โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

โบรกลุ้น ‘หุ้นไทย’ พุ่ง 1,110 จุด ‘สงครามอิสราเอล-อิหร่าน’ คลี่คลาย แรงชอร์ตเซลลด

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 05.49 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2568 เวลา 23.00 น.

ความเคลื่อนไหว “ดัชนีหุ้นไทย” วานนี้ (24 มิ.ย.2568) ปิดตลาดพุ่ง 37.23 จุด อยู่ที่ 1,100.01 จุด หรือ 3.50% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของวัน ด้วยมูลค่าการซื้่อขาย 52,840.04 ล้านบาท โดยพบว่า “สถาบัน” (กองทุน) ซื้อสุทธิ 1,289.27 ล้านบาท “บริษัทหลักทรัพย์” (บล.) ซื้อสุทธิ 1,662.18 ล้านบาท “ต่างชาติ” ซื้อสุทธิ 240 ล้านบาท ขณะที่ “ในประเทศ” (รายย่อย) ขายสุทธิ 3,191.45 ล้านบาท หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านคลี่คลายขึ้น

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า หุ้นไทยปรับขึ้นแรง 37 จุดวานนี้ ปัจจัยหลักๆ ได้รับแรงหนุนหลักมาจากสัญญาณหยุดยิงในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ทำให้ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายลง ถือเป็นเรื่องค่อนข้างเซอร์ไพร์ส จากบรรยากาศวันก่อนหน้าที่ถูกมองภาพในทางลบทั้งหมด และเหมือนไม่มีทางออกได้เลย รวมถึงมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากปริมาณการชอร์ตในตลาดหุ้นไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้าจากวอลุ่มมีสัดส่วนที่ถูก ช็อตเซลราว 7%

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ที่ผ่อนคลายมากขึ้นวานนี้ ทำให้เริ่มเห็นกรอบแนวต้าน ที่ระดับ 1,110 จุด แต่ยังต้องติดตามหลายปัจจัยที่ใกล้จะถึงเร็วนี้และรอความชัดเจนทั้งการเมืองในประเทศ การเจรจาภาษีการค้าสหรัฐกับไทย และความขัดแย้งไทยกับกัมพูชา โดยยังคงแนวรับเดิมไม่ควรหลุดที่ระดับ 1,050-1,060 จุด

ดังนั้น แนะกลยุทธ์ลงทุน ช่วงนี้ดัชนีฯ ขยับขึ้นใกล้แนวต้าน 1,100-1,110 จุด มองเป็นโอกาสขายทำกำไรบางส่วนระยะสั้นได้ พร้อมกับรอติดตามสถานการณ์ให้ชัดเจน หากสามารถปลดล็อกคลี่คลายไปได้ด้วยดี น่าจะมีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยเป็นขาขึ้นได้ แต่หากสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ดัชนีฯน่าจะแกว่งตัวไซด์เวย์บริเวณเดิม ส่วนการการประชุม กนง.วันนี้คาดคงดอกเบี้ย 1.75% จับตามุมมองเศรษฐกิจและแนวโน้มดอกเบี้ย รอการประชุมถัดไป 13 ส.ค. มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ลงสู่ระดับ 1.50% หรือไม่

นายรัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยบวกแรงวานนี้มองเป็นการฟื้นตัวตามสถานการณ์การความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดูลดความรุนแรงลง บนข่าวประธานาธิบดี "โดนัลด์ ทรัมป์" ที่ออกมาประกาศอิสราเอลและอิหร่านได้ตกลงที่จะหยุดยิง หลังทั้งสองฝ่ายมีการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศนานรวมกว่า 12 วัน

นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องการเมืองในประเทศก็ดูคลี่คลายอย่างน้อยในช่วงสั้น เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลต่างยังให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยต่อในการนำรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศ ส่งผลให้ความกังวลลดลงบนเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาล รวมถึงผลกระทบที่อาจทำให้การพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณประจำปี 2569 ล่าช้า

โดยประเมินหุ้นไทยได้ฟื้นตัวแรง หลังแตะระดับจิตวิทยา ณ 23 มิ.ย.2568 ที่ราว 1,050-1,055 จุด เทียบเท่าระดับอัตราส่วน PB ที่ 1.0x ซึ่งให้ส่วนลดถึง -2SD จากค่าเฉลี่ยระยะยาว เมื่อบรรยากาศการลงทุนกลับมาเป็นบวก ความกังวลการเมืองทั้งในและต่างประเทศคลี่คลาย ดัชนีจึงฟื้นตัวแรงและปรับตัวขึ้นมาปิดช่องที่กระโดดลงมาก่อนหน้าจากเรื่องการเมืองที่ระดับราว 1,095 จุด พร้อมประเมินหลังจากดัชนีฯ อาจแกว่งตัวในกรอบ 1,085-1,110 จุด เพื่อรอพิจารณาปัจจัยใหม่

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล. ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดกลับมารีบาวด์ได้ หลังจากมองความขัดแย้งตะวันออกกลางอาจจะจบลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดโดยรวม อย่างไรก็ตาม ยังมีความไม่แน่นอนว่าสงครามจะยุติลงอย่างถาวรหรือไม่ หรืออาจเป็นเพียงช่วงเวลาหยุดพักเพื่อสะสมกำลังหรือเติมอาวุธเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับกลุ่มฮามาสที่บางครั้งก็กลับมายิงอีกครั้งแม้จะประกาศหยุดยิงไปแล้ว

ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองในไทยมีความชัดเจนมากขึ้นในระดับหนึ่ง โดยรัฐบาลน่าจะยังคงอยู่ต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามเรื่องของคดีความต่าง ๆ ที่จะมีความคืบหน้ามากขึ้นในเดือนหน้า

นอกจากนี้ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.จะมีขึ้นในวันที่ 25 มิ.ย.2568 คาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน แต่ก็มีโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...