โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“แบงก์ชาติอินเดีย” ลดแทรกแซงค่าเงิน ดันภาคธุรกิจเร่งป้องกันความเสี่ยงรับมือเศรษฐกิจโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 12.51 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 05.51 น.

"แบงก์ชาติอินเดีย" ลดแทรกแซงค่าเงิน รูปีผันผวนสูง ภาคธุรกิจทั้งรายใหญ่และ SME เร่งป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน หวังลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก

วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 เวลา 08.33 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ท่าทีของธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ที่เปิดกว้างมากขึ้นต่อความผันผวนของค่าเงินรูปี กำลังผลักดันให้ภาคธุรกิจบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างจริงจังมากขึ้น ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจอินเดียรับมือกับแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกได้ดีขึ้น

นับตั้งแต่ผู้ว่าการคนใหม่ ซันเจย์ มัลโฮตรา เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ช่วงการแกว่งตัวของค่าเงินรูปีรายวันเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ขณะที่ตัวชี้วัดความผันผวนสำคัญก็เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า สะท้อนถึงการลดการแทรกแซงของธนาคารกลางในตลาดเงินตราต่างประเทศ

แหล่งข่าว 4 รายที่ใกล้ชิดกับแนวคิดของ RBI และผู้บริหารฝ่ายบริหารเงินของธนาคารรายใหญ่ เปิดเผยว่า ธนาคารกลางอินเดียมีท่าทีพร้อมปล่อยให้ค่าเงินรูปีเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย โดยจะเข้ามาแทรกแซงเฉพาะกรณีที่เกิดความผันผวนรุนแรงเท่านั้น

นายดุววูรี สุพพาเรา อดีตผู้ว่าการ RBI กล่าวว่า ท่าทีที่ลดการแทรกแซงดังกล่าว ส่งผลให้ภาคธุรกิจเร่งเพิ่มการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับระบบการเงินโดยรวม

ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินรูปีเคลื่อนไหวในกรอบกว้างระหว่าง 83.77-87.95 รูปีต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ภาคธุรกิจหันมาใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedging) มากขึ้น และหลีกเลี่ยงการใช้อนุพันธ์ซับซ้อนที่มีความเสี่ยงสูงในภาวะตลาดผันผวน

แนวโน้มบริหารความเสี่ยงเพิ่มสูง

บี. ปราสันนา หัวหน้าฝ่ายบริหารเงินของ ICICI Bank ธนาคารใหญ่อันดับ 3 ของอินเดีย กล่าวว่า "โดยรวมแล้ว ความตระหนักต่อความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และการป้องกันความเสี่ยงของลูกค้าสูงกว่าปีที่แล้วมาก"

ตัวชี้วัดความผันผวนแฝงระยะ 1 เดือน (One-month Implied Volatility) ซึ่งส่วนใหญ่เคลื่อนไหวต่ำกว่า 2% ตลอดปี 2024 ได้เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างชัดเจน

ข้อมูลจากบริษัทหักบัญชี CCIL ระบุว่า ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา ปริมาณธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงของผู้นำเข้าและผู้ส่งออกผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forwards) สูงที่สุดในรอบ 6 เดือนเมื่อเทียบย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2563

"หากบริษัทมีการป้องกันความเสี่ยงเพียงพอ ก็จะช่วยปกป้องตัวเองจากความผันผวนของค่าเงิน และลดโอกาสเกิดแรงกดดันต่อระบบการเงินโดยรวม …ความมั่นคงทางการเงินจะส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ"

อดีตผู้ว่าการ RBI ยังเตือนว่าการแทรกแซงค่าเงินมากเกินไปอาจลดแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจบริหารความเสี่ยงของตัวเอง และสร้างความเสี่ยงเชิงจริยธรรม เพราะธุรกิจจะผลักภาระการบริหารความเสี่ยงไปให้ธนาคารกลาง ซึ่งในอดีตเคยเกิดขึ้นมาแล้วระหว่างวิกฤตการเงินโลกปี 2008 และเหตุการณ์ Taper Tantrum ของเฟดในปี 2556 ที่บริษัทต่าง ๆ มีการป้องกันความเสี่ยงไม่เพียงพอ

ธุรกิจขนาดกลาง-เล็กตื่นตัวสูง

ผู้บริหารฝ่ายบริหารเงินของบริษัทขนาดกลางและเล็กต่างยอมรับว่า การป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนกลายเป็นสิ่งจำเป็น แม้การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลกระทบต่อรายได้อย่างมีนัยสำคัญ

อภิจิต ภูษัน เหรัญญิกของบริษัทส่งออกเพชร Hari Krishna Exports เปิดเผยว่า บริษัทมีมูลค่าความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนต่อปีประมาณ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาได้เพิ่มสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอย่างมาก บางครั้งครอบคลุมสูงถึง 90% ของมูลค่าความเสี่ยงที่ยืนยันแล้ว จากที่ปกติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจะอยู่แค่ 60–70%

"ค่าเงินรูปีที่แกว่งตัวในกรอบกว้าง และท่าทีของธนาคารกลางที่ลดการแทรกแซง ทำให้เราไม่สามารถละเลยการป้องกันความเสี่ยงได้อีกต่อไป"

ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ขนาดกลางรายหนึ่งกล่าวในทิศทางเดียวกันว่าบริษัทมีแนวโน้มป้องกันความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในช่วงที่ค่าเงินรูปีอ่อนค่า ต่างจากปีที่แล้วซึ่ง RBI แทรกแซงตลาดบ่อยจนบริษัทสามารถวางแผนอย่างผ่อนคลายได้มากกว่า

ตลาดลดการใช้อนุพันธ์ซับซ้อน

ภาวะผันผวนที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ ลดการใช้อนุพันธ์ซับซ้อน เช่น Forward Extras, Enhanced Collars และ Target Redemption Forwards

อภิศักดิ์ โกเอนกา ซีอีโอของ IFA Global บริษัทที่ปรึกษาด้านอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งให้บริการลูกค้าราว 900 ราย กล่าวว่า "สัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงโดยรวมของผู้นำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่ผู้ส่งออกก็ปรับเปลี่ยนรูปแบบเครื่องมือที่ใช้ในการป้องกันความเสี่ยง"

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...