(เพิ่มเติม) กูรู ห่วงไทยโดนภาษีทรัมป์ 36% ทำส่งออกอ่วม-ต่างชาติเมินลงทุน แนะเดินเกมแบบ Give-and-Take
(เพิ่มเติม) กูรู ห่วงไทยโดนภาษีทรัมป์ 36% ทำส่งออกอ่วม-ต่างชาติเมินลงทุน แนะเดินเกมแบบ Give-and-Take
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -8 ก.ค. 68 9:15: น.
เปิดมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ หลังไทยเจอภาษีการ้คาสหรัฐฯ 36% ห่วง ส่งออกกระทบหนัก-แรงจูงใจต่างชาติมาลงทุนลดลง แนะเดินเกมส์แบบ Give-and-Take ดึงลงทุนเทคฯ - กระจายตลาดส่งออก พร้อมหวังวิสัยทัศน์ผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ ช่วยเรียกความเชื่อมั่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากวานนี้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาประกาศ ว่า ประเทศต่าง ๆ อย่างน้อย 14 ประเทศจะถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. โดยจะมีบางประเทศถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น สำหรับประเทศไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 36% ซึ่งเป็นอัตราสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนาม หรือมาเลเซีย ทำให้นักวิชาการ และนักเศรษฐศาสตร์ออกมาให้มุมมองต่อประเด็นดังกล่าว ว่าจะกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยอย่างมาก
โดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย มองว่า ถ้าสหรัฐฯเก็บภาษีไทยระดับ 36% ถือว่าหนักกว่าเพื่อบ้าน จะกระทบการส่งออก และทำให้แรงจูงใจที่ต่างชาติจะมาลงทุนไทยลดลง ด้าน ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ฝากการบ้านทีมเจรจา ว่าจะนำอะไรไปเสนอสหรัฐฯ ต่อจากนี้ แต่เตือนเตรียมรับแรงกรกะแทกได้เลย ส่วน นาย กรณ์ จาติกวณิช อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มองทีมไทยอ่านเกมส์ไม่ขาด พร้อมหวังวิสัยทัศน์ผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ช่วยเรียกความเชื่อมั่น
*** "ดร.กอบศักดิ์" ห่วงส่งออก - การลงทุน อ่วมเหตุภาษีเสียเปรียบเพื่อนบ้าน หวังเจรจารอบใหม่ได้ผลที่ดีเหมือนเวียดนาม
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก "Kobsak Pootrakool" ว่า
ประเทศไทย 36% !!! เท่ากับรอบแรกเป็นคำเตือนว่า ที่เสนอมา ยังไม่พอ ไม่โดนใจ ยังไม่ใช่ Good Deal กรุณาทำการบ้านเพิ่มแล้วกลับมาต่อรองอีกรอบไม่เช่นนั้น จบที่เดิม ที่เคยประกาศไว้ที่ 2 เมษายนซึ่งในรอบนี้ สหรัฐอาจจะไม่ถอย
เพราะตลาดได้รับรู้ตัวเลขเหล่านี้ ไปแล้วครั้งหนึ่งผู้ประกอบการสหรัฐมีเวลาปรับตัวมา 90 วัน ถ้าตลาดหุ้นสหรัฐลงไม่มาก ในช่วง 2-3 วันข้างหน้า ลงไม่ถล่มทลายเหมือนต้นเมษายนก็ยากที่จะมีใครมาเปลี่ยนใจท่านประธานาธิบดี Trump ได้
ทั้งนี้ สำหรับไทย ถ้าเวียดนาม 20% มาเลเซีย 25% เราจะอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ 10-16% จะมีนัยยะอย่างยิ่งกับผู้ส่งออก ทำไมจะซื้อจากไทย ถ้าซื้อจากคู่แข่งถูกกว่า ยิ่งไปกว่านั้น มีนัยยะกับคนที่คิดจะมาลงทุนจะมาสร้างโรงงานทำไมเพราะถ้าสร้างเสร็จแล้ว ต้นทุนภาษีแพงกว่าคู่แข่งส่งไปก็สู้ไม่ได้ไปสร้างที่เวียดนามเลยดีกว่าไหม
เราคงต้องคิดเพิ่มว่าในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าประเทศไทยจะเสนออะไรกลับไปอีกรอบเพื่อให้พ้นจากจุดนี้ เพราะจากที่เวียดนามเจรจาลดลงมาได้ 46% เหลือ 20% แสดงว่าต้องมีหนทาง เป็นกำลังใจให้กับทีมเจรจาครับ
*** "ดร.พิพัฒน์" ห่วงภาษีไทยหนักกว่าเวียดนาม เตือนเตรียมรับแรงกระแทก
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร โพสต์เฟซบุ๊ก " Pipat Luengnaruemitchai " ว่า
Worst case scenario มาแล้วไทยโดนสหรัฐเก็บภาษี "แค่" 36% ก่อน deadline จะหมด มีผล 1 สิงหาคมนี้ พร้อมบอกด้วยว่านี่น้อยกว่าอัตราภาษีที่จำให้การขาดดุลการค้าหมดไป พร้อมขู่ด้วยว่าถ้า ไทยขึ้นภาษีสหรัฐจะตอบโต้
แต่ถ้าไทยพร้อม "เปิด" ตลาดที่ปิดอยู่ สหรัฐก็พร้อมปรับอัตราภาษีนี้ ภาษีจะขึ้นหรือลงก็แล้วแต่เราแล้ว
พร้อมจบจดหมายว่า "You will never never be disappointed with The United States of America"
แย่แน่ เพราะอัตราภาษีเราสูงกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนาม และแม้แต่จีน (ถ้าไม่นับภาษีรอบแรก) จริงๆนี่คงเป็นสัญญาณว่าเขา reject offer ที่เราให้ไป และเรียกเราไปเจรจาเพิ่ม คงต้องคิดแล้วครับ ว่าเราเอาอะไรไปเสนอเขาได้อีก เมื่อไพ่เขาเหนือกว่า เขาเล่นแบบโหดจริงๆ แบบนี้แหละ the art of the dealเตรียมตัวรับแรงกระแทกกันได้เลยครับ
*** แนะไทยเดินเกม Give-and-Take พร้อม พัฒนาการแข่งขัน-ดึงลงทุนเทคโนโลยี-กระจายส่งออก
ก่อนที่ต่อมา ดร.พิพัฒน์ จะโพสต์เพิ่มเติมอีกว่า
จดหมายสไตล์ Art of the Deal ที่เหมือนเรียก ค่าคุ้มครอง บังคับไทยกลับโต๊ะเจรจาหลังจากขู่มาสามเดือน สหรัฐฯ ส่งจดหมายมาบอกว่า ไทยจะโดนภาษี 36 % กับสินค้าทุกชนิดภายใน 1 สิงหา แต่ก็เปิดช่องไว้ว่า ถ้าตัดสินใจเปิดตลาดก็อาจจะพิจารณาลดภาษีลงมาได้ เหมือนบอกว่า เขายังไม่พอใจกับการเจรจา และเครื่องราชบรรณาการที่เอามาให้ยังไม่ดีพอ นี่คือจดหมายปฏิเสธข้อเสนออย่างเป็นทางการ แต่ยังเปิดให้เจรจากันได้ต่อนี่คงเป็นสิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกว่า the art of the deal
1. เจ็บมากกว่ายอดส่งออกหาย
ปัญหาคือสหรัฐอยู่ในสถานะที่ดีกว่าเราในการเจรจา เพราะเราพึ่งพาสหรัฐมากกว่าสหรัฐพึ่งพาเรา
ส่งออก สหรัฐฯ รับราว 18 % ของมูลค่าส่งออกไทย (กว่า 55 พันล้านดอลลาร์) ถ้าโดนภาษี 36 % คู่แข่งอย่างเวียดนาม-เม็กซิโกพร้อมเสียบ คำสั่งซื้ออาจหายทันที โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กโทรนิคส์ เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์ยาง
ภาคการผลิต ที่มีปัญหาความสามารถในการแข่งขันอยู่แล้ว อาจโดนซ้ำเติม แรงงานเสี่ยงโดนเลิกจ้าง หรือต้องย้ายสายการผลิตไปประเทศภาษีต่ำ
เสน่ห์ FDI หาย นักลงทุนคงถามตรง ๆ ว่า ตั้งโรงงานไทยแล้วต้องโดนภาษี 36 % ทำไมไม่ไปเวียดนาม? เงินลงทุนเทคโนโลยี EV-AI อาจไหลออกตั้งแต่ยังไม่เปิดสายการผลิต
2. Tradeoff ที่ไม่ง่ายเลย
เรากำลังโดนบังคับให้เลือก (trade off) ระหว่างภาคส่งออกซึ่งสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย กับเปิดตลาดให้สหรัฐเพิ่ม
ซึ่งอุตสาหกรรมที่เราปกป้องมากที่สุดทั้งภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (เช่น quota และ import bans) คือภาคเกษตร แม้มีสัดส่วนต่อเศรษฐกิจไม่มาก แต่จ้างงานจำนวนมาก และมีผลต่อธุรกิจใหญ่เล็กมหาศาล
การเปิดตลาดคงกระทบต่อชีวิตคนจำนวนมากแน่ๆ ส่วนอีกเงื่อนไขสำคัญ คือการป้องกันสินค้าจีนสวมสิทธิ์ ซึ่งอาจจะทำให้กระทบความสัมพันธ์กับจีน
3. การเมืองในบ้านยากกว่าเจรจานอกบ้าน
ในภาวะที่การเมืองขาดเอกภาพ และเสถียรภาพ การทำงานสามกระทรวงหลักอยู่คนละพรรค คำถามคือใครจะเป็นคนเคาะ และจะเคาะได้หรือไม่ ยังไม่นับว่าบางข้อเสนออาจจะผ่านสภาอีกInternal negotiations อาจจะยากกว่า external negotiation เสียอีก เราจึงมีกลไกในการพิจารณาพูดคุยโดยมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและประชาชน ไม่งั้นมีปัญหาแน่นอน
4. แล้วเราควรต้องทำอย่างไร
ในเมื่อการเจรจาแบบ win-win น่าจะเป็นไปได้ยากในกรณีนี้ เราอาจจะต้องหาทาง give and take และพิจารณาถึงผลกระทบในแต่ละทางเลือกอย่างรอบด้าน และหาทางชดเชยผลกระทบ
- เข้าใจสิ่งที่สหรัฐต้องการก่อน ถ้าดูสิ่งที่เขาได้จากเวียดนาม เข้าใจว่าสหรัฐต้องการให้เราเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐ ลดภาษีนำเข้า ยกเลิก non tariff barrier และจัดการกับเรื่องสินค้าสวมสิทธิ์ ซึ่งเราคงต้องพิจารณาผลกระทบของแต่ละเรื่องอย่างเข้าใจจริงๆ และเปรียบเทียบต้นทุนแต่ละทางเลือกและคงต้องหาทางออกเรื่อง transshipment แบบเอาจริง เงื่อนไขคืออะไร ทำได้จริงหรือไม่
- พิจารณาหาทางเปิดเสรีด้านต่างๆ โดยเฉพาะภาคเกษตรซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อย่างค่อยเป็นค่อยไป และมีมาตรการลดผลกระทบ แต่วิธีชดเชยความเสียหายแบบเข้าใจจริงๆโดยต้องสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจประเด็น และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาทางเลือก และพูดคุย
- เรายังคงต้องพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ดึงลงทุนเทคโนโลยี-มูลค่าสูง ทั้งสิทธิประโยชน์ R&D, เครดิตภาษี ให้ EV parts, AI hardware, data center มาตั้งฐานในไทยUpskill แรงงานสู่ทักษะดิจิทัล-หุ่นยนต์ เพิ่มค่าแรงเฉลี่ยและผลิตภาพ
- War-Room เสียงเดียว ทั้ง รวมคลัง-พาณิชย์-เกษตร-เอกชน ตัดสินรวดเร็ว ส่งสัญญาณชัดแก่สหรัฐฯ และนักลงทุนว่าประเทศ เอาจริง
- เร่งกระจายตลาดส่งออก ใช้ RCEP, CPTPP, GCC เร่งทำ FTA กับกลุ่มประเทศใหญ่อย่าง EU เพื่อกระจายตลาดจากสหรัฐฯ
บทสรุป
จดหมายฉบับนี้คือ the art of the deal เวอร์ชันเรียกค่าคุ้มครองบีบให้ไทยต้องเลือก จะยอมเสียบางอย่างตอนนี้ เพื่อไม่ให้เสียอนาคตทั้งหมดหากเราเดินเกม Give-and-Take ค่อย ๆ เปิดตลาดเกษตร พร้อมกันชน‐ชดเชย และเร่ง ยกระดับศักยภาพแข่งขันไม่เพียงแค่รอดภาษี 36 % แต่ยังอาจใช้จังหวะนี้เร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยสู่มูลค่าสูงกว่าเดิมให้ได้
*** "กรณ์ จาติกวณิช " จวก ทีมไทยอ่านเกมส์ไม่ขาด หวังวิสัยทัศน์ผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ ช่วยเรียกความเชื่อมั่น
ด้านนาย กรณ์ จาติกวณิช อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊ก "กรณ์ จาติกวณิช - Korn Chatikavanij " ว่า
เราเจอเข้าเต็ม 36%!
นี่คือผลเจรจาที่เลวร้ายที่สุดที่เป็นไปได้ เพราะนอกจากไม่ได้ลดหย่อนอะไรจากที่อเมริกาประกาศไว้เมื่อ 90 วันก่อน แต่เป็นอัตราที่สูงกว่าเวียดนามที่เจรจาลดของเขาลงได้กว่าครึ่ง อเมริกาแจ้งมาว่าหากในอนาคตเราลดภาษีที่คิดเขาลง เขาก็จะปรับภาษีที่คิดกับเราลงตาม
การเจรจากับทรัมป์เป็นเรื่องที่ยากมาก อเมริกาถือไพ่เหนือกว่าเราเป็นทุนเดิม และในขณะที่รัฐบาลเราหา win-win เขาเองมองว่าเราเอาเปรียบเขามานานแล้ว ถึงเวลาเขา win คนเดียวบ้างเพื่อเป็นการชดเชย - ทีมเราอ่านเกมส์นี้ไม่ขาด
ที่เวียดนามกล้าลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% เป็นเพราะเขาแข่งขันได้ (และพร้อมแข่งขัน) มากกว่าเราในทุกภาคอุตสาหกรรม คำถามคือในการเจรจาที่ผ่านมาเรายังพยายามปกป้องใครอยู่บ้าง? คุ้มหรือไม่กับความเดือดร้อนของผู้ส่งออก และการสูญเสียรายได้ของประเทศ?
ที่สำคัญคือรัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับสถานการณ์นี้อย่างไร? อันดับแรก รัฐบาลควรทบทวนการพิจารณางบประมาณปี 69 ทั้งหมด ทั้งแหล่งรายได้ และทั้งการใช้จ่าย หากรัฐบาลยังทำทุกอย่างเหมือนเดิมคนไทยจะเดือดร้อนหนักมาก อันดับที่สอง ควรระวังผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ หากเราเริ่มขาดดุลต่อเนื่อง ในขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศก็ลดลง ประเด็นเรื่องเสถียรภาพจะเริ่มมีความสำคัญ ในจังหวะนี้เราจะมีเลือกผู้ว่าแบงก์ชาติท่านใหม่พอดี วิสัยทัศน์และทัศนคติของผู้ว่าท่านใหม่จะมีผลต่อความเชื่อมั่นมาก
เรียบเรียง โดย สุรเมธี มณีสุโข
อีเมล์. suramatee@efnancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ