โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (EP.16) เมื่อกองทัพรัสเซียปรับตัวสู้ศึก

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 04.34 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 04.17 น.

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (16)

เมื่อกองทัพรัสเซียปรับตัวสู้ศึก

“ความสำเร็จของการยุทธ์แบบทอนกำลังเกิดขึ้นได้ เพราะว่าการยุทธ์ในลักษณะเช่นนี้ค่อยๆ ทำให้ข้าศึกอ่อนล้า ด้วยกระบวนการ [การรบ] ในแบบยืดเยื้อ ค่อยเป็นค่อยไป และกัดกร่อนทีละเล็กละน้อย”

Lawrence Freedman

Ukraine and the Art of Strategy (2019)

ไม่ว่าแผนการสงครามจะกำหนดขึ้นอย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่แผนนี้จะต้องวิเคราะห์ให้ได้อย่างท่องแท้ก็คือ “ปัจจัยข้าศึก” (enemy factor) หรืออาจเรียกในทางยุทธศาสตร์ว่า “มิติของความเป็นข้าศึก” (adversarial dimension) ในแผนสงคราม เพราะในความเป็นจริงนั้น ข้าศึกไม่ใช่ตัวแสดงที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ในแบบ “นกเป็ดน้ำ” ที่ลอยนิ่งๆ (sitting ducks) ให้เรายิงเล่นได้ตามความต้องการ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ฝ่ายเรามีความเคลื่อนไหวปรับตัวเช่นไรในสนามรบ ข้าศึกก็มีความเคลื่อนไหวปรับตัวเช่นนั้น ไม่แตกต่างกันในสนามรบเดียวกันด้วย

ที่กล่าวเช่นนี้เพราะเป้าหมายของการสงครามมุ่งกระทำกับข้าศึกเป็นสำคัญ หรืออาจกล่าวในทำนองกลับกันได้ว่า “ถ้าไม่มีข้าศึก ก็ไม่มีสงคราม” กล่าวคือ สงครามไม่ใช่กิจกรรมที่เกิดขึ้นโดยลำพัง หรือเกิดโดยอิสระ (autonomous activity) โดยไม่มีฝั่งตรงข้ามที่เป็นคู่ขัดแย้ง อันเป็นเหตุผลในตัวเองที่ทำให้สงครามที่เกิดขึ้นจะต้องมีข้าศึกเป็นองค์ประกอบสำคัญ หรือที่เคลาซ์วิทซ์ นักปรัชญาการสงครามชาวปรัสเซีย กล่าวเสมอว่า “สงครามไม่ใช่สิ่งอื่นใด นอกจากการดวลกันขนาดใหญ่ของคู่ต่อสู้”

ฉะนั้น มิติของความเป็นข้าศึกที่รัฐคู่ขัดแย้งต่างพยายามสร้างภาพให้เกิดกับอีกฝ่าย จึงเป็นปัจจัยที่นิยามความเป็นไปของสงคราม และเป็นตัวกำหนดปฏิสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ ในกระบวนการการทำยุทธศาสตร์ เพื่อที่รัฐจะบรรลุถึงวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ทั้งในส่วนของยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร

สภาวะเช่นนี้ทำให้เราอาจกล่าวในทางทฤษฎียุทธศาสตร์ได้ว่า ในสงครามต้องมีข้าศึก และที่สำคัญในสนามรบ ไม่มีข้าศึกที่เฉื่อยชาและชักช้า เพราะไม่มีรัฐใดที่ต้องการเป็นฝ่ายแพ้สงคราม แม้เราอาจจะรู้สึกว่าคำกล่าวเตือนใจเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดา ที่รับรู้กันทั่วไป และไม่มีอะไรใหม่

แต่ในทางปฏิบัติ เรามักจะติดกับดักความคิดที่มองว่า ฝ่ายเราเท่านั้นที่เป็นผู้ขับเคลื่อนสนามรบ จนลืมนึกถึงปัจจัยข้าศึก

ข้าศึกก็ปรับตัวเป็น

ในสงครามยูเครนดูจะมีทัศนะที่ละเลยต่อปัจจัยข้าศึกอย่างมาก เพราะเมื่อกองทัพรัสเซียเพลี่ยงพล้ำในช่วงต้นของสงคราม และตามมาด้วยความสำเร็จของการรุกกลับของกองทัพยูเครนในช่วงกลางปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงปีแรกของสงคราม สภาวะเช่นนี้ทำให้หลายฝ่ายอดที่จะฝันไกลไม่ได้ว่า ถ้ากองทัพยูเครนสามารถประสบความสำเร็จด้วยการรุกตอบโต้กลับในปี 2023 หรือแม้กระทั่งในปี 2024 ด้วยการสนับสนุนอาวุธจากฝ่ายตะวันตกแล้ว ประธานาธิบดีปูตินอาจจะยอมรับเงื่อนไขการเจรจาสันติภาพ

อีกทั้งหากยูเครนสามารถเปิดยุทธการให้ประสบความสำเร็จได้มากขึ้นแล้ว ก็อาจเป็นโอกาสที่จะผลักดันให้กองทัพรัสเซียยอมถอยออกจากการยึดครองดินแดนของยูเครน แม้ในความเป็นจริงของทฤษฎีทางทหาร การที่กองทัพยูเครนยังอยู่ในเงื่อนไขของสงครามทอนกำลัง โดยไม่มีการรบแตกหัก ที่จะนำมาซึ่งชัยชนะของกองทัพยูเครนแล้ว ความหวังที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ทางยุทธศาสตร์เช่นนั้น มีความเป็นไปได้น้อยมาก

หรืออีกนัยหนึ่ง เราอาจกล่าวในทางยุทธศาสตร์ได้ว่า ยูเครนจะเอาดินแดนคืนจากการยึดครองของกองทัพรัสเซียได้จริง ก็ต่อเมื่อกองทัพรัสเซียแพ้สงคราม และผู้นำรัสเซียถูกกดดันให้ยอมรับการเจรจาสันติภาพ ที่มีเงื่อนไขต้องคืนดินแดนให้แก่รัฐบาลยูเครน โดยเฉพาะไครเมีย

แต่ความคาดหวังของรัฐบาลยูเครนและประเทศตะวันตกเช่นนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะผลจากความพ่ายแพ้ทางยุทธวิธีที่เกิดขึ้นในช่วงต้นของสงคราม ทำให้กองทัพรัสเซียเองจำเป็นต้องปรับตัวอย่างมาก แม้จะต้องประสบกับความสูญเสียกำลังพล และความเสียหายของยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากก็ตาม หรือดังที่กล่าวในข้างต้นก็คือ “ไม่มีข้าศึกที่เฉื่อยชาในสนามรบ”

ดังจะเห็นถึงการปรับตัวในเบื้องต้น เช่น กองทัพรัสเซียมีการจัดกำลังในลักษณะของ “กลุ่มกองพันทางยุทธวิธี” (Battalion Tactical Groups: BTGs แต่อยากจะเรียกว่าเป็น “กลุ่มกองพันพร้อมรบทางยุทธวิธี” เพื่อให้เห็นสถานะของการจัด) หรืออธิบายในทางการรบได้ว่า กองทัพรัสเซียจะใช้การเข้าตีในระดับกองพันเป็นพื้นฐานของการรุก และการเข้าตีจะดำเนินการร่วมกับกองพันที่อยู่ใกล้เคียงในพื้นที่การรบ โดยการเข้าตีอาจใช้ในลักษณะที่เป็นระลอก (echelons) อันทำให้การประสานงานในระดับบนของหน่วยที่มีภารกิจในการเข้าตีเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินการยุทธ์ ปัญหาเช่นนี้ทำให้กองทัพรัสเซียหันไปให้ความสำคัญกับการปรับปรุงระบบการบังคับบัญชาและควบคุม เพื่อรับมือการเข้าตีของกองทัพยูเครน การปรับตัวเช่นนี้ทำให้การเข้าตีของกำลังยานยนต์ยูเครนประสบความสูญเสียมากขึ้น

ในอีกส่วนที่เห็นได้ชัดในการรับมือกับการรุกตอบโต้กลับของกองทัพยูเครนคือ การสร้างป้อมสนามให้มีความแข็งแรง ที่ไม่เพียงยันการรุกของของทหารยูเครนได้เท่านั้น หากยังช่วยในการรักษาชีวิตของทหารรัสเซียเองได้อีกด้วย และยังใช้เป็นปัจจัยสำคัญในการยัน ที่ทำให้การรุกของกองทัพยูเครนในหลายพื้นที่ไม่ประสบความคืบหน้าไปได้มากอย่างที่หวัง

นวัตกรรมสนามรบ

การต่อสู้ของกองทหารทั้ง 2 ฝ่ายนั้นมิใช่มีแต่เรื่องของการรบเท่านั้น ดังได้กล่าวแล้วว่าการปรับตัวด้วยการสร้าง “นวัตกรรมสนามรบ” เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสงครามยูเครน ตัวอย่างเช่น

– การใช้ระยะเวลาในการยิงปืนใหญ่ตอบโต้

กองทัพยูเครนสร้างนวัตกรรมของการใช้ปืนใหญ่ได้อย่างน่าสนใจ โดยหน่วยทหารปืนใหญ่ของยูเครนจะทำการยิงอย่างรวดเร็ว และเป็นการประสานการยิงจากที่ตั้งแบบไม่รวมศูนย์ โดยการใช้ระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) มาช่วยในการกำหนดเป้าหมาย และช่วยในการทำหน้าที่การบังคับบัญชาและควบคุม ระบบนี้ทำให้หน่วยทหารปืนใหญ่ยานยนต์ที่อยู่แบบกระจัดกระจาย สามารถรวมศูนย์อำนาจการโจมตีต่อเป้าหมายที่ต้องการได้ และการมีฐานยิงแบบยานยนต์ที่กระจัดกระจายของหน่วยปืนใหญ่ยูเครนเช่นนี้ ทำให้เป็นการยากที่ปืนใหญ่รัสเซียจะรวมศูนย์อำนาจการยิงเพื่อทำลายปืนใหญ่ของยูเครน

แต่เมื่อหน่วยทหารปืนใหญ่รัสเซียได้ปรับปรุงระบบการบังคับบัญชาและควบคุมใหม่ที่ใช้ระบบภูมิสารสนเทศ ซึ่งสามารถช่วยลดระยะเวลาในการยิงตอบโต้กลับจาก 20-30 นาที ให้เหลือเพียง 2-3 นาที ซึ่งตามเวลาเดิมที่มีนั้น ทำให้หน่วยทหารปืนใหญ่ยานยนต์ของยูเครนสามารถเคลื่อนย้ายตัวเองไม่ให้ตกเป็นเป้าการยิงตอบโต้กลับของปืนใหญ่รัสเซียได้ แต่ไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาเพียง 2-3 นาทีอย่างแน่นอน

– รบด้วยโดรน-โจมตีด้วยโดรน

นวัตกรรมสนามรบที่สำคัญของกองทัพยูเครนคือ การใช้โดรนเข้ามาช่วยในการโจมตีกองทหารรัสเซีย โดรนกลายเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก ซึ่งปรากฏให้เห็นชัดตั้งแต่ช่วงต้นของสงคราม ที่โดรนมีส่วนอย่างสำคัญในการยับยั้งการเคลื่อนตัวของขบวนยานยนต์และยานเกราะรัสเซียที่รุกเข้าตีคีฟ ประกอบกับในช่วงแรกนั้น กองทัพรัสเซียไม่ได้ใช้โดรนมาก ระบบป้องกันทางอากาศของยูเครนจึงสามารถสกัดกั้นการบินของโดรนรัสเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ โดรนลาดตระเวนมีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้ผู้บังคับบัญชาของหน่วยทหารทั้งที่อยู่ในสนาม หรือหน่วยเหนือสามารถเห็นสนามรบได้อย่างแทบจะไม่มีข้อจำกัด ดังนั้น เมื่อรัสเซียปรับตัวมาใช้โดรนมากขึ้น ทำให้ต่างฝ่ายต่างเห็นแนวหลังของอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ ซึ่งช่วยให้เกิดการโจมตีเป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแม่นยำ

อีกทั้งโดรนลาดตระเวนยังเป็นเครื่องมือแจ้งเตือนการโจมตีของกองทหารข้าศึก ซึ่งทำให้ทหารรัสเซียสามารถรับมือการเข้าตีของหน่วยทหารยูเครนได้มากขึ้น หรือสามารถสั่งการยิงปืนใหญ่ตอบโต้การบุกของฝ่ายข้าศึกได้อย่างรวดเร็ว

อีกทั้งเมื่อรัสเซียหันไปใช้ “โดรนราคาถูก” จากอิหร่านทั้งในการลาดตระเวน และการโจมตีด้วยการใช้โดรนเป็นจำนวนมาก ได้ส่งผลให้ระบบป้องกันทางอากาศของยูเครนไม่สามารถรับมือกับการโจมตีของรัสเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป เพราะเป็นการใช้โดรนโจมตีในแบบ “mass attacks” ที่มีจำนวนโดรนมากเกินกว่าที่ระบบป้องกันจะทำลายได้หมดในคราวเดียว

นอกจากนี้ รัสเซียยังสรุปบทเรียนจากยูเครนในการใช้โดรนทำลายรถถัง ซึ่งโดรนที่ติดระเบิดทำลายรถถังนั้น มีพิสัยบินที่ไกลกว่าระยะยิงของอาวุธต่อสู้รถถังตามปกติ ดังนั้น เมื่อกองทัพรัสเซียเริ่มปรับตัวจากความสูญเสียขนาดใหญ่ในช่วงแรกของสงคราม รัสเซียในช่วงปี 2023 จึงใช้โดรนในภารกิจของการทำ “สงครามต่อต้านรถถัง” (anti-tank warfare) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้การจัดขบวนรถถังในการเข้าตีเป้าหมายทางยุทธวิธีของยูเครนประสบความสูญเสียมากขึ้น

การเปลี่ยนยุทธวิธีการรบเช่นนี้ทำให้รัสเซียขยายการผลิตโดรนจากเดือนละประมาณ 4,000 ลำในปี 2022 เป็นเดือนละ 50,000 ลำในปี 2023 และพัฒนาให้มีระยะบินไกลขึ้น อีกทั้งติดตั้งอุปกรณ์ที่ต่อต้านการ “แจม” สัญญาณของข้าศึกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

รับ vs. รุก

การสร้างนวัตกรรมสนามรบตอบโต้กันไปมาระหว่างกองทัพรัสเซียและกองทัพยูเครนเช่นนี้ ทำให้ “พลวัตสนามรบ” ของสงครามยูเครนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันการปรับตัวในสนามรบของแต่ละฝ่ายเช่นนี้ทำให้โอกาสที่จะเกิดการรบแบบแตกหัก เพื่อที่จะได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็วนั้น เป็นไปได้ยากมากขึ้น และกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสภาวะของสงครามทอนกำลังอย่างเห็นได้ชัด หรือกล่าวในทฤษฎีการสงครามได้ว่า เงื่อนไขเช่นนี้ทำให้ “อำนาจของฝ่ายรับ” มีมากกว่า “อำนาจของฝ่ายรุก” (a superiority of defense over offense)

เมื่อฝ่ายรับเหนือกว่าฝ่ายรุกแล้ว สงครามจะมีสภาวะของการยันกันในทางทหาร (military stalemate) และเมื่อไม่มีฝ่ายใดที่มีอำนาจมากพอในการ “ผ่าทางตัน” ในสนามรบ สิ่งที่จะทำได้จึงมีเพียงสร้างชัยชนะในทางยุทธวิธี คือการผลักให้กำลังทหารของฝ่ายตรงข้ามออกไปจากพื้นที่ แต่สามารถเปลี่ยนให้ชัยชนะทางยุทธวิธีเช่นนี้ให้กลายเป็นการรบใหญ่ เพื่อทำให้เกิดชัยชนะแบบแตกหักได้

สงครามแบบทอนกำลังจึงเป็นการพิสูจน์ว่า “ใครจะอึดกว่ากัน” ในสนามรบ… รัฐเล็กอย่างยูเครนย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างแน่นอน และดูจะเสียเปรียบมากขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงที่วอชิงตัน!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (EP.16) เมื่อกองทัพรัสเซียปรับตัวสู้ศึก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...