โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยทรุดเสี่ยงถดถอย หวังนโยบายการคลัง-การเงินแรงส่งสำคัญ

เดลินิวส์

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 12.46 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 04.52 น. • เดลินิวส์
เศรษฐกิจไทยทรุดโตแค่ 1.5% เสี่ยงถดถอยติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อ จากปัจจัยสงครามการค้า ลงทุนชะลอ คาดงบ 1.57 แสนล้านบาทผลดีกว่าแจกเงินดิจิทัล แต่ไม่เพียงพอ ชี้นโยบายการคลัง-นโยบายการเงิน เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

วันที่ 18 มิ.ย. นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) เปิดเผยว่า อีไอซี คาดเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 68 จะขยายตัว 1.5% และในปี 69 ขยายตัว 1.4% โดยในครึ่งปีหลังจะเห็นจีดีพีเติบโตต่ำกว่า 1% และมีแนวโน้มที่เห็นเศรษฐกิจไทยถดถอยเชิงเทคนิค หรือติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล มาจากสงครามการค้า ความไม่แน่นอนภาคการส่งออกชะลอตัว คาดทั้งปีติดลบ 0.1%

ทั้งนี้ ผลจากสงครามการค้าสหรัฐกับประเทศคู่ค้า ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวไทยได้รับผลกระทบ เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยลดน้อยลง คาดว่าในปี 68 นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทย 34.2 ล้านคน น้อยกว่าปี 67 ที่มีอยู่ 35.5 ล้านคน ส่วนหนึ่งมาจากปัญหานักท่องเที่ยวจีนและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่ายจากความไม่แน่นอนสูง

นอกจากนี้ การลงทุนหดตัว 2.2% ในปีนี้ เพราะนักลงทุนชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนในเรื่องต่างๆ และไทยได้มีปัญหาจากแผลเป็นทางเศรษฐกิจ ทั้งหนี้ครัวเรือนที่มีภาระหนี้สูง การขยายตัวของจีดีพี และสินเชื่อสถาบันการเงินชะลอตัว ทำให้การใช้จ่ายบริโภคของประชาชนค่อนข้างอ่อนแรงต่อเนื่อง รวมทั้งตลาดแรงงานเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม เพราะการจ้างงานลดลง คนว่างงานสูงและมีการปิดกิจการที่มากขึ้น

นายยรรยง กล่าวว่า รายได้ของแรงงานไทยยังต่ำกว่ารายได้ที่แท้จริง เช่น มี 100 บาทก่อนโควิด ตอนนี้มีเพียง 98 บาท ซึ่งต้องติดตามนโยบายต่างๆ มารองรับ โดยเฉพาะนโยบายการคลังที่รัฐบาลปรับวงเงิน 1.57 แสนล้านบาทจากการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทมาเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในเรื่องอื่นที่ตอบโจทย์มากกว่า เช่น โครงการน้ำ การท่องเที่ยวและการค้า ซึ่งถือเป็นประโยชน์ เพราะมีผลทวีคูณต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่าการแจกเงินดิจิทัล แต่ระยะเวลามีผลอาจใช้มากกว่า

อย่างไรก็ตามมองว่าวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาทยังไม่เพียงพอรองรับความท้าทาย โดยอาจต้องเพิ่มวงเงินให้มากขึ้น ขณะที่ในช่วงที่การเก็บภาษีได้ต่ำ และต้องการใช้เงินจำนวนมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจทำให้หนี้สาธารณะของไทยเร่งขึ้นชนเพดานอยู่ที่ 70% ต่อจีดีพีในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันนโยบายการเงินต้องเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้อีก 2 ครั้งมาอยู่ที่ 1.25% และอีก 1 ครั้งในปี 69 มาอยู่ที่ 1% และกว่านโยบายการเงินจะมีผลต้องใช้เวลามากถึง 5-8 ไตรมาส

นายยรรยง กล่าวถึงการขึ้นค่าแรง 400 บาท โดยมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะค่าแรงไทยต่ำเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ แต่ปัญหาคือต้องดูว่ากำลังแรงงานในไทยเพียงพอหรือไม่ เพราะได้นำเข้าแรงงานจากต่างประเทศค่อนข้างสูง ซึ่งการปรับเพิ่มค่าแรงอาจทำให้รายได้ไปสู่ความยั่งยืนและทำให้ค่าจ้างแรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่วงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ถ้ามีในเรื่องการเพิ่มทักษะแรงงานจะยิ่งเป็นประโยชน์มากขึ้นด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรายได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...