกรรมสนามรบ” เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสงครามยูเครน ตัวอย่างเช่น
– การใช้ระยะเวลาในการยิงปืนใหญ่ตอบโต้
กองทัพยูเครนสร้างนวัตกรรมของการใช้ปืนใหญ่ได้อย่างน่าสนใจ โดยหน่วยทหารปืนใหญ่ของยูเครนจะทำการยิงอย่างรวดเร็ว และเป็นการประสานการยิงจากที่ตั้งแบบไม่รวมศูนย์ โดยการใช้ระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) มาช่วยในการกำหนดเป้าหมาย และช่วยในการทำหน้าที่การบังคับบัญชาและควบคุม ระบบนี้ทำให้หน่วยทหารปืนใหญ่ยานยนต์ที่อยู่แบบกระจัดกระจาย สามารถรวมศูนย์อำนาจการโจมตีต่อเป้าหมายที่ต้องการได้ และการมีฐานยิงแบบยานยนต์ที่กระจัดกระจายของหน่วยปืนใหญ่ยูเครนเช่นนี้ ทำให้เป็นการยากที่ปืนใหญ่รัสเซียจะรวมศูนย์อำนาจการยิงเพื่อทำลายปืนใหญ่ของยูเครน
แต่เมื่อหน่วยทหารปืนใหญ่รัสเซียได้ปรับปรุงระบบการบังคับบัญชาและควบคุมใหม่ที่ใช้ระบบภูมิสารสนเทศ ซึ่งสามารถช่วยลดระยะเวลาในการยิงตอบโต้กลับจาก 20-30 นาที ให้เหลือเพียง 2-3 นาที ซึ่งตามเวลาเดิมที่มีนั้น ทำให้หน่วยทหารปืนใหญ่ยานยนต์ของยูเครนสามารถเคลื่อนย้ายตัวเองไม่ให้ตกเป็นเป้าการยิงตอบโต้กลับของปืนใหญ่รัสเซียได้ แต่ไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาเพียง 2-3 นาทีอย่างแน่นอน
– รบด้วยโดรน-โจมตีด้วยโดรน
นวัตกรรมสนามรบที่สำคัญของกองทัพยูเครนคือ การใช้โดรนเข้ามาช่วยในการโจมตีกองทหารรัสเซีย โดรนกลายเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก ซึ่งปรากฏให้เห็นชัดตั้งแต่ช่วงต้นของสงคราม ที่โดรนมีส่วนอย่างสำคัญในการยับยั้งการเคลื่อนตัวของขบวนยานยนต์และยานเกราะรัสเซียที่รุกเข้าตีคีฟ ประกอบกับในช่วงแรกนั้น กองทัพรัสเซียไม่ได้ใช้โดรนมาก ระบบป้องกันทางอากาศของยูเครนจึงสามารถสกัดกั้นการบินของโดรนรัสเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ โดรนลาดตระเวนมีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้ผู้บังคับบัญชาของหน่วยทหารทั้งที่อยู่ในสนาม หรือหน่วยเหนือสามารถเห็นสนามรบได้อย่างแทบจะไม่มีข้อจำกัด ดังนั้น เมื่อรัสเซียปรับตัวมาใช้โดรนมากขึ้น ทำให้ต่างฝ่ายต่างเห็นแนวหลังของอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ ซึ่งช่วยให้เกิดการโจมตีเป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแม่นยำ
อีกทั้งโดรนลาดตระเวนยังเป็นเครื่องมือแจ้งเตือนการโจมตีของกองทหารข้าศึก ซึ่งทำให้ทหารรัสเซียสามารถรับมือการเข้าตีของหน่วยทหารยูเครนได้มากขึ้น หรือสามารถสั่งการยิงปืนใหญ่ตอบโต้การบุกของฝ่ายข้าศึกได้อย่างรวดเร็ว
อีกทั้งเมื่อรัสเซียหันไปใช้ “โดรนราคาถูก” จากอิหร่านทั้งในการลาดตระเวน และการโจมตีด้วยการใช้โดรนเป็นจำนวนมาก ได้ส่งผลให้ระบบป้องกันทางอากาศของยูเครนไม่สามารถรับมือกับการโจมตีของรัสเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป เพราะเป็นการใช้โดรนโจมตีในแบบ “mass attacks” ที่มีจำนวนโดรนมากเกินกว่าที่ระบบป้องกันจะทำลายได้หมดในคราวเดียว
นอกจากนี้ รัสเซียยังสรุปบทเรียนจากยูเครนในการใช้โดรนทำลายรถถัง ซึ่งโดรนที่ติดระเบิดทำลายรถถังนั้น มีพิสัยบินที่ไกลกว่าระยะยิงของอาวุธต่อสู้รถถังตามปกติ ดังนั้น เมื่อกองทัพรัสเซียเริ่มปรับตัวจากความสูญเสียขนาดใหญ่ในช่วงแรกของสงคราม รัสเซียในช่วงปี 2023 จึงใช้โดรนในภารกิจของการทำ “สงครามต่อต้านรถถัง” (anti-tank warfare) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้การจัดขบวนรถถังในการเข้าตีเป้าหมายทางยุทธวิธีของยูเครนประสบความสูญเสียมากขึ้น
การเปลี่ยนยุทธวิธีการรบเช่นนี้ทำให้รัสเซียขยายการผลิตโดรนจากเดือนละประมาณ 4,000 ลำในปี 2022 เป็นเดือนละ 50,000 ลำในปี 2023 และพัฒนาให้มีระยะบินไกลขึ้น อีกทั้งติดตั้งอุปกรณ์ที่ต่อต้านการ “แจม” สัญญาณของข้าศึกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
รับ vs. รุก
การสร้างนวัตกรรมสนามรบตอบโต้กันไปมาระหว่างกองทัพรัสเซียและกองทัพยูเครนเช่นนี้ ทำให้ “พลวัตสนามรบ” ของสงครามยูเครนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันการปรับตัวในสนามรบของแต่ละฝ่ายเช่นนี้ทำให้โอกาสที่จะเกิดการรบแบบแตกหัก เพื่อที่จะได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็วนั้น เป็นไปได้ยากมากขึ้น และกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสภาวะของสงครามทอนกำลังอย่างเห็นได้ชัด หรือกล่าวในทฤษฎีการสงครามได้ว่า เงื่อนไขเช่นนี้ทำให้ “อำนาจของฝ่ายรับ” มีมากกว่า “อำนาจของฝ่ายรุก” (a superiority of defense over offense)
เมื่อฝ่ายรับเหนือกว่าฝ่ายรุกแล้ว สงครามจะมีสภาวะของการยันกันในทางทหาร (military stalemate) และเมื่อไม่มีฝ่ายใดที่มีอำนาจมากพอในการ “ผ่าทางตัน” ในสนามรบ สิ่งที่จะทำได้จึงมีเพียงสร้างชัยชนะในทางยุทธวิธี คือการผลักให้กำลังทหารของฝ่ายตรงข้ามออกไปจากพื้นที่ แต่สามารถเปลี่ยนให้ชัยชนะทางยุทธวิธีเช่นนี้ให้กลายเป็นการรบใหญ่ เพื่อทำให้เกิดชัยชนะแบบแตกหักได้
สงครามแบบทอนกำลังจึงเป็นการพิสูจน์ว่า “ใครจะอึดกว่ากัน” ในสนามรบ… รัฐเล็กอย่างยูเครนย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างแน่นอน และดูจะเสียเปรียบมากขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงที่วอชิงตัน!
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (EP.16) เมื่อกองทัพรัสเซียปรับตัวสู้ศึก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly