โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

Q1 กำไรบจ. แกร่งเกินคาด – จับตา Q2 ท้าทาย พร้อมส่องหุ้นเด่น Outperform ต่อเนื่อง

Wealthy Thai

อัพเดต 22 ต.ค. 2568 เวลา 19.52 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. 2568 เวลา 02.34 น.

ภาพรวมกำไรสุทธิไตรมาส 1/68 ของบริษัทจดทะเบียนใน SET Index เติบโตดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ จากผลงานของกลุ่มต่างๆ เช่น สื่อสาร พลังงาน อาหารเครื่องดื่ม และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ออกมาดีกว่าคาด แต่แนวโน้มไตรมาส 2/68 ผลประกอบการอาจชะลอตัวลงทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากเป็น Low Season ของภาคการผลิต แต่ยังมีหุ้นบางตัวที่ถูกมองว่าจะ Outperform ต่อเนื่องถึงรอบเก็งกำไรผลงานไตรมาส 2/68
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า กำไรสุทธิไตรมาส 1/68 ของ SET Index อยู่ที่ 280,853 ล้านบาท (656 บริษัท จาก 701 บริษัท) เพิ่มขึ้น 58.6% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 1.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดีกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดที่ 210,000 ล้านบาท โดยกำไรที่โตเด่นจากไตรมาสก่อนหน้า เพราะไม่มีตั้งด้อยค่ามากเหมือนไตรมาส 4/67 และ ITD มีกำไรราว 6,767 ล้านบาท จากการเปลี่ยนประเภทเงินลงทุนเหมืองโปแตช
สำหรับกลุ่มที่กำไรออกมาดี คือ 1) อาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะผู้ผลิตหมูและไก่ จากราคาหมูที่ฟื้นตัวเด่นและต้นทุนการเลี้ยงที่ลดลง 2) กลุ่มสื่อสาร รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งาน (ARPU) ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะ TRUE ที่สามารถกลับมา มีกำไรเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การควบรวมกิจการ 3) กลุ่มธนาคาร ที่ผ่านการตั้งสำรองหนักไปแล้ว
4) กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ DELTA ที่อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวได้ดี จากยอดขายกลุ่ม Data Center และ HANA ที่ไม่มีแรงกดดันจากการตั้งสำรองเหมือนในไตรมาส 4/67 ส่วนกลุ่มที่ชะลอตัว คือ อสังหาริมทรัพย์, ท่องเที่ยว, และประกัน (จากผลของการเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชี)
ทั้งนี้ Consensus มีการปรับคาดการณ์ EPS ปี 2568 ลงเหลือ 90.2 บาทต่อหุ้น จากช่วงก่อน Earning Season ที่ 94.1 บาทต่อหุ้น สะท้อนมุมมองของตลาดที่ระมัดระวังกับความเสี่ยงด้านสงครามการค้า และการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงคาดการณ์ EPS ที่ 85.0 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน และเป้าหมาย SET Index สิ้นปีที่ 1,275 จุด (อิง PER Multiplier ที่ 15 เท่า)

ไตรมาส 2/68 กำไรบจ. ยังเหนื่อย

แม้กำไรสุทธิในไตรมาส 1/68 จะทำได้ดีกว่าคาด แต่แนวโน้มไตรมาส 2/68 มีโอกาสชะลอตัวทั้งจาก 1/68 และ 2/67 ตามปัจจัยฤดูกาลที่เป็น Low Season ของภาคการผลิต และเศรษฐกิจในประเทศทรุดตัว โดยแนะนำกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าจำกัดและผลประกอบการปี 2568 ยังมีการเติบโต เช่น สื่อสาร, โรงไฟฟ้า, การแพทย์, ค้าปลีกสินค้าจำเป็น
ด้านแนวโน้มไตรมาส 3/68 ยังคาดการณ์ได้ยาก เพราะผลกระทบของสงครามการค้าและปัจจัยการเมืองในประเทศยังไม่ชัดเจน เบื้องต้นหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นปัจจุบัน ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าจะฟื้นได้เล็กน้อยจากไตรมาส 2/68 แต่ยังชะลอตัวเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/67
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์แนะนำหุ้นที่คาดว่าจะ Outperform ต่อเนื่องจนถึงรอบการเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 2/68 คือ BCH, BCPG, CPALL, GULF, TIDLOR และ TRUE
สำหรับ BCH ฝ่ายวิเคราะห์คาดผลประกอบการจะกลับมาเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนตั้งแต่ไตรมาส 2/68 ซึ่งเป็นการเติบโตจากฐานที่ต่ำในปีก่อน ที่มีผลกระทบจากการถูกปรับลดการเบิกจ่ายค่ารักษาโรคซับซ้อน Adj RW>2 และเป็นการเติบโตจากฐานเดียวกันกับปี 2567 ที่ไม่มีลูกค้าคูเวต โดยคงประมาณการกำไรปกติปี 2568 ที่ 1,632 ล้านบาท โต 16% จากปีก่อน
ถัดมา BCPG ฝ่ายวิเคราะห์คาดกำไรปกติในไตรมาส 2/68 ที่ราว 250-300 ล้านบาท โตทั้งจากไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก 1) การเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นจากการปรับขึ้นค่าความพร้อมจ่ายในเดือนมิ.ย. 68 (รับรู้ราว 1 เดือน) 2) การเข้าสู่ช่วง High Season ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทย 3) ปัจจัยฤดูกาลของโครงการน้ำในลาว และ 4) การเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการลม Monsoon ในลาวที่ทยอย COD ในเดือนพ.ค. โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับการลงทุนระยะยาว
CPALL ฝ่ายวิเคราะห์คาดแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/68 ทรงตัวจากไตรมาส 1/68 แต่เติบโตจากไตรมาส 2/67 ด้วยแรงหนุนจาก 1) คาดการณ์ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่ยังโตในระดับ 1-2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน 2) การขยายสาขาเฉลี่ย 700 แห่งต่อปีหรือ150-200 ต่อไตรมาส 3) การมีวันหยุดยาวจำนวนมากในช่วงไตรมาส 2/68 หนุนยอดขายกลุ่มสินค้าพร้อมทานและการท่องเที่ยว โดย CPALL เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มค้าปลีก ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 65 บาท
GULF ฝ่ายวิเคราะห์คาดกำไรปกติไตรมาส 2/68 ที่ระดับ 6,000-6,300 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาส 1/68 หลังได้แรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาลของโรงไฟฟ้า IPP ของไทย (ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อน) และส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC ที่เติบโตต่อเนื่องตาม ARPU ที่สูงขึ้นจากการปรับขึ้น Package หลักแบบเต็มไตรมาส และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ดีขึ้น ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 57 บาท
TIDLOR ฝ่ายวิเคราะห์คาดแนวโน้มกำไรสุทธิในไตรมาส 2/68 จะโตจากไตรมาส 2/67 จากฐานสินเชื่อที่ขยายตัว และการคุมค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น แต่จะลดลงจากไตรมาส 1/68 ตามปัจจัยฤดูกาลเพราะการขายประกันจะชะลอตัวลง ก่อนจะกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้งในไตรมาส 3/68 ส่วนสำรองคาดจะกลับมาเพิ่มขึ้นตามความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น แต่ผลลบดังกล่าวบางส่วนคาดถูกชดเชยด้วยการขายทุนจากการขายรถยึดที่ลดลง หลังราคารถยนต์และรถบรรทุกมือสองฟื้นตัวดีขึ้น หนุนให้ปี 2568 คาดจะมีกำไรสุทธิ 4,622 ล้านบาท โต 9.3% จากปีก่อน คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 22 บาท
สุดท้าย TRUE ฝ่ายวิเคราะห์คาดกำไรสุทธิและกำไรปกติจะเร่งตัวต่อเนื่องในไตรมาส 2/68 จาก ARPU ที่จะเร่งตัวขึ้นหลังมีการปรับเพิ่มราคา Package หลัก ขณะที่การรวมโครงข่ายกับ DTAC ที่ทำให้เกิดผลขาดทุนพิเศษ คาดผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในไตรมาส 1/68 ดังนั้นผลขาดทุนพิเศษที่มากดดันจะลดลงตั้งแต่ไตรมาส 2/68 เป็นต้นไป คงคำแนะนำ “ซื้อ” อิงราคาเหมาะสม 15.60 บาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...