โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อสังหาฯ ทรุดต่ำสุดรอบ 7 ปี เตือนบ้านหรู-คอนโดล้นสต็อก แนะเจาะ "กลุ่มเฉพาะ" ทางรอดเดียว

NATIONTV

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงปี 2568-2569 กำลังก้าวเข้าสู่บททดสอบสำคัญที่สุดในรอบทศวรรษ โดย ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ ประเมินว่าตลาดยังอยู่ในช่วง "ปรับฐาน" (Correction Phase) อย่างชัดเจน และแนวโน้มการฟื้นตัวจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าภาวะชะลอตัวจะยืดเยื้ออีก 2-3 ปี เนื่องจากยอดขายในปัจจุบันยังห่างไกลจากระดับก่อนโควิด (ปี 2562) ที่เคยสูงถึง 120,000 ยูนิตต่อปีในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

สถิติที่น่าตกใจคือยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ราว 3 แสนหน่วย ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปี และลดลงจากระดับปกติที่เคยอยู่ปีละประมาณ 4 แสนหน่วย ขณะที่การเปิดตัวโครงการใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลลดลงอย่างมีนัยสำคัญกว่า 33% หรือหายไปราว 20,000 หน่วยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

เจาะเซกเมนต์ "บ้านเดี่ยวหรู-คอนโด" สัญญาณเตือนอุปทานล้นตลาด

ข้อมูลเจาะลึกรายเซกเมนต์ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือ "บ้านเดี่ยวราคาสูง 25-50 ล้านบาท" ที่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมามีการเปิดตัวมากเกินไป จนปัจจุบันมียูนิตเหลือขายสะสมสูงถึง 3,000 หน่วย ซึ่งหากดูจากอัตราการดูดซับในปัจจุบัน อาจต้องใช้เวลานานถึง 5-6 ปีในการระบายสต็อกเหล่านี้ นอกจากนี้ ปัญหาเศรษฐกิจที่ลามสู่ภาคส่งออกและธุรกิจอุตสาหกรรม ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอีกด้วย

ในส่วนของ "คอนโดมิเนียม" พบว่ามียอดขายหดตัวแรงที่สุดถึง 28% สะท้อนถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อรายได้และอำนาจซื้อของผู้บริโภคระดับกลาง-ล่างอย่างรุนแรง ขณะที่กลุ่ม "ทาวน์เฮ้าส์ราคา 2-5 ล้านบาท" ยังคงเป็นกลุ่มที่มีสต็อกคงค้างหนาแน่นที่สุดถึง 115,000 หน่วย หรือคิดเป็น 57% ของยูนิตเหลือขายทั้งหมด ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิด "สงครามราคา" (Price War) ในอนาคตอันใกล้

ตลาดต่างชาติและโอกาสในทำเล "ศักยภาพเฉพาะ"

สำหรับตลาดต่างชาติภาพรวมพบว่ามียอดโอนกรรมสิทธิ์ลดลงราว 4% โดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่อย่างชลบุรีและเชียงใหม่ที่ลดลงถึง 15-28% อย่างไรก็ตาม "กรุงเทพฯ" และ "ประจวบคีรีขันธ์" กลับมียอดโอนเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าดีมานด์ต่างชาติยังคงเลือกทำเลศูนย์กลางเศรษฐกิจและเมืองพักผ่อนระดับพรีเมียม

ทำเลที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นโอกาสในการเติบโตท่ามกลางวิกฤต คือพื้นที่ที่ได้รับอานิสงส์จากโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้, สีชมพู และสีส้ม รวมถึงจังหวัดที่ความต้องการอยู่อาศัยจริง (Real Demand) ยังแข็งแกร่งอย่าง "ภูเก็ต" ซึ่งมียอดโอนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากกลุ่มที่ซื้อแบบเช่าระยะยาว (Leasehold) และกลุ่มครอบครัวที่ต้องการอยู่อาศัยใกล้โรงเรียนนานาชาติ

ทิศทางสินเชื่อและกลยุทธ์ทางรอด: "Demand เฉพาะ" คือคำตอบ

ในด้านการเงิน สถาบันวิจัยวิเคราะห์ว่าวงเงินสินเชื่อโครงการใหม่ในปี 2568-2569 มีแนวโน้มลดลงราว 20% เนื่องจากสถาบันการเงินเน้นการปล่อยสินเชื่อที่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและระมัดระวังมากขึ้น โดยจะให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ยาวนานและทำเลที่มีศักยภาพจริง

ทางรอดสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในยุคนี้คือ

  • คัดเลือกทำเลและเจาะ "Demand เฉพาะ": เน้นทำเลที่ใกล้แหล่งงานขนาดใหญ่, โรงเรียน, หรือศูนย์การค้า เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการจริง

  • ลดขนาดโครงการ: เพื่อบริหารความเสี่ยงและควบคุมงบประมาณในการก่อสร้าง

  • ปรับตัวสู่มาตรฐาน Green & Sustainable Living: การเลือกใช้วัสดุคาร์บอนต่ำ การออกแบบ Passive Design เพื่อประหยัดพลังงาน และการติดตั้งเทคโนโลยี Smart Living จะกลายเป็น "อาวุธสำคัญ" ในการแข่งขันและตอบโจทย์กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต

-----

ขอบคุณข้อมูลจาก : ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...