โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ปราสาทตาเมือนธม” ร่องรอยแห่งศรัทธากว่า 1,000 ปี ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 04 มิ.ย. 2568 เวลา 02.31 น. • เผยแพร่ 02 มิ.ย. 2568 เวลา 07.50 น.
ปราสาทประธาน ปราสาทตาเมือนธม

ปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ปราสาทหินอายุกว่าพันปี ตั้งอยู่บนพื้นที่เปราะบางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และกลายเป็นกระแสสังคมแทบทุกครั้งเมื่อมีการจุดชนวนความขัดแย้งไทย-กัมพูชาขึ้น

แต่พอความสนใจมุ่งไปที่ข้อพิพาทและประเด็นทางการเมือง มิติด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดีก็มักจะถูกละเลยและลืมเลือน ทั้งที่พื้นที่และปราสาตาเมือนธมคือประจักษ์พยานชั้นดีของ “พลังศรัทธา” ที่สืบเนื่องมากว่าพันปีเลยทีเดียว

ประเด็นนี้ รศ. ดร. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรืองเคยเล่าไว้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน 2554 ว่า ปราสาทตาเมือนธมตั้งอยู่บริเวณ “ช่องตาเมือน” ช่องเขาสำคัญของเทือกเขาพนมดงรัก เส้นทางติดต่อระหว่างศูนย์กลางการเมืองการปกครองเมืองพระนครกับชุมชนใหญ่ ๆ ในภาคอีสานของไทย อาทิ ชุมชนบริเวณเขาพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ชุมชนเมืองพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724-1762) พระองค์โปรดให้สร้าง “บ้านมีไฟ” หรือที่พักคนเดินทางตามเส้นทางสายต่าง ๆ ทั่วอาณาจักร หนึ่งในนั้นคือเส้นทางเชื่อมระหว่างเมืองพระนครกับเมืองพิมาย ซึ่งต้องผ่านช่องตาเมือน จึงมีบ้านมีไฟบนเส้นทางนี้ถึง 17 หลัง สะท้อนการเป็นเส้นทางสำคัญในอดีต

โบราณวัตถุที่พบ

หลักฐานเก่าที่สุดเท่าที่พบบริเวณปราสาทนี้ ได้แก่ จารึกปราสาทตาเมือนธม 1เขียนบนพื้นหินภายในลานปราสาทด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต กำหนดอายุได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 13 เนื้อความเกี่ยวข้องกับความเชื่อในศาสนาพราหมณ์และการบูชาให้พระศิวะ ทำให้เชื่อได้ว่าพื้นที่แห่งนี้เคยถูกใช้เป็นเทวสถานของพระศิวะ

นอกจากนี้ ยังพบจารึกอีกจำนวนมาก ทำให้ทราบกิจกรรมต่าง ๆ ที่กระทำกันในสถานที่แห่งนี้ในระดับหนึ่ง เช่น จารึกปราสาทตาเมือนธม 9ระบุมหาศักราชตรงกับ พ.ศ. 1421 ชี้แจงเรื่องที่ดินของศาสนสถานตามทิศต่าง ๆ ที่มีอยู่ในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 3 (พ.ศ. 1393-1420) และภายหลังจากที่พระองค์สวรรคตไปแล้ว

จารึกปราสาทตาเมือนธม 4ระบุมหาศักราชตรงกับ พ.ศ. 1556 รัชกาลพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 (พ.ศ. 1553-1593) เนื้อหาตอนหนึ่งกล่าวถึงการถวายที่ดินและปักหลักเขตที่ดินของศาสนสถานแห่งนี้ การถวายสิ่งของเพื่อสักการบูชาเทพเจ้า

จารึกปราสาทตาเมือนธม 5 ระบุมหาศักราชตรงกับ พ.ศ. 1563 รัชกาลพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 เนื้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงการถวายสิ่งของและข้าทาสให้เทพเจ้า

ข้อมูลจากจารึกเหล่านี้สะท้อนความสำคัญของปราสาทตาเมือนธมในฐานะศูนย์กลางความเชื่อความศรัทธา ทั้งระดับชุมชนและระดับราชอาณาจักร เพราะกล่าวถึงกษัตริย์พระองค์ต่าง ๆ ถวายสิ่งของหรือที่ดินแก่ศาสนสถานอยู่เนือง ๆ

อย่างไรก็ตาม ปราสาทดั้งเดิมที่เก่าถึงพุทธศตวรรษที่ 12-13 (ร่วมสมัยกับจารึกปราสาทตาเมือนธม 1) ไม่เหลือให้เห็นแล้ว ส่วนปราสาทตาเมือนธมที่เห็นกันในปัจจุบันสร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 1500-1600 หรือเมื่อ 1,000 ปีก่อน สังเกตได้จากลวดลายที่พบตามส่วนต่าง ๆ ของปราสาทเป็นศิลปะเขมรแบบบาปวน

รุ่งโรจน์จึงสันนิษฐานว่า ปราสาทองค์นี้สร้างทดแทนปราสาทองค์ที่เก่ากว่า ส่วนรูปเคารพประธาน คือ “สวยัมภูลึงค์” เป็นสิ่งที่มีมาแต่เดิม

สวยัมภูลึงค์คือหินธรรมชาติรูปลักษณ์คล้ายอวัยวะเพศชาย ตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ถือว่าเกิดขึ้นจากพระประสงค์ของพระศิวะ ทำให้ลึงค์ประเภทนี้มีความศักดิ์สิทธิ์และได้รับการนับถือบูชาเป็นอย่างยิ่ง

สวยัมภูลึงค์ประดิษฐานอยู่ภายในห้องครรภคฤหะ (ห้องประดิษฐานรูปเคารพสูงสุด) ของปราสาทประธาน ถูกขัดแต่งให้อยู่ในผังกลม เจตนาให้เป็นรูปลักษณ์ของปลายลึงค์เชื่อมเป็นชิ้นเดียวกันกับพื้นห้อง (โยนี) คือพื้นหินธรรมชาติที่รองรับตัวปราสาท

จารึกที่พบจากปราสาทแห่งนี้เอ่ยถึงการถวายที่ดินและสิ่งของแก่ “พระกัมรเตงชคัตศิวบาท” ตามความเห็นของรุ่งโรจน์ เป็นไปได้ว่านี่คือพระนามของสวยัมภูลึงค์

ตัวโบราณสถาน

ปราสาทตาเมือนธมหันหน้าไปทางทิศใต้ สิ่งที่หลงเหลือมาจนปัจจุบันคือปราสาทประธานมีมณฑปต่อยื่นออกมาด้านหน้า ปราสาทบริวาร 2 องค์ด้านหลัง มีอาคารรูปสี่เหลี่ยม ร่องรองหลุมเสา และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ กระจายตัวอยู่โดยรอบ

ทั้งหมดปิดล้อมด้วยแนวระเบียงคด นอกแนวระเบียงคดทางด้านทิศใต้มีบันไดทางขึ้นสู่ศาสนสถาน แม้โครงสร้างจะแล้วเสร็จ แต่ลวดลายสลักมีสมบูรณ์แค่บริเวณห้องประดิษฐานรูปเคารพประธานเท่านั้น ส่วนอื่น ๆ ของปราสาทยังสลักไม่แล้วเสร็จ อาจเป็นไปได้ว่าช่างสลักมีจำนวนน้อยและมีความจำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งจึงต้องละทิ้งงานไป

รุ่งโรจน์ชี้ว่า ความสำคัญของปราสาทยังคงมีอยู่สืบเนื่องต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 18 หรือสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางราชมรรคาที่เชื่อมระหว่างเมืองพระนครกับเมืองพิมาย ในระยะนี้ยังมีการสร้างปราสาทสำคัญ 2 องค์ตามพระราชโองการ คือ ปราสาทตาเมือนและปราสาทตาเมือนโต๊จ ศาสนสถานประจำที่พักคนเดินทางและอโรคยศาลตามลำดับ อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทตาเมือนธมไม่ไกลนัก

เหล่านี้เป็นประจักษ์พยานความรุ่งเรืองของชุมชนโบราณที่มีปราสาทตาเมือนธมเป็นศูนย์กลางความเชื่อถือศรัทธาได้เป็นอย่างดี เป็นความศรัทธาต่อเทพเจ้า โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นผู้คนจากดินแดนใด

กระทั่งเกิดเส้นแบ่งดินแดนโดยใช้เทือกเขาพนมดงรักเป็นแนวเขตแดนธรรมชาติ ปราสาทตาเมือนธมซึ่งอยู่ใกล้เส้นพรมแดนจึงกลายเป็นชนวนความขัดแย้ง เส้นเขตแดนที่ตัดผ่านป่าไร้ผู้คนกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย คุณค่าแท้จริงของปราสาทที่โยงใยอยู่กับความเชื่อความศรัทธาของคนโบราณเป็นอันต้องมลายหายไป

พอเป็นเช่นนั้น สันติสุขจึงยากจะเกิด…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 มิถุนายน 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ปราสาทตาเมือนธม” ร่องรอยแห่งศรัทธากว่า 1,000 ปี ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...