โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หอการค้าไทย คาดเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบเศรษฐกิจ 1.1 หมื่นล้านต่อเดือน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 25 ก.ค. 2568 เวลา 03.06 น.
หอการค้าไทย คาดเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบเศรษฐกิจ 1.1 หมื่นล้านต่อเดือน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลกระทบต่อการค้าชายแดนของไทย จากเหตุปะทะชายแดนกัมพูชาว่า ปัจจุบันไทยมีการค้าผ่านแดนกับกัมพูชา ผ่านจุดผ่านแดนถาวรหลักรวม 5 ด่าน คือ ด่านอรัญประเทศ คลองใหญ่ ช่องจอม จันทบุรี และช่องสะงัม

ทั้งนี้ หากเหตุการณ์ปะทะรุนแรงจนต้องปิดด่านทั้ง 5 แห่ง คาดว่าจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทย ประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน และหากเหตุการณ์ยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปีนี้ อาจจะสร้างความเสียหายรวม 5.5 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ดี การค้าขายผ่านทั้ง 5 ด่าน เป็นการค้าขายทางบก แต่หลังจากเกิดปัญหาความขัดแย้ง ผู้ค้าขายได้ปรับรูปแบบการค้าเป็นการค้าและส่งออกผ่านทางอากาศ และทางเรือนแทน ซึ่งอาจจะทำให้ความเสียหายด้านการค้าของ 2 ฝ่ายลดดลง และยังต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ว่าเหตุปะทะจะยืดเยื้อ รุนแรงเพิ่มขึ้นหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้ ไทยได้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูต และลดระดับความสัมพันธ์กับกัมพูชาลงแล้ว

ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ได้ประเมินผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้ง 5 ด่าน ใน 3 Scenario ดังนี้

กรณีฐาน :

ความตึงเครียดคลี่คลายได้เร็ว สามารถแก้ไขความขัดแย้งและฟื้นฟูสถานการณ์ค้าชายแดนได้ภายใน 1 เดือน จะมีผลกระทบต่อการส่งออกที่อาจลดลง 11,600 ล้านบาท

กรณีความตึงเครียดยืดเยื้อปานกลาง :

สามารถแก้ไขความขัดแย้งและฟื้นฟูสถานการณ์ค้าชายแดนได้ภายใน 3 เดือน จะมีผลกระทบต่อการส่งออกที่อาจลดลง 34,000 ล้านบาท

กรณีเลวร้ายสุด :

ปิดด่าน 100% ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2568 จะมีผลกระทบต่อการส่งออกที่อาจลดลง 55,000 ล้านบาท

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งกำลังพลและประชาชน ตลอดจนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และเกิดการหยุดชะงักของกิจกรรมทางการค้าและการลงทุนระหว่าง 2 ประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ขอแสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพ ความมั่นคง และความร่วมมือในระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

ส่วนในด้านการค้าการลงทุนนั้น หอการค้าไทย ขอยืนยันว่าที่ผ่านมาฝ่ายไทยยังคงเปิดด่านการค้าอย่างต่อเนื่อง และไม่เคยมีนโยบายปิดกั้นการค้าชายแดน อย่างไรก็ตาม มาตรการด้านความมั่นคง และสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดการชะลอตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะสามารถกลับมาฟื้นตัวหลังสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

นายวรทัศน์ ตันติมงคลสุข ประธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชากล่าวว่า สถานการณ์การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา มูลค่าการค้า ที่หายไปวันละ 500 ล้านบาท ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับสมาชิกถึงมาตรการรับมืออยู่แล้ว และล่าสุดเกิดการปะทะกันต้องจับตาดูเรื่องความปลอดภัยของคนไทยที่ไปทำธุรกิจในกัมพูชา

ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมการค้าชายแดนในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.68) พบว่า การส่งออกจากไทยไปมาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุดที่ 6,434 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 6.4% รองลงมา เป็นการส่งออกไปกัมพูชา มีมูลค่า 5,123 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 12.4% อันดับสาม การส่งออกไป สปป.ลาว มูลค่า 2,901 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 3.8% และอันดับ 4 การส่งออกไปเมียนมา มูลค่า 2,237 ล้านบาท ขยายตัว 1.7%

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มีผลกระทบต่อการค้าชายแดนเฉพาะไทยกับกัมพูชา แต่ไม่ได้กระทบต่อภาพรวมการค้าชายแดนกับอีก 3 ประเทศ คือ เมียนมา ลาว และมาเลเซีย และไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกในภาพรวมของไทยมากนัก

ขณะที่การค้าผ่านแดนนั้น ก็ไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากสินค้าส่งออกจากไทยไปประเทศที่ 3 เช่น จีนนั้น จะใช้การผ่านแดนทาง สปป.ลาว และเวียดนามเป็นช่องทางหลัก โดยไม่ได้มีการผ่านแดนไปทางกัมพูชาอยู่แล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...