พาราสาวะถี
ภาพการแถลงข่าวเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ที่มี ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ไปร่วมโต๊ะตอบคำถามนักข่าวที่พรรคภูมิใจไทยกับ อนุทิน ชาญวีรกูลว่าที่นายกฯ คนที่ 33 พร้อมแกนนำสำคัญของทั้งสองพรรคนั้น แม้จะบอกว่าเป็นการคุยกันเบื้องต้นยังไม่ลงลึกในรายละเอียด แต่แนวโน้มชัดเจนว่า ขั้วรัฐบาลประเดิมด้วยสีน้ำเงินกับแดงแน่นอนตามคำพูดของเสี่ยหนูก่อนหน้านี้ว่า สีของรัฐนาวาใหม่คือ สีธงชาติ
อย่างที่บอกว่า ฉากหน้าทางการเมืองนั่นเรื่องหนึ่ง เบื้องหลังต่างหากเป็นสิ่งที่ยืนยันสายสัมพันธ์ หรือความแน่ชัดต่อฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นถึงตรงนี้มีการมองไปถึงการจัดวางตำแหน่งรัฐมนตรีระหว่างสองพรรคกันแล้ว โดยใช้สัดส่วน สส. 10 ที่นั่งกับรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง พรรคสีน้ำเงินจะมีเสนาบดีอย่างน้อย 19 คนคุมกระทรวงเกรดเอระดับเป็นหน้าตาและบริหารอำนาจของพรรคทั้ง มหาดไทย กลาโหม คลัง ต่างประเทศ พาณิชย์ เกษตรและสหกรณ์ ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม
ขณะที่เพื่อไทยจะได้ดู กระทรวงคมนาคม สาธารณสุข ท่องเที่ยวและกีฬาและอาจรวมไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ โดยที่มองกันว่าน่าจะเหมาะสมและได้รับการยอมรับจากแวดวงการวิชาการเป็นอย่างมาก หากพรรคสีแดงส่งยศชนันมาบริหาร การจัดเก้าอี้รัฐมนตรีตามสูตรนี้ จะถือเป็นการวางตัวบุคคลที่ภาพลักษณ์ดีของทั้งสองพรรค เรียกความเชื่อมั่นจากทุกฝ่าย ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางที่อนุทินได้รับโจทย์มาจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม ต้องตัดภาพต่างตอบแทนทางการเมืองเพื่อสร้างศรัทธา และให้ประชาชนไว้วางใจให้ได้
ส่วนเหตุผลที่ทำให้ กล้าธรรมส่อเค้าจะถูกตัดจากวงโคจรการร่วมรัฐบาล นั้น ปัจจัยแรกคือ เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่ ธรรมนัส พรหมเผ่าจองไว้ตั้งแต่ต้น ถูกพรรคสีน้ำเงินขอยึดเพื่อให้คนของพรรคคุมแทน โดยมี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ที่จะนั่งรองนายกฯ ควบรัฐมนตรีพาณิชย์ ไปกำกับดูแล เพื่อให้การผลิตจากกระทรวงเกษตรฯ สอดคล้องกับการส่งออกของพาณิชย์ไปในทิศทางเดียวกันทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกร และราคาพืชผลทางการเกษตรสูงขึ้นได้ เป็นฐานเสียงของภูมิใจไทย หลังจากที่ทำสำเร็จมาแล้วจากฐานหนุน อสม.คราวอนุทินคุมสาธารณสุข และมวลชนฐานใหญ่จากการคุมมหาดไทย
คำถามสำคัญคือ พรรคสีน้ำเงินกล้าตัดพรรคสีเขียวออกไปอย่างนั้นหรือทั้งที่ ในช่วงการประสานตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ผู้กองมันคือแป้งถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการรวบรวมเสียงพรรคเล็กพรรคน้อย และ ส.ส.เหล่าบรรดางูเห่าจากหลายพรรคเพื่อให้มาสนับสนุนอนุทิน นั่นเป็นสิ่งที่ แกนนำพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มองว่าเป็นบุญคุณเพราะถือเป็นโอกาสของธรรมนัสเช่นเดียวกันที่จะได้เข้าสู่วงโคจรแห่งอำนาจเพื่อใช้เป็นฐานสำคัญในการเลือกตั้งที่ผ่านไป
นำไปสู่การเป็นเหมือนหอกข้างแคร่ของพรรค เห็นกันแล้วว่าหลายพื้นที่ พรรคกล้าธรรมจงใจที่จะชนกับพรรคภูมิใจไทยทั้งที่รู้อยู่ว่าควรจะหลีกทางระหว่างกัน เป็นการทับเส้น ไม่ให้เกียรติ ที่ทำให้แกนนำพรรคสีน้ำเงินไม่พอใจมากที่สุด คงเป็นกรณีของจังหวัดสุพรรณบุรีที่ผู้สมัครจากพรรคของผู้กองมันคือแป้งสามารถเบียดเอาชนะคนของพรรคแกนนำได้ 1 เก้าอี้ ยังมีอีกหลายสนาม โดยเฉพาะในภาคใต้ที่พบว่า พรรคสีเขียวระดมทุกสรรพกำลังเพื่อล้มคู่แข่งจากพรรคสีน้ำเงินให้ได้
จุดนี้แหล่งข่าวระดับแกนนำสำคัญของภูมิใจไทยถึงขั้นบอกว่า การไม่ดึงกล้าธรรมมาร่วมรัฐบาลนั้นทำได้ ไม่ใช่ปัญหา เพราะกล้าธรรมก็ไม่ได้มีบุญคุณอะไรกับพรรค ในสนามเลือกตั้งก็สู้กันเต็มเหนี่ยว ไม่มีใครยอมใคร มากไปกว่านั้นหลังเห็นผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พบว่า พรรคสีเขียวออกตัวแรงและมั่นใจสุดขีดว่าจะได้ร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอนถึงขนาดประกาศศักดาว่า สามารถรวบรวมเสียง สส.ที่อยู่ในเครือข่ายทะลุไปถึง 80 เสียงแล้ว
ความมั่นใจดังว่า คงมาจากความเป็นบุคคลที่ใจถึงพึ่งได้ ใช้วิธีการแจกกล้วยซื้อใจเหมือนที่เคยทำมาตั้งแต่ยุครัฐบาลเผด็จการสืบทอดอำนาจ จนลืมไปว่าสายตรงของอนุรักษ์นิยมย่อมใช้กลยุทธ์หนามยอกเอาหนามบ่งเช่นกัน จึงได้เห็นภาพแกนนำของพรรคเล็กทั้งหลายทยอยเดินทางเข้าพรรคสีน้ำเงิน ประกาศตัวสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล เท่ากับว่า แนวร่วมของผู้กองมันคือแป้งที่ประกาศไว้ ไม่ได้เป็นไปตามนั้น ย่อมส่งผลถึงพลังต่อรองที่หดหายไปทันที
อีกปัจจัยที่ทำให้อนุทินต้องคิดหนัก และเป็นเหตุผลที่แกนนำและ สส.ของพรรคให้อำนาจหัวหน้าในการตัดสินใจ แม้ว่าเสี่ยหนูจะย้ำเรื่องการดึงใครเข้าร่วมรัฐบาลต้องถามในที่ประชุมพรรค แต่ทุกคนเห็นว่าประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ผู้นำพรรคต้องมีข้อมูลที่ผ่านการแลกเปลี่ยน และ ได้รับสัญญาณมาจากพลังหนุนที่สำคัญ นั่นก็คือ ภาพความเป็นสีเทาอย่างที่บอกว่าเมื่อเทียบกันตัวต่อตัวแล้ว บุคลากรที่มีของพรรคสีน้ำเงินกับแดงอยู่ในวิสัยที่ได้รับการยอมรับจากสังคมมากกว่าถ้ายึดประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก ภารกิจนำพาประเทศเดินไปข้างหน้า สูตรตั้งรัฐบาลก็ต้องยอมตัดทิ้งเนื้อร้ายที่จะเป็นตัวถ่วงออกไป
ขณะที่กระบวนการประสานงานเพื่อตั้งรัฐบาลเดินหน้า ยังต้องจับตาปมร้อนล่าสุดบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด หลังจากมีทนายความไปยื่นร้องต่อศาลปกครองเพื่อสั่งให้มีการระงับการประกาศผลการเลือกตั้งไว้ก่อน โดยศาลได้ออกหมายเลขคดีไว้แต่ไม่ได้หมายความว่าศาลปกครองจะสั่งรับคดีไว้พิจารณา เพราะ คดีเลือกตั้งต้องเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องความไม่โปร่งใส ข้อกังขาต่อการทำงานของ กกต.นี่เอง ที่ถูกมองว่าอาจเป็นปัจจัยทำให้เกิดภาวะชะงักงัน ทว่า ด้วยความเป็นสายตรงของฝ่ายอนุรักษ์นิยม คนส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่าภูมิใจไทยจะนำพาแนวร่วมทั้งหมดเข้าสู่อำนาจบริหารบ้านเมืองได้
อรชุน