30 พฤษภาคม 2484 อีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เป็นวันสวรรคต ‘พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ปิดฉากกษัตริย์ผู้เผชิญยุคเปลี่ยนผ่านของสยาม แต่พระนามยังอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย
THE STATES TIMES
อัพเดต 27 พ.ค. เวลา 10.26 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. เวลา 00.30 น. • THE STATES TIMES TEAM30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จสู่สวรรคาลัย ปิดฉากพระชนมชีพกษัตริย์ผู้ยืนอยู่กลางจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไทย
วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 เสด็จสู่สวรรคาลัย ณ ประเทศอังกฤษ ขณะมีพระชนมายุ 48 พรรษา หลังทรงสละราชสมบัติและประทับอยู่ต่างแดนเป็นเวลาหลายปี เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นการปิดฉากพระชนมชีพของพระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญ ผู้ทรงอยู่ท่ามกลางห้วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของการเมืองไทยสมัยใหม่
รัชกาลที่ 7 ทรงมีสถานะพิเศษอย่างยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์ เพราะพระองค์ทรงเป็น พระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายของสยามภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และในขณะเดียวกันก็ทรงเป็น พระมหากษัตริย์พระองค์แรกภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ชีวิตและรัชสมัยของพระองค์จึงผูกพันโดยตรงกับจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งใหญ่ของชาติไทย
ก่อนถึงวันเสด็จสวรรคต พระองค์ทรงเผชิญสถานการณ์ทางการเมืองที่สลับซับซ้อนอย่างยิ่ง ภายหลังการอภิวัฒน์ 2475 พระองค์ทรงพยายามประคับประคองบ้านเมืองท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอำนาจและความขัดแย้งระหว่างแนวคิดเก่ากับแนวคิดใหม่ อย่างไรก็ตาม ความไม่ลงรอยกันทางการเมืองและความขัดแย้งกับคณะผู้ก่อการ ทำให้พระองค์ตัดสินพระราชหฤทัย สละราชสมบัติ ในเวลาต่อมา
สถาบันพระปกเกล้าระบุว่า หลังทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระองค์ยังคงประทับอยู่ที่ Knowle House ในประเทศอังกฤษ เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ก่อนจะประทับอยู่ที่นั่นต่อไปจนถึงวันเสด็จสวรรคตในวันที่ 30 พฤษภาคม 2484 นี่จึงทำให้การสิ้นพระชนมชีพของพระองค์เกิดขึ้น بعيدจากมาตุภูมิ ซึ่งยิ่งเพิ่มมิติแห่งความอาลัยและความรู้สึกสะเทือนใจในทางประวัติศาสตร์.
Britannica ระบุว่า พระองค์เสด็จสวรรคตที่ Cranleigh, Surrey, England เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 1941 และทรงได้รับการจดจำในฐานะกษัตริย์ผู้ไม่เคยคาดหมายว่าจะได้ครองราชย์ แต่กลับต้องเผชิญบทบาทหนักหน่วงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความสำคัญของเหตุการณ์นี้จึงไม่ได้อยู่เพียงการสูญเสียพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง หากยังสะท้อนถึงการสิ้นสุดของชีวิตผู้ซึ่งแบกรับภาระของยุคสมัยอันสับสน รัชกาลที่ 7 มิได้ทรงอยู่ในช่วงเวลาสงบมั่นคงของบ้านเมือง หากแต่ทรงอยู่ในยุคที่ระบอบการเมืองเดิมกำลังสั่นคลอน และระบอบใหม่ยังไม่ลงตัว ชีวิตของพระองค์จึงเป็นดังภาพสะท้อนของ “รอยต่อประวัติศาสตร์” อย่างแท้จริง
ในอีกด้านหนึ่ง พระราชประวัติของรัชกาลที่ 7 ยังทำให้พระองค์เป็นบุคคลที่ได้รับการศึกษาทบทวนอยู่เสมอในแวดวงประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะพระองค์ทรงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนผ่านจากระบอบเก่าสู่ระบอบใหม่ นักวิชาการจำนวนมากมองว่า พระองค์ทรงพยายามหาทางประนีประนอมและปรับตัวตามสถานการณ์ แต่ข้อจำกัดของยุคสมัยและความตึงเครียดทางการเมืองทำให้พระองค์ไม่อาจประคับประคองสถานการณ์ได้อย่างที่ทรงปรารถนา
ภายหลังการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีได้ทรงจัดพิธีถวายพระเพลิงอย่างเรียบง่ายที่ Golders Green ทางตอนเหนือของลอนดอน ก่อนจะทรงพำนักอยู่ในอังกฤษต่อ และในปี พ.ศ. 2492 จึงได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 7 กลับคืนสู่ประเทศไทยอย่างสมพระเกียรติ เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความผูกพันของพระองค์กับมาตุภูมิ แม้ปลายพระชนมชีพจะสิ้นสุดลงในต่างแดน.
ดังนั้น วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จสู่สวรรคาลัย ปิดฉากพระชนมชีพของพระมหากษัตริย์ผู้ยืนอยู่กลางจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของบ้านเมือง และทิ้งไว้ซึ่งคำถาม บทเรียน และความทรงจำอันลึกซึ้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่