โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ก.ล.ต. จุดพลุปฏิวัติตลาดทุน! ดัน ETF คริปโต-ฟิวเจอร์ส-โทเค็น เขย่าวงการลงทุนไทยสู่ยุคดิจิทัลเต็มสูบ

Manager Online

เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

ในห้วงเวลาที่ตลาดทุนโลกกำลังหมุนตัวสู่ยุคดิจิทัลอย่างไม่หยุดยั้ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทยได้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงการปรับโครงสร้างกฎระเบียบครั้งใหญ่ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล การเคลื่อนไหวนี้อาจไม่ใช่แค่การตามกระแส แต่เป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่สะท้อนวิสัยทัศน์ในการยกระดับตลาดทุนไทยให้เทียบเคียงมาตรฐานสากล ท่ามกลางสภาวะที่นักลงทุนสถาบันและรายย่อยทั่วโลกหันมาสนใจคริปโตเคอร์เรนซีมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ตามข้อมูลจากยุทธศาสตร์ปี 2569-2571 ของ ก.ล.ต. ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” การออกกฎระเบียบชุดใหม่นี้มุ่งเน้นการสนับสนุนผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย เริ่มต้นจากกองทุน ETF คริปโต ซึ่งคาดว่าจะได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปีนี้ การพัฒนานี้ไม่เพียงเปิดช่องทางให้นักลงทุนไทยเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลได้ง่ายดายยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องเผชิญความยุ่งยากในการจัดการกระเป๋าเงินดิจิทัลหรือความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ แต่ยังช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน โดยเฉพาะในสภาวะที่ตลาดหุ้นดั้งเดิมกำลังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยมหภาคโลก

นางจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้เปิดเผยว่า แม้ในอดีตจะมีอุปสรรคทางกฎหมายและข้อบังคับที่ขัดขวางการเติบโต แต่ปีนี้ ก.ล.ต. จะเดินหน้าเต็มสูบในการสนับสนุนการจัดตั้ง ETF คริปโต โดยได้รับความเห็นชอบหลักการจากคณะกรรมการแล้ว ขณะนี้กำลังร่างรายละเอียดการลงทุนและการดำเนินงานอย่างละเอียดถี่ถ้วน ความร่วมมือระหว่างบริษัทจัดการสินทรัพย์ (บลจ.) และตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้อย่างราบรื่น

อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์เชิงลึกชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของ ETF คริปโตในไทยไม่อาจพึ่งพาเพียงกฎระเบียบเท่านั้น แต่ต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ อย่างสภาพคล่องตลาด ซึ่ง ก.ล.ต. กำลังพิจารณานำผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) เข้ามาเสริมทัพ ไม่ว่าจะเป็นตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล สถาบันการเงิน หรือหน่วยงานที่ถือครองคริปโตเคอร์เรนซีในงบดุล หากมองเทียบเคียงกับตลาดต่างประเทศอย่างสหรัฐฯ ที่ Spot Bitcoin ETF ประสบความสำเร็จด้วยเงินไหลเข้าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ การนำ Market Maker เข้ามาจะช่วยลดช่องว่างระหว่างราคาซื้อขายและมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ทำให้ผลิตภัณฑ์นี้ดึงดูดนักลงทุนสถาบันไทยได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงจากความผันผวนของคริปโต ซึ่งเคยทำให้ตลาดโลกสะเทือนมาแล้วหลายรอบ

อีกหนึ่งเสาหลักของการปฏิรูปครั้งนี้คือการผลักดันสัญญาซื้อขายล่วงหน้าคริปโต (Crypto Futures) บนตลาดซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX) โดย ก.ล.ต. กำลังเสนอให้สินทรัพย์ดิจิทัลได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในฐานะสินทรัพย์อ้างอิงภายใต้พระราชบัญญัติอนุพันธ์ การเคลื่อนไหวนี้อาจพลิกโฉมวงการลงทุนไทย โดยเปิดโอกาสให้นักลงทุนใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedging) และบริหารพอร์ตอย่างซับซ้อนยิ่งขึ้น ทว่า การวิเคราะห์เจาะลึกเผยให้เห็นข้อควรระวัง เพราะหากไม่มีการกำกับดูแลที่เข้มงวด Crypto Futures อาจกลายเป็นช่องทางเก็งกำไรที่เกินขอบเขต ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพตลาดทุนโดยรวม โดยเฉพาะในประเทศที่นักลงทุนรายย่อยยังขาดความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ซับซ้อนเหล่านี้

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังมุ่งขยายขอบเขตการใช้โทเค็นดิจิทัลเพื่อการลงทุน โดยก้าวข้ามจากโทเค็นการลงทุนเดิมๆ ไปสู่โทเค็นพันธบัตรและหน่วยลงทุนแบบโทเค็น คาดว่าจะมีการเปิดตัวโทเค็นสีเขียว (Green Token) ตัวแรกของไทย เพื่อหนุนการเงินยั่งยืนและการลงทุนที่เชื่อมโยงกับ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) การพัฒนานี้ไม่เพียงตอบโจทย์กระแสโลกที่นักลงทุนหันมาสนใจการลงทุนสีเขียวมากขึ้น แต่ยังช่วยเชื่อมโยงนวัตกรรมดิจิทัลกับเป้าหมายความยั่งยืนของชาติ

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ชี้ว่าความสำเร็จของโทเค็นเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการพัฒนาตลาดรอง ซึ่ง ก.ล.ต. กำลังร่วมมือกับ SET เพื่อเปิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตแบบทันที หากทำได้สำเร็จ อาจจุดประกายให้ไทยกลายเป็นฮับการเงินยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่หากล้มเหลว ก็อาจทำให้โทเค็นเหล่านี้กลายเป็นเพียง “กระแสชั่วคราว” ที่ไม่สร้างมูลค่าแท้จริง

ในมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์ ก.ล.ต. เน้นย้ำว่าคริปโตเคอร์เรนซีควรถูกมองเป็น “สินทรัพย์ประเภทอื่น” (Another Asset Class) มากกว่าเครื่องมือเก็งกำไร โดยแนะนำให้นักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงสูงจัดสรรเพียง 4-5% ของพอร์ตเพื่อสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อรักษาความหลากหลายและลดความผันผวน การมองในมุมนี้สะท้อนความสุขุมรอบคอบของหน่วยงานกำกับดูแล ที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับความมั่นคง แต่ในทางปฏิบัติ นักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อยยังคงตกหลุมพรางของการเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเสียมหาศาลหากตลาดโลกพลิกผัน

อย่างไรก็ตามเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง ก.ล.ต. ยังวางแผนเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลผู้มีอิทธิพลทางการเงิน (Financial Influencers) โดยกำหนดขอบเขตชัดเจนระหว่างการแบ่งปันข้อมูลข้อเท็จจริงกับการให้คำแนะนำการลงทุนที่ต้องได้รับใบอนุญาต การเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นการป้องปรามสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ที่ชอบ “ชักจูง” โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ช่วยปกป้องนักลงทุนรายย่อยจากข้อมูลเท็จที่แพร่กระจายบนโซเชียลมีเดีย

ยิ่งไปกว่านั้น การร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการจัดตั้งสภาพแวดล้อมจำลอง (Sandbox) เพื่อส่งเสริมการใช้โทเค็นและเทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ (DLT) สะท้อนถึงวิสัยทัศน์เชิงบูรณาการที่มุ่งลดอุปสรรคสำหรับนักลงทุนรายย่อย หาก Sandbox นี้ประสบความสำเร็จ อาจเร่งให้สินทรัพย์ดิจิทัลกลายเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

ขณะที่การวิเคราะห์เจาะลึกชี้ให้เห็นความท้าทายในปี 2568 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการระงับบัญชีล่อซื้อกว่า 47,692 บัญชี สะท้อนถึงความเข้มข้นของสงครามต่อทุนเทาและการฟอกเงิน ก.ล.ต. จึงต้องนำเครื่องมืออย่าง Travel Rule มาบังคับใช้อย่างเร่งด่วน เพื่อตรวจสอบเส้นทางเงินคริปโตและป้องกันไม่ให้ตลาดดิจิทัลกลายเป็นแหล่งซุกซ่อนทุนผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้ว การปฏิรูปกฎระเบียบของ ก.ล.ต. ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การ “ตามกระแส” แต่เป็นการวางหมากเชิงยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับตลาดทุนไทยสู่ระดับสากล ทว่าความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการบังคับใช้ที่เฉียบขาดและการสร้างความตระหนักในหมู่นักลงทุน หากพลาดพลั้ง ตลาดดิจิทัลอาจกลายเป็นฟองสบู่ที่แตกกระจาย แต่หากเดินเกมถูกทาง ไทยอาจก้าวขึ้นเป็นผู้นำในภูมิภาคด้านการเงินดิจิทัลคำถามสำคัญคือ เราพร้อมแล้วหรือยังที่จะก้าวข้ามจาก “ผู้ตาม” สู่ “ผู้กำหนดทิศทาง”

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...