‘เอกนิติ’ ส่งกฤษฎีกาวินิจฉัย “รื้อภาษีบุหรี่ รอบ 3” ทำได้?
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มาภาพ : www.mof.go.th/
‘เอกนิติ’ ส่งกฤษฎีกาวินิจฉัย “รื้อภาษีบุหรี่ รอบ 3” ชี้ภาพรวมเพิ่มรายได้เข้าคลัง แต่มีบางส่วนรายได้รัฐลด – เข้าข่ายห้ามอนุมัติงาน/โครงการที่มีผลผูกพัน ครม.ชุดต่อไป ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 (1) หรือไม่?
ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ได้เผยแพร่รายงาน “Economic Survey of Thailand 2025: Building the Foundations for Stronger Growth” เป็นรายงานฉบับแรกนับตั้งแต่ไทยได้รับสถานะประเทศผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม OECD อย่างเป็นทางการ โดยรายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2025 จะขยายตัวอยู่ที่ 2.0% ก่อนจะชะลอลงเหลือ 1.5% ในปี 2026 และกลับมาฟื้นตัวเป็น 2.6% ในปี 2027 ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญคือ หนี้ภาคเอกชนที่สูงถึง 160% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่น่ากังวล ทั้งนี้ OECD เสนอแนวทางปฏิรูป 4 ด้าน เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 โดยมี 2 ประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้
ด้านการปรับปรุงสถานะทางการคลัง ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 65% ของ GDP ซึ่งเข้าใกล้เพดานหนี้ที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 70% ของ GDP ประกอบกับแรงกดดันด้านรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้จากภาษีของไทยยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 17% ของ GDP เทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD อยู่ที่ 34% ดังนั้น OECD จึงเสนอแนะให้มีการปฏิรูปการคลังอย่างจริงจัง เช่น การขยายฐานภาษีและการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม
ด้านการเพิ่มผลิตภาพการผลิต และปฏิรูปกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ การเติบโตของผลิตภาพแรงงานของไทยชะลอตัวลงอย่างน่าเป็นห่วง จากค่าเฉลี่ย 4.8% ต่อปี ในช่วงปี 2010-2015 และจะลดเหลือเพียง 2.1% ในช่วงปี 2015-2023 โดย OECD เสนอให้มีการปฏิรูปกฎระเบียบที่ยังไม่เอื้อต่อการแข่งขัน การลดข้อจำกัดด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกันระหว่างรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน เพื่อกระตุ้นให้เกิดพลวัตและการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจ
เรื่องเหล่านี้ล้วนไม่ใช่เรื่องใหม่ ซึ่งหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานดำเนินงานกันมาแล้วเป็นแรมปี อาทิ กระทรวงการคลังมีการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง และแผนปฏิรูปภาษีที่มีความพยายามจะปรับโครงสร้างภาษี และปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ในขณะที่ภาครัฐและภาคเอกชน ก็ได้มีความพยายามในการร่วมกันจัดทำแนวทางการปฏิรูปที่เรียกว่า “Regulatory Guillotine” เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบการประกอบธุรกิจให้ทันสมัยมาเป็นสิบปีแล้ว แต่ก็ตามที่รายงาน OECD บอกไว้ว่า “ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าไหร่ และไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาในเรื่องดังกล่าวมากกว่านี้
โดยเฉพาะการปฏิรูปทางด้านการคลัง จึงเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการในทันที เห็นได้จากสถานการณ์จัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย โดยกรมที่จัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้ามากที่สุดคือ กรมสรรพสามิต ที่จัดเก็บภาษีได้ 537,540 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายไปถึง 72,160 ล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้าไป 11.8% เนื่องจากภาษีรถยนต์และภาษียาสูบที่เก็บได้ต่ำกว่าที่ประมาณการณ์ไว้ ซึ่งปัจจัยหลักมาจากการส่งเสริมให้ใช้รถไฟฟ้า และการใช้ระบบโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบ 2 อัตรา ซึ่งปัญหาโครงสร้างภาษีบุหรี่นี้ คือ ตัวอย่างที่สำคัญว่าทำไมไทยถึงไปไม่ถึงไหนกับการแก้ไขปัญหาทางการคลังและด้านกฎระเบียบ โดยภาษีบุหรี่ที่ใช้กันมาตั้งแต่ปี 2560 มีการนำระบบโครงสร้างภาษีแบบ 2 อัตรามาใช้ เพื่อคุ้มครองบุหรี่ราคาถูกที่ผลิตในประเทศให้เสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าบุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศ จนทำให้บุหรี่ต่างประเทศต้องปรับราคาขายลงมา เพื่อให้เสียภาษีในอัตราที่ต่ำด้วย ทำให้บุหรี่ราคาถูกมีอยู่เต็มตลาด รวมทั้งบุหรี่เถื่อนที่ไหลทะลักเข้ามาตามแนวชายแดน ส่งผลทำให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีบุหรี่ได้น้อยลงตามมา ทั้งนี้ เนื่องจากผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่เคยสูบบุหรี่ราคาแพงหันมาสูบบุหรี่ราคาถูกแทน
หลังจากที่โครงสร้างภาษีบุหรี่ 2 อัตรามีผลบังคับใช้ กรมสรรพสามิตก็จัดเก็บภาษีบุหรี่ลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปประมาณ 69,559 ล้านบาท ถึงแม้จำนวนคนสูบบุหรี่จะลดลงไป 899,724 คน แต่ก็มีจำนวนคนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมา 889,363 คน และยังมีกลุ่มผู้บริโภคระดับล่างหันไปสูบยาเส้นมวนเอง ซึ่งมีราคาถูกกว่าบุหรี่สำเร็จรูป ทำให้มียอดเพิ่มขึ้นมาอีก 423,448 คน สรุปภาพรวมของจำนวนคนที่สูบบุหรี่แทบจะไม่ได้ลดลง แถมยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกด้วย ดังนั้น การปรับโครงสร้างภาษียาสูบจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องต้องดำเนินการ เพื่ออุดช่องโหว่ทางการคลัง และปรับปรุงกฎระเบียบการจัดเก็บภาษีให้มีความโปร่งใส และเป็นธรรม
ก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ได้เตรียมนำเสนอแผนการปรับโครงสร้างภาษียาสูบต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา โดยต้องการจะเปลี่ยนจากโครงสร้างแบบ 2 อัตรา ให้เป็นโครงสร้างแบบอัตราเดียว ปรากฏว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศยุบสภาเสียก่อน ทำให้เรื่องดังกล่าวต้องชะลอออกไป
ล่าสุด ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับไทยพับลิก้าว่า ได้ส่งเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่อัตราเดียว ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจวินิจฉัยว่า การดำเนินการดังกล่าวนี้จะขัดกับมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 หรือไม่ เนื่องจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 (1) ได้กำหนดการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งหลังประกาศยุบสภาว่า “ต้องไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงาน หรือ โครงการ หรือ มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป เว้นแต่ที่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี”
ดร.เอกนิติ ชี้แจงต่อว่า ถึงแม้การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ครั้งนี้ กรมสรรพสามิตนำเสนอเป็นกฎกระทรวง ถือเป็นกฎหมายลำดับรอง ไม่ได้ยกร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ สามารถดำเนินการได้เหมือนกับกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 อนุมัติหลักการให้กระทรวงการคลังออกกฎหมายลำดับรอง 4 ฉบับ ประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ และกฎกระทรวงอีก 2 ฉบับ เพื่อเก็บภาษีส่วนเพิ่มกับกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติที่มาประกอบกิจการในประเทศไทย ตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศที่ได้ตกลงไว้กับ OECD ซึ่งจะทำให้กรมสรรพากรมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 12,000 ล้านบาท
“แต่อย่างไรก็ตาม การออกกฎกระทรวง เพื่อปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เหลืออัตราเดียวนั้นจะมีผลกระทบทั้งส่วนที่ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น และส่วนที่ทำให้รัฐมีรายได้ลดลง แต่โดยภาพรวมทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นก็ตาม ดังนั้น เพื่อความรอบครอบจึงสั่งให้กระทรวงการคลังทำเรื่องไปถามสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ครั้งนี้เข้าข่ายมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และสามารถดำเนินการได้หรือไม่” ดร.เอกนิติ กล่าว
การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ครั้งนี้ จึงถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ว่า ประเทศไทยมีความต้องการที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD โดยมีความมุ่งมั่นที่จะพิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอแนะต่าง ๆ ของ OECD อย่างจริงจังและเร่งด่วน โดยเฉพาะการปฏิรูปภาษี เพื่อเพิ่มรายได้สร้างความยั่งยืนทางการคลัง และปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่ล้าสมัย เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการค้า และลงทุน ตามที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แสดงวิสัยทัศน์เอาไว้ แต่ในช่วงรักษาการจะทำได้หรือเปล่า คงต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา…..
‘เอกนิติ’ พับแผนปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ “อัตราเดียว” ชี้อาจขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 (1)
เปิดกระเป๋ารัฐบาล (ใหม่) กับนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ทำได้จริง?
รื้อโครงสร้างภาษี (1) : ปี’70 เพิ่มรายได้เข้าคลัง 2.63 แสนล้านบาท
รัฐ “ถังแตก” จริงไหม? (2) : ยื่นภาษี 11.88 ล้านคน กลุ่มไหนใช้สิทธิหักลดหย่อน 1.45 แสนล้าน/ปี
‘เอกนิติ’ เล่าเรื่อง 2 เดือน 24 วัน Quick Big Win “กระตุ้นสั้น-ได้ผลยาว-กระจายตัว”
รื้อโครงสร้างภาษีรอบที่ 3 ยาสูบ หวั่น ‘บุหรี่เถื่อน – ไฟฟ้า’ ทะลัก
‘เผ่าภูมิ’ สั่งสรรพสามิตรื้อโครงสร้างภาษี “รถอีวี – น้ำมัน – สุขภาพ – แบตเตอรี่ – บุหรี่”
วิกฤติอุตสาหกรรมยาสูบ (1) : 7 ปี รื้อภาษีบุหรี่ โรงงานยาสูบฟุบ