โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ศาลรับฟ้อง ณฐพร-ลูกชาย คดีสมคบกันฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น 249ล้าน เจ้าตัวปฏิเสธ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 05 มิ.ย. 2568 เวลา 10.31 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 08.33 น.

ศาลอาญารับฟ้อง ณฐพร – ลูกชาย คดีสมคบกันฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น กว่า 249 ล้านบาท เจ้าตัวยังปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา รอลุ้นประกัน

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายณฐพร โตประยูร อดีตผู้ตรวจการแผ่นดิน อายุ 72 ปี นายรัฐสิทธิ์ โตประยูร บุตรชาย อายุ 50 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน

โจทก์ยื่นฟ้องว่า สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจำกัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์เป็นสหกรณ์ ที่เป็นสถาบันการเงินและสวัสดิการชุมชนส่งเสริมให้สมาชิกช่วยตัวเองเพื่อดำเนินธุรกิจและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิก จัดหาทุนและบริการสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีพ โดยการบริหารและดำเนินการของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นมีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร จำเลยที่ 5 สำนวนของศาลอาญานี้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการสหกรณ์ฯ

ระหว่างเดือน ม.ค. 2551 ถึง ธ.ค.2555 นายศุภชัยกับพวกอีกหลายคนซึ่งดำรงตำแหน่งในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ร่วมกันกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระโดยหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จมีลักษณะแบ่งหน้าที่การทำโดยทุจริตแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยร่วมกันจัดทำสัญญากู้ยืมเงินระหว่างสหกรณ์กับสมาชิกสมทบหรือผู้กู้ จำนวน 28 รายรวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 11,858,440,000 บาท โดยไม่ได้มีการกู้ยืมเงินกันจริงและร่วมทำบันทึกรายการทางการเงินอันเป็นเท็จโดยไม่มีการรับชำระหนี้เงินกู้ยืมและดอกเบี้ยจากลูกหนี้ที่กู้ยืมเงิน

สัญญากู้ยืมเงินเท็จดังกล่าวเพื่อปกปิดการทุจริต และมีการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อตกแต่งบัญชีของสหกรณ์ฯ ให้มีผลประกอบการกิจการที่มีผลกำไรสุทธิปรากฏในงบการเงินและงบดุลของสหกรณ์ฯ ทั้งที่ความจริงแล้วผลประกอบการของสหกรณ์ฯ ขาดทุนมาตลอด ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงไม่สามารถประกอบกิจการได้และไม่สามารถจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนได้ การขยายสาขาออกไปเรียนต่างจังหวัดนั้นก็ไม่สามารถทำได้การกระทำของนายศุภชัยกับพวกเป็นการกระทำไปโดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย มีสมาชิกได้รับความเสียหายจำนวน 2,254 ราย โดยพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 ได้ยื่นฟ้องนายศุภชัยกับพวกเป็นคดีหมายเลขดำ อ.3339/2559 ต่อศาลนี้แล้ว

ระหว่างวันที่ 15 มิ.ย.2553 ถึงวันที่ 17 ก.ย.2553 ต่อเนื่องกันนายศุภชัยกับพวกซึ่งยังไม่ได้นำตัวมาฟ้องได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนอันเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เมื่อนายศุภชัยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารพาณิชย์เพื่อนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนออกจากสหกรณ์ฯเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นบัญชีของผู้มีชื่ออันเป็นการสมทบกันฟอกเงิน เปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่ได้ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดอย่างที่มาของทรัพย์สินนั้น เพื่อปกปิดหรือเพื่ออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาแหล่ง ที่การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใดๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

ต่อมาคณะพนักงานสืบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้าที่ ปปง.มีความเห็นว่าพฤติการณ์ของนายศุภชัยกับพวกเป็นการกระทำความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ก่อนมีคำสั่งให้อายัดที่ดินจำนวน 36 แปลงที่เกี่ยวข้องกับการร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และแต่งตั้งคณะทำงานประสานงานในการดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายเพื่อดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย และมีมติให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายเพื่อนำเงินคืนสหกรณ์ฯและเยียวยาความเสียหายแก่สหกรณ์ฯโดยด่วน

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานหรือหน่วยงานของรัฐและนายศุภชัยและนายโชคอนันต์ ช้อยสุชาติ จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำ ฟ.10/2562 ของศาลนี้ซึ่งศาลอาญาได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษแล้วได้ร่วมกันสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน โดยจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันวางแผนสมคบกัน โดยนายศุภชัยและนายโชคอนันต์ โอนเงินจำนวน 249,784,489 บาท ที่ได้รับแคชเชียร์เช็คมาจากผู้ซื้อที่ดินโดยโอนเงินผ่านระบบธนาคารโอนเข้าบัญชีนายศุภชัย ก่อนโอนเงินผ่านระบบธนาคารเพื่อนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

โอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยทั้งสองกับพวกหรือให้จำเลยทั้งสองกับพวกรับเงินสดหรือรับโอนเงินไปอันเป็นการสมคบการฟอกเงิน ก่อนที่จำเลยทั้งสองจะโอนเงินให้แก่พวกของจำเลยทั้งสองซึ่งยังหลบหนีไม่ได้นำตัวมาฟ้องจึงเป็นการร่วมกันโอนหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือจะทำการด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง การได้มาแหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใดๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานนั้นอันเป็นความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน

เหตุเกิดที่แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ตำบลลาดบัวขาว และตำบลใดไม่ปรากฏชัด อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และตำบล อำเภอ จังหวัดใดไม่ปรากฏชัดของประเทศไทยเกี่ยวพันกัน ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ การกระทำของจำเลยตามข้อความที่กล่าวมาในคำฟ้องเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 9, 10, 60 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 มาตรา 4 และขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 สองเท่าตามกฎหมายด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายณฐพร และนายรัฐสิทธิ์ ได้ยื่นหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราว ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศาลรับฟ้อง ณฐพร-ลูกชาย คดีสมคบกันฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น 249ล้าน เจ้าตัวปฏิเสธ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...