โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

American Manhunt: Osama bin Laden – จะตามหาไม่ว่าเธออยู่ไหน จะตามไปให้ได้เธอคืนมา

a day magazine

อัพเดต 04 มิ.ย. 2568 เวลา 22.00 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 03.00 น. • a day magazine

จำได้ไหมครับว่า 11 กันยายน 2001 ทำอะไรกันอยู่ สำหรับผู้อ่านรุ่นใหม่อาจจะเกิดไม่ทัน แต่คนรุ่นเจนวายขึ้นไปจะต้องจำเหตุการณ์ 9/11 ที่เครื่องบินพุ่งชนตึกคู่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่นิวยอร์กได้อย่างแม่นยำ มันคือการก่อการร้ายที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนของโลก ตั้งแต่มาตรการความปลอดภัยสนามบินที่เข้มงวดขึ้น อคติต่อชาวมุสลิม (ตามชาติพันธุ์ของผู้ก่อการ) รวมไปถึงการบุกถล่มอัฟกานิสถานและอิรักของสหรัฐอเมริกาในนามสงครามต่อต้านการก่อการร้าย

ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุ 9/11 คือ อุซามะห์ บิน ลาดิน ผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์ เขากลายเป็นบุคคลที่ทางการสหรัฐต้องการตัวมากที่สุดทันที ไม่ว่าจะจับเป็น หรือจับตายก็ตาม เรื่องราวการตามล่าบิน ลาดิน ถูกบอกเล่าในมินิซีรีส์สามตอน American Manhunt: Osama bin Laden ที่ออกอากาศทางเน็ตฟลิกซ์เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2025 และได้รับเสียงวิจารณ์ไปในทางบวก

สำหรับซีรีส์ American Manhunt เคยมีมาก่อนหน้านี้สองชุด นั่นคือ American Manhunt: The Boston Marathon Bombing (2023) ว่าด้วยความพยายามจับกุมมือวางระเบิดงานวิ่งมาราธอนเมืองบอสตัน และ American Manhunt: O.J. Simpson (2025) เล่าถึงคดีมหากาพย์ของโอ.เจ. ซิมป์สัน อดีตนักกีฬาชื่อดังที่ต้องสงสัยว่าฆ่าเมียตัวเอง สำหรับผู้มีเวลาน้อย ผู้เขียนขอแนะนำเรื่องหลังเป็นพิเศษ นอกจากการเป็นซีรีส์แนวสืบสวน/ว่าความในศาลแล้ว มันยังสะท้อนถึงความขัดแย้งทางสีผิว และความบ้าคลั่งของสื่อมวลชนในยุค 90 ได้อย่างดี

ปกติแล้วสารคดีเกี่ยวกับ 9/11 มักสัมภาษณ์ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นั้น เช่น ผู้ที่สูญเสียคนรักไปในตึกเวิลด์เทรด หรือตำรวจดับเพลิงที่เสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยเหลือผู้คน แต่ American Manhunt: Osama bin Laden มีจุดเด่นที่เน้นสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่รัฐล้วนๆ ไม่ว่าจะ CIA, FBI, เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ไปจนถึงหน่วย SEAL ตามที่ผู้กำกับเล่าว่า “ซีรีส์นี้ไม่ใช่เรื่องของสหรัฐอเมริกา หรือสงครามต้านการก่อการร้าย แต่มันบอกเล่าถึงผู้คนที่ได้รับภารกิจตามจับผู้ก่อการร้ายที่เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุด มันคือการตามล่าที่เปลี่ยนชีวิตของพวกเรา อเมริกา และโลกที่เราเคยรู้จัก”

ในเมื่อเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการจับบิน ลาดิน ซีรีส์อาจจะมีบรรยากาศของความชาตินิยม หรือการโปรอเมริกาอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งนี้ถูกคานด้วยชีวิตส่วนตัวของเหล่าเจ้าหน้าที่ เช่น ฝ่ายข้อมูลข่าวสารถูกก่นด่าว่าทำงานหละหลวมจนปล่อยให้เครื่องบินชนตึก บางคนยอมรับว่าทำงานนี้เพราะมีเพื่อนตายในเหตุการณ์ 9/11 และยังมีเจ้าหน้าที่หมกมุ่นกับเรื่องบิน ลาดิน จนทำให้ครอบครัวแทบพังทลาย

ซีรีส์เล่าความคืบหน้าของการเข้าใกล้บิน ลาดิน อย่างเป็นขั้นเป็นตอน จนถึงจุดพีคในปี 2011 (หรือสิบปีหลัง 9/11) ในปฏิบัติการหอกเนปจูน (Operation Neptune Spear) หรือการบุกสังหารบิน ลาดิน ในที่กบดานในปากีสถาน เจ้าหน้าที่หน่วย SEAL เปิดเผยให้เห็นถึงการซ้อม ด้วยการสร้างบ้านพักจำลองขึ้นมา แล้วฝึกการบุกในหลายรูปแบบ ส่วนผู้สร้างก็ใส่มาทั้งการนับถอยหลังถึงวันปฏิบัติการ และเพลงประกอบแสนเร้าอารมณ์ (สกอร์ฝีมือจาชา คลีบี ค่อนข้างทรงพลัง แต่หลายครั้งก็ล้นเกิน) จนทำให้เราเผลอสนุก และลุ้นระทึกกับการปฏิบัติการครั้งนี้ แต่แล้วก็ฉุกคิดได้ว่ามันคือการสังหารผู้คนมากมาย จนเกิดความขัดแย้งในใจอย่างช่วยไม่ได้

ซึ่งความขัดแย้งทำนองนี้เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่รัฐเช่นกัน แน่นอนว่าบางรายเชื่อมั่นว่าเขาได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แต่หลายรายก็ไม่อาจพูดได้เต็มปาก พวกเขานึกถึงประชาชน คนบริสุทธิ์ คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ที่เสียชีวิตไปในสงครามต้านการก่อการร้าย รวมถึงทหารและเจ้าหน้าที่ของฝั่งสหรัฐอเมริกาที่ต้องจากโลกนี้ไปในสงครามหรือการถูกระเบิดพลีชีพของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งทำให้ผู้เขียนนึกถึงฉากจบสุดคลาสสิกของหนังเรื่อง Zero Dark Thirty (2012) ที่ว่าด้วยปฏิบัติการหอกเนปจูน โดยหลังจากปลิดชีพบิน ลาดิน สำเร็จแล้ว แทนที่นางเอกผู้เป็นเจ้าหน้าที่ CIA จะโห่ร้องดีใจ เธอกลับร้องไห้ออกมาเงียบๆ เป็นหยาดน้ำตาแห่งความคลุมเครือที่ผู้ชมยังตีความได้ถึงปัจจุบัน

ซีรีส์ American Manhunt: Osama bin Laden ยังทำให้ผู้เขียนนึกถึงครั้งที่ตัวเองไปเยี่ยมชม 9/11 Memorial & Museum พิพิธภัณฑ์บอกเล่าถึง 9/11 ที่ทำเอาจิตตกหดหู่อยู่ไม่น้อย มีทั้งเศษซากตึกเวิลด์เทรด หรือวิดีโอผู้คนที่ตัดสินใจกระโดดลงมาจากตึก บางคนถึงขั้นร้องไห้กลางพิพิธภัณฑ์ แต่จุดสุดท้ายของพิพิธภัณฑ์นั้นจะเป็นก้อนอิฐในตู้กระจก ตอนแรกก็งุนงงว่ามันคืออะไร อ่านคำอธิบายถึงเข้าใจว่ามันคืออิฐจากบ้านที่บิน ลาดินถูกสังหาร! นี่จึงเป็นการปิดจบที่รุนแรงมาก นัยหนึ่งอาจมองได้ว่าคือสัญลักษณ์ของภารกิจอันเหนื่อยยาก หากมองอีกแบบคือ ‘ของที่ระลึก’ จากการฆ่าผู้ก่อการร้ายตัวฉกาจ

อย่างไรก็ดีทางมิวเซียมก็เขียนป้องกันตัวไว้ระดับหนึ่งว่า “บางเสียงแสดงความห่วงใยว่าการฆ่าบิน ลาดินไม่ได้ทำให้การก่อการร้ายจบลง” ซึ่งน่าขนลุกว่าประโยคนี้ดูเหมือนจะเป็นจริง…แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...