ทรงเคียงข้าง ‘ในหลวง’ พระราชินี นางแก้วคู่บารมี เพื่อชาติและประชาชน
ทรงเคียงข้าง ‘ในหลวง’ พระราชินี นางแก้วคู่บารมี เพื่อชาติและประชาชน
ในประวัติศาสตร์ของแผ่นดินไทย ภาพหนึ่งที่สลักในใจของพสกนิกรชาวไทย คือภาพของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงเคียงข้าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในทุกย่างพระบาท ไม่ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินไปแห่งหนใด หรือปฏิบัติพระราชกรณียกิจอันหนักหนาเพียงใด ที่แห่งนั้นจะมีพระราชินีทรงเคียงข้างเสมอ ซึ่งภาพเหล่านั้นได้กลายเป็นภาพที่ประชาชนเห็นจนคุ้นตา และกลายเป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทอันสำคัญยิ่งของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มพละกำลังความสามารถ เพื่อส่วนรวมและบ้านเมือง
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ในการสนองพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชกรณียกิจใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านต่างๆ ดังพระราชดำรัสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชนี พระราชทานไว้ในวันสตรีไทยประจำปี พ.ศ.2562 ความว่า
“ข้าพเจ้ามีความตั้งมั่นที่จะสนองพระเดชพระคุณ พระมหากรุณาธิคุณ ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เหมือนดั่งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งพระราชปณิธานที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด และแผ่ขยายพระบารมีแห่งสมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี”
พสกนิกรชาวไทยทราบโดยทั่วกันในพระปรีชาสามารถอันรอบด้าน จากการที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพอันหลากหลาย ทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม การทูต กีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ด้านการบิน” ที่ประจักษ์ชัดต่อสายตาปวงชนทั้งไทยและต่างชาติในการเสด็จฯเยือนราชอาณาจักรภูฏานเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในพระปรีชาสามารถที่ประชาชนชื่นชมอย่างกว้างขวาง
โดยข้อมูลจากกรมจเรทหารบกระบุว่า ทรงสำเร็จหลักสูตรการบินของหน่วยฝึกการบินของกองทัพอากาศหลายหลักสูตร และเสด็จฯไปทรงฝึกและศึกษาการบินเพิ่มเติม ทรงผ่านการทดสอบและได้รับใบอนุญาตนักบินของสหภาพยุโรป สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงได้รับใบอนุญาตนักบินพาณิชย์เอกจากสำนักงานการบินพลเรือน และปัจจุบันทรงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนักบินผู้ช่วย ทำการบินกับเครื่องบินพระราชพาหนะ อันเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาประชาชนชาวไทย หลายครั้งที่ทั้ง 2 พระองค์ได้ทรงทำการบินร่วมกัน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงขับเครื่องบินพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง ในพระราชสถานะนักบินที่ 1 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงร่วมขับเครื่องบินในพระราชสถานะนักบินผู้ช่วย เสด็จฯไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ อันเป็นการเสด็จฯเยือนต่างประเทศครั้งแรกในรัชสมัย ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน ระหว่างวันที่ 25-28 เมษายน 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินผู้ช่วย ซึ่งท่าอากาศยานนานาชาติพาโรได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานของโลกที่มีความยากที่สุดในการนำเครื่องขึ้นและลงจอด นักบินที่ทำการบินมายังสนามบินแห่งนี้ต้องได้รับการฝึกอบรมพิเศษและได้รับใบอนุญาตเฉพาะ เป็นภาพที่ประจักษ์ชัดต่อสายตาของปวงชนชาวไทยและชาวต่างชาติในพระปรีชาสามารถด้านการบิน
นอกเหนือจากนั้น การเสด็จฯเยือนภูฏานครั้งนั้นมิได้มีความสำคัญเพียงแค่ในเชิงการทูตเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างราชวงศ์ไทยและราชวงศ์ภูฏาน ที่ดำรงอยู่มายาวนานนับหลายทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างสมพระเกียรติ ทรงมีพระสิริโฉมและรอยแย้มพระสรวลที่งดงามจับตาจับใจพสกนิกรทั้งสองประเทศ อีกทั้งฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สง่างามผสานความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลก เป็น “ฉลองพระองค์ผ้าไทย” ที่งดงามละเมียดละไม สะท้อนพระราชดำริในการส่งเสริมและเชิดชูศิลปวัฒนธรรมไทยให้เผยแพร่สู่สายตานานาชาติ ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาติ ทรงพิถีพิถันใส่ใจรายละเอียดในการเลือกฉลองพระองค์ให้เหมาะสมและสะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยจนเป็นที่ประจักษ์ ได้รับความชื่นชมถึงความสง่างามจากพสกนิกรชาวไทยและทั่วโลก โดยทรงเผยแพร่ความงดงามของผ้าไทยจากภูมิปัญญาชาวบ้านอันทรงคุณค่าผสานกับแฟชั่นและการตัดเย็บที่ประณีตอันเป็นสากล
มูลนิธิศิลปาชีพระบุข้อมูลว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจาก “ผ้าไหมแพรวา” โดยฝีมือการทอของชาวบ้านกลุ่มสมาชิกศิลปาชีพบ้านโพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ถือเป็นฉลองพระองค์แรก เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯถึงท่าอากาศยานนานาชาติพาโร ราชอาณาจักรภูฏาน
ผ้าไหมแพรวาผืนนี้ถักทอด้วยเทคนิค “จก” และ “ขิด” ผสานเส้นไหมหลากสีอย่างละเอียดอ่อน ถ่ายทอดภูมิปัญญาชาวผู้ไทที่สืบทอดกันมานานนับชั่วอายุคน จนเกิดเป็นลวดลายเปี่ยมความหมายสะท้อนความประณีตของศิลปะแห่งแผ่นดินไทย ในการเสด็จฯเยือนราชอาณาจักรภูฏานเป็นวันที่ 3 ทรงพระสิริโฉมงดงามในฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บจาก “ผ้าจกทอมือ” จากโครงการศิลปาชีพ ต.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยเป็นการผสมผสานผ้าไทยจากภูมิปัญญาชาวบ้านกับชุดพื้นเมืองของชาวภูฏาน
ผ้าผืนนี้รังสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิคการทอแบบดั้งเดิมที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น กรรมวิธีประณีตละเอียดอ่อน จนเกิดเป็นลวดลายที่สะท้อนเอกลักษณ์แห่งความงามแบบไทย ทั้งยังแฝงไว้ด้วยความหมายแห่งความเป็นสิริมงคลตามแบบแผนวัฒนธรรม นอกเหนือจากนั้นแล้ว ในด้านการทหาร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถ โดยทรงสำเร็จหลักสูตรการอบรมด้านการทหารที่สำคัญ หลายหลักสูตร อาทิ หลักสูตรส่งทางอากาศของหน่วยรบพิเศษ โดยทรงทำการกระโดดร่ม 5 ครั้งจากเครื่องบิน หลักสูตรส่งทางอากาศนาวิกโยธิน (นย.) และทรงเข้ารับการศึกษา โรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่น 91 แสดงถึงพระปรีชาสามารถและความอุตสาหะในการฝึกฝน
ในพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ พระลานพระราชวังดุสิต สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงนำการสวนสนามของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์และทหารรักษาพระองค์สามเหล่าทัพ ด้วยพระองค์เอง ในตำแหน่ง “องค์ผู้บังคับกองผสม” โดยทรงแต่งกายเครื่องแบบเต็มยศรักษาพระองค์ นำมาซึ่งภาพแห่งความประทับใจ สง่างาม สมกับการเป็นทหารรักษาพระองค์ ตลอดจนงดงามตราตรึงในความทรงจำของพสกนิกรชาวไทย
อีกหนึ่งพระปรีชาสามารถที่ประทับจิตประทับใจปวงชนชาวไทย คือ พระปรีชาสามารถด้าน “การกีฬา” สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเล่นกีฬาอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นจักรยาน ที่ทรงจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ (BMX) เมื่อครั้งโดยเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทรงเปิดโครงการพัฒนาบึงสีไฟเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และทรงเปิดสนามจักรยาน “สราญจิตมงคลสุข” ณ บริเวณโครงการพัฒนาบึงสีไฟเฉลิมพระเกียรติฯ อ.เมือง จ.พิจิตร
นอกจากจักรยานที่พสกนิกรมักได้เห็นทั้งสองพระองค์ทรงจักรยานด้วยกันบ่อยครั้ง อีก 2 กีฬาที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงทุ่มเทพระวรกายฝึกฝนจนสามารถเข้าร่วมแข่งขัน และคว้าชัยชนะมาได้นั่นคือ เรือใบ
และฮอกกี้ ดังเช่นในการแข่งขันเรือใบนานาชาติ ชิงถ้วยพระราชทานภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า ครั้งที่ 35 ประจำปี 2566 ที่สร้างความปลาบปลื้มแก่พสกนิกรชาวไทยเป็นล้นพ้น ด้วยได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯไปทรงร่วมการแข่งขันในทีมเรือใบรุ่นไออาร์ซี ซีโร่ (IRC Zero) หมายเลขเรือ THA72 ซึ่งในการแข่งขันวันสุดท้ายสามารถเข้าเส้นชัยได้เป็นที่ 1 ทั้ง 2 รอบ
นับเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯมาทรงร่วมการแข่งขันครั้งแรกในรอบ 35 ปี หรืออีกหนึ่งภาพที่เป็นที่จดจำของประชาชนชาวไทยอย่างลึกซึ้ง คือ ภาพของพระราชินีที่ทรงโบกพระหัตถ์ ทรงแย้มพระสรวล ต่อประชาชนที่มารอเฝ้าฯรับเสด็จ นอกจากนี้ ยังทรงมีพระจริยวัตรงดงาม เรียบง่าย รวมถึงทรงมีพระราชดำรัสกับประชาชนด้วยพระสุรเสียงนุ่มนวล ซึ่งสะท้อนถึงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตา ที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยและใกล้ชิดกับราษฎรเสมอมา นั่นจึงทำให้ประชาชนต่างชื่นชมพระบารมีสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีอย่างสุดหัวใจ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงเป็นดั่ง “นางแก้วคู่บารมี” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทรงเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่คอยค้ำจุนพระราชภารกิจทั้งมวล และเป็นเสาหลักของแผ่นดินไทยให้มั่นคงสืบไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทรงเคียงข้าง ‘ในหลวง’ พระราชินี นางแก้วคู่บารมี เพื่อชาติและประชาชน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th