โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

‘เอกนิติ’ ส่งกฤษฎีกาวินิจฉัย “รื้อภาษีบุหรี่ รอบ 3” ทำได้?

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มาภาพ : www.mof.go.th/

‘เอกนิติ’ ส่งกฤษฎีกาวินิจฉัย “รื้อภาษีบุหรี่ รอบ 3” ชี้ภาพรวมเพิ่มรายได้เข้าคลัง แต่มีบางส่วนรายได้รัฐลด – เข้าข่ายห้ามอนุมัติงาน/โครงการที่มีผลผูกพัน ครม.ชุดต่อไป ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 (1) หรือไม่?

ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ได้เผยแพร่รายงาน “Economic Survey of Thailand 2025: Building the Foundations for Stronger Growth” เป็นรายงานฉบับแรกนับตั้งแต่ไทยได้รับสถานะประเทศผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม OECD อย่างเป็นทางการ โดยรายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2025 จะขยายตัวอยู่ที่ 2.0% ก่อนจะชะลอลงเหลือ 1.5% ในปี 2026 และกลับมาฟื้นตัวเป็น 2.6% ในปี 2027 ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญคือ หนี้ภาคเอกชนที่สูงถึง 160% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่น่ากังวล ทั้งนี้ OECD เสนอแนวทางปฏิรูป 4 ด้าน เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 โดยมี 2 ประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

  • ด้านการปรับปรุงสถานะทางการคลัง ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 65% ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดานหนี้ที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 70% ของ GDP ประกอบกับแรงกดดันด้านรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้จากภาษีของไทยยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 17% ของ GDP เทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD อยู่ที่ 34% ดังนั้น OECD จึงเสนอแนะให้มีการปฏิรูปการคลังอย่างจริงจัง เช่น การขยายฐานภาษีและการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

  • ด้านการเพิ่มผลิตภาพการผลิต และปฏิรูปกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ การเติบโตของผลิตภาพแรงงานของไทยชะลอตัวลงอย่างน่าเป็นห่วง จากค่าเฉลี่ย 4.8% ต่อปี ในช่วงปี 2010-2015 และจะลดเหลือเพียง 2.1% ในช่วงปี 2015-2023 โดย OECD เสนอให้มีการปฏิรูปกฎระเบียบที่ยังไม่เอื้อต่อการแข่งขัน การลดข้อจำกัดด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกันระหว่างรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน เพื่อกระตุ้นให้เกิดพลวัตและการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจ

เรื่องเหล่านี้ล้วนไม่ใช่เรื่องใหม่ ซึ่งหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานดำเนินงานกันมาแล้วเป็นแรมปี อาทิ กระทรวงการคลังมีการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง และแผนปฏิรูปภาษีที่มีความพยายามจะปรับโครงสร้างภาษี และปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ในขณะที่ภาครัฐและภาคเอกชน ก็ได้มีความพยายามในการร่วมกันจัดทำแนวทางการปฏิรูปที่เรียกว่า “Regulatory Guillotine” เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบการประกอบธุรกิจให้ทันสมัยมาเป็นสิบปีแล้ว แต่ก็ตามที่รายงาน OECD บอกไว้ว่า “ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าไหร่ และไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาในเรื่องดังกล่าวมากกว่านี้

โดยเฉพาะการปฏิรูปทางด้านการคลัง จึงเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการในทันที เห็นได้จากสถานการณ์จัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย โดยกรมที่จัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้ามากที่สุดคือ กรมสรรพสามิต ที่จัดเก็บภาษีได้ 537,540 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายไปถึง 72,160 ล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้าไป 11.8% เนื่องจากภาษีรถยนต์และภาษียาสูบที่เก็บได้ต่ำกว่าที่ประมาณการณ์ไว้ ซึ่งปัจจัยหลักมาจากการส่งเสริมให้ใช้รถไฟฟ้า และการใช้ระบบโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบ 2 อัตรา ซึ่งปัญหาโครงสร้างภาษีบุหรี่นี้ คือ ตัวอย่างที่สำคัญว่าทำไมไทยถึงไปไม่ถึงไหนกับการแก้ไขปัญหาทางการคลังและด้านกฎระเบียบ โดยภาษีบุหรี่ที่ใช้กันมาตั้งแต่ปี 2560 มีการนำระบบโครงสร้างภาษีแบบ 2 อัตรามาใช้ เพื่อคุ้มครองบุหรี่ราคาถูกที่ผลิตในประเทศให้เสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าบุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศ จนทำให้บุหรี่ต่างประเทศต้องปรับราคาขายลงมา เพื่อให้เสียภาษีในอัตราที่ต่ำด้วย ทำให้บุหรี่ราคาถูกมีอยู่เต็มตลาด รวมทั้งบุหรี่เถื่อนที่ไหลทะลักเข้ามาตามแนวชายแดน ส่งผลทำให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีบุหรี่ได้น้อยลงตามมา ทั้งนี้ เนื่องจากผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่เคยสูบบุหรี่ราคาแพงหันมาสูบบุหรี่ราคาถูกแทน

หลังจากที่โครงสร้างภาษีบุหรี่ 2 อัตรามีผลบังคับใช้ กรมสรรพสามิตก็จัดเก็บภาษีบุหรี่ลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปประมาณ 69,559 ล้านบาท ถึงแม้จำนวนคนสูบบุหรี่จะลดลงไป 899,724 คน แต่ก็มีจำนวนคนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมา 889,363 คน และยังมีกลุ่มผู้บริโภคระดับล่างหันไปสูบยาเส้นมวนเอง ซึ่งมีราคาถูกกว่าบุหรี่สำเร็จรูป ทำให้มียอดเพิ่มขึ้นมาอีก 423,448 คน สรุปภาพรวมของจำนวนคนที่สูบบุหรี่แทบจะไม่ได้ลดลง แถมยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกด้วย ดังนั้น การปรับโครงสร้างภาษียาสูบจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องต้องดำเนินการ เพื่ออุดช่องโหว่ทางการคลัง และปรับปรุงกฎระเบียบการจัดเก็บภาษีให้มีความโปร่งใส และเป็นธรรม

ก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ได้เตรียมนำเสนอแผนการปรับโครงสร้างภาษียาสูบต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา โดยต้องการจะเปลี่ยนจากโครงสร้างแบบ 2 อัตรา ให้เป็นโครงสร้างแบบอัตราเดียว ปรากฏว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศยุบสภาเสียก่อน ทำให้เรื่องดังกล่าวต้องชะลอออกไป

ล่าสุด ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับไทยพับลิก้าว่า ได้ส่งเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่อัตราเดียว ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจวินิจฉัยว่า การดำเนินการดังกล่าวนี้จะขัดกับมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 หรือไม่ เนื่องจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 (1) ได้กำหนดการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งหลังประกาศยุบสภาว่า “ต้องไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงาน หรือ โครงการ หรือ มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป เว้นแต่ที่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี”

ดร.เอกนิติ ชี้แจงต่อว่า ถึงแม้การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ครั้งนี้ กรมสรรพสามิตนำเสนอเป็นกฎกระทรวง ถือเป็นกฎหมายลำดับรอง ไม่ได้ยกร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ สามารถดำเนินการได้เหมือนกับกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 อนุมัติหลักการให้กระทรวงการคลังออกกฎหมายลำดับรอง 4 ฉบับ ประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ และกฎกระทรวงอีก 2 ฉบับ เพื่อเก็บภาษีส่วนเพิ่มกับกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มาประกอบกิจการในประเทศไทย ตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศที่ได้ตกลงไว้กับ OECD ซึ่งจะทำให้กรมสรรพากรมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 12,000 ล้านบาท

“แต่อย่างไรก็ตาม การออกกฎกระทรวง เพื่อปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เหลืออัตราเดียวนั้นจะมีผลกระทบทั้งส่วนที่ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น และส่วนที่ทำให้รัฐมีรายได้ลดลง แต่โดยภาพรวมทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นก็ตาม ดังนั้น เพื่อความรอบครอบจึงสั่งให้กระทรวงการคลังทำเรื่องไปถามสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ครั้งนี้เข้าข่ายมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และสามารถดำเนินการได้หรือไม่” ดร.เอกนิติ กล่าว

การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ครั้งนี้ จึงถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ว่า ประเทศไทยมีความต้องการที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD โดยมีความมุ่งมั่นที่จะพิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอแนะต่าง ๆ ของ OECD อย่างจริงจังและเร่งด่วน โดยเฉพาะการปฏิรูปภาษี เพื่อเพิ่มรายได้สร้างความยั่งยืนทางการคลัง และปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่ล้าสมัย เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการค้า และลงทุน ตามที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แสดงวิสัยทัศน์เอาไว้ แต่ในช่วงรักษาการจะทำได้หรือเปล่า คงต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา…..

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...