โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส่งออก ม.ค.พุ่งแต่เกษตรวูบ พาณิชย์เกาะติดสหรัฐก่อนปรับกลยุทธ์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จับตาสัญญาณการส่งออกของไทยในปี 2569 นี้ ภายหลังจากปัญหาสงครามการค้ามีการเปลี่ยน และน่าจะกลับมาสะเทือนอีกครั้ง ทำให้หน่วยงานอย่างกระทรวงพาณิชย์ ต้องตั้งแผนรับมือการส่งออกจากนี้จะไปทิศทางหลัก แต่สิ่งที่ต้องเร่งทำ คือ การหาตลาดใหม่ เพิ่มมูลค่าสินค้าส่งออกไทยให้เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เป็น เมื่อดูตัวเลขการส่งออกไทยในเดือนมกราคม 2569 นี้ พบหลายสินค้าของไทยโดยเฉพาะสินค้าเกษตร หดตัวหลายรายการ โดยเฉพาะข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ทั้งนี้ ตลาดสหรัฐก็ยังเป็นตลาดสำคัญที่จากนี้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ล่าสุด นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้ระบุ ตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่า 31,573.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.4% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 ติดต่อกัน และมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์อีกครั้ง นับจากเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมาที่ทำสถิติสูงสุดที่ 31,044.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 34,876.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.4% สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 3,303.4 ล้านเหรียญสหรัฐ

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

“การที่ตัวเลขการส่งออกไทยในเดือนนี้เพิ่มขึ้น เป็นแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่เติบโตตามการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีเอไอ และดาต้าเซ็นเตอร์”

นอกจากนี้ สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป อาทิ ทุเรียน มังคุด ข้าวหอมมะลิ และกุ้งแช่แข็ง เริ่มกลับมาขยายตัวได้ดีในเดือนนี้ โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาล ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่อย่างไรก็ดี ยังคงต้องระวังเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนที่กระทบต่อการส่งออก และการแข่งขันของไทย

ข้าว-ยาง-มันหดตัวน่าห่วง

เมื่อมาดูรายละเอียดการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 1.8% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสินค้าเกษตร หดตัว 1.8% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 1.7% เป็นการกลับมาหดตัวจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ยางพารา หดตัว 19.3% หดตัวต่อเนื่อง 9 เดือน ตลาดที่หดตัว เช่น จีน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย แต่ขยายตัวในตลาดเวียดนาม บราซิล และสเปน

ข้าว หดตัว 23.9% หดตัวต่อเนื่อง 15 เดือน หดตัวในตลาดสหรัฐ อิรัก และแอฟริกาใต้ แต่ขยายตัวในตลาดฮ่องกง จีน และมาเลเซีย น้ำตาลทราย หดตัว 36.5% หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน หดตัวในตลาดกัมพูชา ลาว และอินโดนีเซีย ส่วนสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ไก่แปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง

ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 29.8% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน สินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลิตภัณฑ์ยาง หดตัว 5.6% หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน หดตัวในตลาดสหรัฐ จีน และออสเตรเลีย แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย

เม็ดพลาสติก หดตัว 7.5% หดตัวต่อเนื่อง 7 เดือน หดตัวในตลาดจีน อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น เครื่องนุ่งห่ม หดตัว 8.1% กลับมาหดตัวหลังจากขยายตัวในเดือนก่อนหน้า หดตัวในตลาดสหรัฐ ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร แต่ขยายตัวในตลาดเบลเยียม สิงคโปร์ และจีน

รอประเมินเป้าส่งออก มี.ค.นี้

นายนันทพงษ์กล่าวอีกว่า จากสัญญาณที่ศาลสูงสหรัฐสั่งยกเลิกการเก็บภาษีต่างตอบแทน แต่นายทรัมป์ได้ประกาศขึ้นภาษีใหม่เป็น 10% ต่อด้วย 15% ซึ่งเป็นผลดีต่อต้นทุนสินค้านำเข้าลดลง 9% และทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐมีกำลังซื้อมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน คู่แข่งของไทยที่เคยเจอภาษีสูง ภาษีก็จะลดลงมาเท่ากันซึ่งมีผลต่อการแข่งขันของไทย และไทยยังมีปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลให้สินค้ากลุ่มต้องเฝ้าระวังมากขึ้น

อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์ยังคงต้องเดินหน้าเจรจากับสหรัฐต่อเนื่อง เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับผู้ส่งออกไทย พร้อมทั้งต้องติดตามดูแลค่าเงินบาท ขยายตลาดใหม่ พัฒนาสินค้า พัฒนาผู้ประกอบการเพื่อให้แข่งขันได้ อีกทั้งต้องดูด้วยว่าสหรัฐจะมีมาตรการใดกับไทย เพราะสหรัฐยังคงขาดดุลการค้ากับไทยอยู่มาก ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ

“ส่วนการเจรจาก่อนหน้าการเปิดตลาดสินค้าให้กับสหรัฐก็ต้องมาพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมทั้งต้องจับตาสหรัฐจะมีการใช้ภาษีตอบโต้ทางการค้าเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ ส่วนสหรัฐจะใช้มาตรา 301 มาตรา 232 จะมีการถูกพิจารณาใช้กับประเทศไทยหรือไม่ ก็ต้องติดตามและรอดูการเจรจาจะเป็นอย่างไร ส่วนการจะปรับและประเมินตัวเลขการส่งออกภายหลังจากปัจจัยนี้ไหม ขอรอดูการส่งออกในช่วงเดือนมีนาคมอีกครั้ง ถึงจะมีความชัดเจน”

20 สินค้า

นำผู้นำเข้าสหรัฐจับคู่ธุรกิจไทย

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า จากปัจจัยภาษีสหรัฐ กรมเตรียมที่จะส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทย พร้อมรักษาส่วนแบ่งตลาดส่งออกไทยไปยังตลาดสหรัฐ และอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนจากเดิมมากขึ้น ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2569 นี้ กรมได้เชิญผู้นำเข้ารายใหญ่ของสหรัฐโดยเฉพาะสินค้าเกษตร ข้าว มาเจรจาจับคู่ธุรกิจการค้ากับผู้ประกอบการไทย

พร้อมทั้งจัดคณะผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพออกตลาดต่างประเทศ ซึ่งวางเป้าหมายไว้ที่ 6 คณะ โดยเดินทางไปแล้ว ซาอุดีอาระเบียและจีน จากนี้ยังจะมีไป อินเดีย แอฟริกา ละตินอเมริกา เป็นต้น และยังจะมีการเจรจาจับคู่ธุรกิจกับตลาดยุโรปด้วยโดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกรายใหญ่

“แม้ตัวเลขส่งออกเดือนนี้จะสูง แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ อีกทั้งกรมเองก็ยังได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ ทั่วโลก หากเห็นโอกาสของสินค้าไทย มีช่องทางส่งออกให้รายงานกลับมาทันที เพื่อที่จะหารือกับผู้ประกอบการไทยในการดันการค้าได้”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่งออก ม.ค.พุ่งแต่เกษตรวูบ พาณิชย์เกาะติดสหรัฐก่อนปรับกลยุทธ์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...