ก.ล.ต. จุดพลุปฏิวัติตลาดทุน! ดัน ETF คริปโต-ฟิวเจอร์ส-โทเค็น เขย่าวงการลงทุนไทยสู่ยุคดิจิทัลเต็มสูบ
ในห้วงเวลาที่ตลาดทุนโลกกำลังหมุนตัวสู่ยุคดิจิทัลอย่างไม่หยุดยั้ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทยได้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงการปรับโครงสร้างกฎระเบียบครั้งใหญ่ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล การเคลื่อนไหวนี้อาจไม่ใช่แค่การตามกระแส แต่เป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่สะท้อนวิสัยทัศน์ในการยกระดับตลาดทุนไทยให้เทียบเคียงมาตรฐานสากล ท่ามกลางสภาวะที่นักลงทุนสถาบันและรายย่อยทั่วโลกหันมาสนใจคริปโตเคอร์เรนซีมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ตามข้อมูลจากยุทธศาสตร์ปี 2569-2571 ของ ก.ล.ต. ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” การออกกฎระเบียบชุดใหม่นี้มุ่งเน้นการสนับสนุนผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย เริ่มต้นจากกองทุน ETF คริปโต ซึ่งคาดว่าจะได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปีนี้ การพัฒนานี้ไม่เพียงเปิดช่องทางให้นักลงทุนไทยเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลได้ง่ายดายยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องเผชิญความยุ่งยากในการจัดการกระเป๋าเงินดิจิทัลหรือความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ แต่ยังช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน โดยเฉพาะในสภาวะที่ตลาดหุ้นดั้งเดิมกำลังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยมหภาคโลก
นางจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้เปิดเผยว่า แม้ในอดีตจะมีอุปสรรคทางกฎหมายและข้อบังคับที่ขัดขวางการเติบโต แต่ปีนี้ ก.ล.ต. จะเดินหน้าเต็มสูบในการสนับสนุนการจัดตั้ง ETF คริปโต โดยได้รับความเห็นชอบหลักการจากคณะกรรมการแล้ว ขณะนี้กำลังร่างรายละเอียดการลงทุนและการดำเนินงานอย่างละเอียดถี่ถ้วน ความร่วมมือระหว่างบริษัทจัดการสินทรัพย์ (บลจ.) และตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้อย่างราบรื่น
อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์เชิงลึกชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของ ETF คริปโตในไทยไม่อาจพึ่งพาเพียงกฎระเบียบเท่านั้น แต่ต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ อย่างสภาพคล่องตลาด ซึ่ง ก.ล.ต. กำลังพิจารณานำผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) เข้ามาเสริมทัพ ไม่ว่าจะเป็นตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล สถาบันการเงิน หรือหน่วยงานที่ถือครองคริปโตเคอร์เรนซีในงบดุล หากมองเทียบเคียงกับตลาดต่างประเทศอย่างสหรัฐฯ ที่ Spot Bitcoin ETF ประสบความสำเร็จด้วยเงินไหลเข้าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ การนำ Market Maker เข้ามาจะช่วยลดช่องว่างระหว่างราคาซื้อขายและมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ทำให้ผลิตภัณฑ์นี้ดึงดูดนักลงทุนสถาบันไทยได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงจากความผันผวนของคริปโต ซึ่งเคยทำให้ตลาดโลกสะเทือนมาแล้วหลายรอบ
อีกหนึ่งเสาหลักของการปฏิรูปครั้งนี้คือการผลักดันสัญญาซื้อขายล่วงหน้าคริปโต (Crypto Futures) บนตลาดซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX) โดย ก.ล.ต. กำลังเสนอให้สินทรัพย์ดิจิทัลได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในฐานะสินทรัพย์อ้างอิงภายใต้พระราชบัญญัติอนุพันธ์ การเคลื่อนไหวนี้อาจพลิกโฉมวงการลงทุนไทย โดยเปิดโอกาสให้นักลงทุนใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedging) และบริหารพอร์ตอย่างซับซ้อนยิ่งขึ้น ทว่า การวิเคราะห์เจาะลึกเผยให้เห็นข้อควรระวัง เพราะหากไม่มีการกำกับดูแลที่เข้มงวด Crypto Futures อาจกลายเป็นช่องทางเก็งกำไรที่เกินขอบเขต ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพตลาดทุนโดยรวม โดยเฉพาะในประเทศที่นักลงทุนรายย่อยยังขาดความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ซับซ้อนเหล่านี้
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังมุ่งขยายขอบเขตการใช้โทเค็นดิจิทัลเพื่อการลงทุน โดยก้าวข้ามจากโทเค็นการลงทุนเดิมๆ ไปสู่โทเค็นพันธบัตรและหน่วยลงทุนแบบโทเค็น คาดว่าจะมีการเปิดตัวโทเค็นสีเขียว (Green Token) ตัวแรกของไทย เพื่อหนุนการเงินยั่งยืนและการลงทุนที่เชื่อมโยงกับ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) การพัฒนานี้ไม่เพียงตอบโจทย์กระแสโลกที่นักลงทุนหันมาสนใจการลงทุนสีเขียวมากขึ้น แต่ยังช่วยเชื่อมโยงนวัตกรรมดิจิทัลกับเป้าหมายความยั่งยืนของชาติ
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ชี้ว่าความสำเร็จของโทเค็นเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการพัฒนาตลาดรอง ซึ่ง ก.ล.ต. กำลังร่วมมือกับ SET เพื่อเปิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตแบบทันที หากทำได้สำเร็จ อาจจุดประกายให้ไทยกลายเป็นฮับการเงินยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่หากล้มเหลว ก็อาจทำให้โทเค็นเหล่านี้กลายเป็นเพียง “กระแสชั่วคราว” ที่ไม่สร้างมูลค่าแท้จริง
ในมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์ ก.ล.ต. เน้นย้ำว่าคริปโตเคอร์เรนซีควรถูกมองเป็น “สินทรัพย์ประเภทอื่น” (Another Asset Class) มากกว่าเครื่องมือเก็งกำไร โดยแนะนำให้นักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงสูงจัดสรรเพียง 4-5% ของพอร์ตเพื่อสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อรักษาความหลากหลายและลดความผันผวน การมองในมุมนี้สะท้อนความสุขุมรอบคอบของหน่วยงานกำกับดูแล ที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับความมั่นคง แต่ในทางปฏิบัติ นักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อยยังคงตกหลุมพรางของการเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเสียมหาศาลหากตลาดโลกพลิกผัน
อย่างไรก็ตามเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง ก.ล.ต. ยังวางแผนเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลผู้มีอิทธิพลทางการเงิน (Financial Influencers) โดยกำหนดขอบเขตชัดเจนระหว่างการแบ่งปันข้อมูลข้อเท็จจริงกับการให้คำแนะนำการลงทุนที่ต้องได้รับใบอนุญาต การเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นการป้องปรามสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ที่ชอบ “ชักจูง” โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ช่วยปกป้องนักลงทุนรายย่อยจากข้อมูลเท็จที่แพร่กระจายบนโซเชียลมีเดีย
ยิ่งไปกว่านั้น การร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการจัดตั้งสภาพแวดล้อมจำลอง (Sandbox) เพื่อส่งเสริมการใช้โทเค็นและเทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ (DLT) สะท้อนถึงวิสัยทัศน์เชิงบูรณาการที่มุ่งลดอุปสรรคสำหรับนักลงทุนรายย่อย หาก Sandbox นี้ประสบความสำเร็จ อาจเร่งให้สินทรัพย์ดิจิทัลกลายเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
ขณะที่การวิเคราะห์เจาะลึกชี้ให้เห็นความท้าทายในปี 2568 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการระงับบัญชีล่อซื้อกว่า 47,692 บัญชี สะท้อนถึงความเข้มข้นของสงครามต่อทุนเทาและการฟอกเงิน ก.ล.ต. จึงต้องนำเครื่องมืออย่าง Travel Rule มาบังคับใช้อย่างเร่งด่วน เพื่อตรวจสอบเส้นทางเงินคริปโตและป้องกันไม่ให้ตลาดดิจิทัลกลายเป็นแหล่งซุกซ่อนทุนผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้ว การปฏิรูปกฎระเบียบของ ก.ล.ต. ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การ “ตามกระแส” แต่เป็นการวางหมากเชิงยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับตลาดทุนไทยสู่ระดับสากล ทว่าความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการบังคับใช้ที่เฉียบขาดและการสร้างความตระหนักในหมู่นักลงทุน หากพลาดพลั้ง ตลาดดิจิทัลอาจกลายเป็นฟองสบู่ที่แตกกระจาย แต่หากเดินเกมถูกทาง ไทยอาจก้าวขึ้นเป็นผู้นำในภูมิภาคด้านการเงินดิจิทัลคำถามสำคัญคือ เราพร้อมแล้วหรือยังที่จะก้าวข้ามจาก “ผู้ตาม” สู่ “ผู้กำหนดทิศทาง”
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO