โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

มะเร็งจิสต์ เนื้องอกในระบบทางเดินอาหารที่พบไม่บ่อย แต่ควรรู้และไม่ควรมองข้าม

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
มะเร็งจิสต์ (GIST) เป็นเนื้องอกในระบบทางเดินอาหารที่พบไม่บ่อย เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน ทำให้เซลล์เจริญเติบโตผิดปกติ มักพบในผู้สูงอายุ และระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน

นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า มะเร็งจิสต์ หรือเนื้องอกสโตรมาของระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Stromal Tumor: GIST) เป็นเนื้องอกที่เกิดจากเซลล์ Interstitial Cells of Cajal ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการบีบตัวและการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร สามารถเกิดได้ตลอดแนวทางเดินอาหาร พบบ่อยที่สุดที่กระเพาะอาหาร รองลงมาคือลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และหลอดอาหาร มะเร็งจิสต์เป็นโรคที่พบไม่บ่อย ข้อมูลจากงานวิจัยรายงานอุบัติการณ์ทั่วโลกประมาณ 10–15 รายต่อประชากรหนึ่งล้านคนต่อปี แนวโน้มสอดคล้องกับประเทศไทย มักพบในกลุ่มอายุ 50–70 ปี ยกเว้นผูัที่มีพันธุกรรมผิดปกติ บางชนิด เช่น Familial GIST syndrome, Neurofibromatosis type 1, Carney triad และ Carney–Stratakis syndrome อาจพบได้ในอายุน้อยลง

สาเหตุของโรคนี้เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน KIT หรือ PDGFRA ทำให้โปรตีนที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ทำงานผิดปกติ ทำให้มีการแบ่งตัวอย่างต่อเนื่องจนเป็นก้อนเนื้องอก การกลายพันธุ์ดังกล่าวส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นจากความผิดพลาดระหว่างการแบ่งตัวของเซลล์เฉพาะบุคคล ซึ่งอายุที่เพิ่มขึ้นถือเป็นปัจจัยสำคัญ โดยทั่วไปโรคนี้ไม่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม และไม่สัมพันธ์กับพฤติกรรมหรือปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม มะเร็งจิสต์ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อยและไม่จำเพาะ เมื่อก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่อาการอาจชัดเจนขึ้น เช่น ปวดท้องเรื้อรัง เลือดออกในทางเดินอาหาร อุจจาระสีดำ ภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือด หรือคลำพบก้อนในช่องท้อง เป็นต้น

เรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคนี้พบไม่บ่อย จึงไม่แนะนำให้ตรวจคัดกรองในประชาชนทั่วไป ยกเว้นผู้ที่มีโรคทางพันธุกรรมบางชนิด ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาตรวจติดตามเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น โดยประเมินตามความเสี่ยงเป็นรายบุคคล

การวินิจฉัยทำโดยการตรวจชิ้นเนื้อร่วมกับการตรวจการกลายพันธุ์ของยีน เพื่อยืนยันโรคและใช้ประกอบการเลือกยามุ่งเป้า พร้อมทั้งประเมินระยะของโรคด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ MRI แนวทาง การรักษาหลักคือการผ่าตัดนำก้อนออกทั้งหมดในกรณีที่ผ่าตัดได้ ส่วนผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง โรคกลับเป็นซ้ำ หรือมีการแพร่กระจาย อาจได้รับยามุ่งเป้าที่ช่วยยับยั้งโปรตีนผิดปกติและควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังการรักษาควรมีการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโรคมีโอกาสกลับเป็นซ้ำ โดยอาจใช้การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ MRI ตามความเหมาะสม เช่น ทุก 1–2 ปี ทั้งนี้ การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรค ผู้ป่วยที่สามารถผ่าตัดได้ตั้งแต่ระยะแรกมักมีผลการรักษาที่ดีและสามารถ มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...