โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

จับกระแส ‘อาเซียน-จีน-ยุโรป’ ‘ทรัมป์’ แก้เกม-รีดภาษีใหม่ 15%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ตัดสินให้ภาษีที่โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เรียกเก็บกับทุกประเทศในลักษณะเหมาเข่งนั้นผิดกฎหมาย อำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ หรือ International Emergency Economic Powers Act : IEEPA 1997

ภาษีที่เป็นโมฆะครอบคลุมภาษีที่ผิดกฎหมายตามคำตัดสินเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ ได้แก่

1.ภาษีอัตราฐานขั้นต่ำ 10% รวมถึงภาษีต่างตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ตั้งแต่ 10-41% สำหรับสินค้าจากประเทศที่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ
และ 2.ภาษีเพิ่มเติมสำหรับสินค้านำเข้าบางรายการจากเม็กซิโก จีน และแคนาดา เนื่องจากวิกฤตยาเฟนทานิลในสหรัฐ หรือที่เรียกสั้น ๆ “ภาษีเฟนทานิล”

แก้เกมใช้ พ.ร.บ.การค้าเก็บ 15%

เมื่อมีคำตัดสินออกมา แต่ทรัมป์ไม่ยอมแพ้ นอกจากออกมาสวดยับศาลสูงสหรัฐ ยังแก้เกมด้วยการลงนามในคำสั่งบริหารเรียกเก็บภาษี 10 % มีผลวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ และเพิ่มเป็น 15% แต่ยังไม่ระบุวันที่บังคับใช้ ขณะนี้ทางการสหรัฐกำลังดำเนินการปรับปรุงอัตราภาษีตามที่ผู้นำประกาศไว้

โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 ในมาตรา 122 ที่อนุญาตประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีได้สูงสุด 15% โดยไม่ต้องผ่านรัฐสภาก่อน จำกัดเวลาสูงสุด 150 วัน หากต้องการขยายเวลา รัฐบาลต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

นอกจากนี้ยังคงภาษีที่มีอยู่เดิมภายใต้มาตรา 301 และ 232 และสั่งให้ผู้แทนการค้าสหรัฐเริ่มการสอบสวนใหม่ภายใต้มาตรา 301 ในกรอบเวลาที่รวดเร็วขึ้น จะครอบคลุมคู่ค้าสำคัญส่วนใหญ่ และจะแก้ไขประเด็นที่น่าเป็นห่วง เช่น กำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม การใช้แรงงานบังคับ การกำหนดราคายา การเลือกปฏิบัติกับบริษัทเทคโนโลยี และสินค้าและบริการดิจิทัลของสหรัฐ ภาษีบริการดิจิทัล มลพิษทางทะเล และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการค้าอาหารทะเล ข้าว และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ

ทรัมป์เจอช่องใช้อำนาจอื่น

สหรัฐระบุอย่างชัดเจนว่า การพ่ายแพ้คดีเรื่องภาษีนำเข้าจะไม่ทำให้ข้อตกลงที่เจรจาไว้กับคู่ค้าต้องล้มเลิกไปแต่อย่างใด ขณะที่คู่ค้าสำคัญมีแนวโน้มพอใจข้อตกลงเดิมและขอให้สหรัฐยึดมั่นในสิ่งที่ตกลงกันไว้แล้ว บางส่วนรอความชัดเจนทางนโยบายของสหรัฐเพื่อประเมินสถานการณ์

สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า ผู้นำสหรัฐอาจพลิกเกมใหม่ เพราะส่งสัญญาณเก็บค่าธรรมเนียมจากใบอนุญาต โดยทรัมป์ระบุว่า ถ้าเก็บ “ภาษี” ไม่ได้ แต่สามารถเก็บ “ค่าธรรมเนียม” จาก “ใบอนุญาต” ได้ ซึ่งแม้จะไม่พอใจกับคำตัดสิน แต่ผลกลับ “เปิดช่อง” ให้ใช้อำนาจอื่นได้มากขึ้น

โดยเฉพาะการใช้ระบบ “ใบอนุญาต” (Licenses) เป็นเครื่องมือกดดันประเทศคู่ค้า พร้อมย้ำว่าศาลยังคงอนุมัติการใช้มาตรการภาษีรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้อย่างแข็งกร้าวและมีความชอบธรรมทางกฎหมายมากกว่าเดิม

ประธานาธิบดีทรัมป์ยังขู่อีกว่า ประเทศใดที่ต้องการจะ “เล่นเกม” อันเนื่องมาจากคำตัดสินของศาล เขาจะขึ้นภาษีอัตราสูงกว่าที่ตกลงกันไว้เดิม

ชี้แจงคู่ค้าภาษีใหม่เท่าเดิม

สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจาการค้า กล่าวว่า สหรัฐกำลังติดต่อกับคู่ค้าต่างประเทศและพวกเขาก็พอใจกับข้อตกลงภาษีนำเข้า ดังนั้น ข้อตกลงจะไม่เปลี่ยนแปลง

ด้าน เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (ตำแหน่งเทียบเท่ารัฐมนตรี) กล่าวว่า ข้อตกลงเหล่านั้นยังคงมีผลบังคับใช้ และรัฐบาลจะยืนหยัดในข้อตกลงนั้น โดยคาดหวังว่าคู่ค้าจะทำเช่นเดียวกัน ยังแนะนำอีกว่า เครื่องมือทางการค้าอื่น ๆ ของสหรัฐ รวมถึงการตรวจสอบแนวทางการค้าต่อประเทศอื่น ๆ จะทำให้สหรัฐมีอำนาจต่อรองมากขึ้น

“ผมบอกพวกเขามาเป็นปีแล้วว่า ไม่ว่าเราจะชนะหรือแพ้ เราก็จะต้องเก็บภาษีต่อไป นโยบายของประธานาธิบดีจะยังคงดำเนินต่อไป”

กรีเออร์กล่าวและว่า คู่ค้าสหรัฐไม่ควรคาดหวังว่าจะได้รับการผ่อนปรนภาษีนำเข้าจากคำตัดสินของศาล เนื่องจากภาษีนำเข้า 15% ที่ทรัมป์ประกาศนั้น เทียบเท่ากับภาษีที่เราเคยใช้

อาเซียนหายใจได้โล่งขึ้น

คำตัดสินของศาลเกิดขึ้นในขณะที่อินโดนีเซียเตรียมดำเนินการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ทำกับทรัมป์ เพียงวันเดียวก่อนการตัดสินของศาล

แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต หัวหน้าผู้เจรจาของอินโดนีเซียเกี่ยวกับภาษีศุลกากรของสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลได้ขอให้สหรัฐคงไว้ซึ่งการยกเว้นภาษีศุลกากรที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ สำหรับสินค้าส่งออกของอินโดนีเซียหลายรายการ เช่น น้ำมันปาล์ม กาแฟ และโกโก้

ทั้งนี้ อินโดนีเซีย ลงนามในข้อตกลงทางการค้าที่ลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเหลือ 19% จากเดิม 32% ไปเมื่อ 19 กุมภาพันธ์ ก่อนการตัดสินของศาล 1 วัน

เวียดนาม นักวิเคราะห์กล่าวว่า แม้ว่าการลดภาษีนำเข้าชั่วคราวจะไม่เปลี่ยนแปลงความได้เปรียบในการแข่งขันเชิงโครงสร้างของเวียดนาม แต่ก็อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านต้นทุนในระยะสั้นสำหรับผู้ส่งออก และกระตุ้นยอดขาย เนื่องจากผู้นำเข้าเร่งการสั่งซื้อล่วงหน้าก่อนการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่อาจเกิดขึ้น

แต่เวียดนามยังคงมีความเสี่ยงสูงต่อภัยคุกคามจากภาษีนำเข้า เนื่องจากแม้ว่าสหรัฐจะขึ้นภาษีนำเข้าในปี 2568 แต่เวียดนามยังคงมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐอยู่ที่ราว 4.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.2% จากดุลการค้าเกินดุลของปีที่แล้ว

แอนดรูว์ ซาน หัวหน้าฝ่ายวิจัยหุ้นของ Macquarie กล่าวว่า คำตัดสินของศาลส่งผลกระทบต่อการนำเข้าล่วงหน้าของมาเลเซีย อาจกระตุ้นให้ผู้นำเข้าชาวอเมริกันเร่งนำเข้าสินค้าอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้นให้ผู้ส่งออกของมาเลเซีย

ทั้งนี้ อัตราภาษี 19% ที่รอการอนุมัติภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน ซึ่งได้ลงนามแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการให้สัตยาบันเช่นเดียวกับอินโดนีเซีย

ไทยได้อานิสงส์-สหรัฐเร่งนำเข้า

บทความของ ปีเตอร์ แจนส์เซน จาก The Business Times ระบุว่า สำหรับไทยเป็นเกมแห่งการรอคอย ซึ่งแหล่งข่าวจากรัฐบาลไทยระบุว่า ผู้แทนการค้าสหรัฐได้ยื่นคำขอไปแล้ว 80 ข้อ เหลืออีก 17 ข้อ และเตือนว่าหากไม่สามารถตกลงกันได้ครบ อาจทำให้ไทยเผชิญกับมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นจากสหรัฐ รวมถึงมาตรา 301

ด้านผู้สังเกตการณ์รายหนึ่งกล่าวว่า ผู้นำเข้าของสหรัฐมีแนวโน้มที่จะเร่งสั่งซื้อสินค้าไทยในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

อีกทั้งตั้งข้อสังเกตว่า การส่งออกที่แข็งแกร่งของไทย และดุลการค้าเกินดุลจำนวนมากกับสหรัฐ อาจทำให้การเจรจาซับซ้อนขึ้น ประกอบกับรัฐบาลใหม่ไม่น่าจะสามารถทำงานได้ก่อนเดือนมิถุนายน 2569 แม้ว่าการเจรจาจะดำเนินต่อไปภายใต้รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าจะดำรงตำแหน่งต่อไปภายใต้รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย

ท่าทีจีน-เกาหลีใต้-ยุโรปต่อภาษีทรัมป์

สำหรับจีน สหรัฐไม่ได้ใช้กฎหมาย IEEPA จัดการการค้าที่ไม่เป็นธรรม แต่ใช้เครื่องมืออื่น ๆ เช่น มาตรา 301 ของพระราชบัญญัติการค้า 1974 ในการเรียกเก็บภาษีจากจีนตั้งแต่สมัยทรัมป์ 1.0 ขณะนี้สหรัฐยังคงเก็บภาษีเฉลี่ย 40% กับจีน โดยไม่ได้ใช้กฎหมาย IEEPA

ทรัมป์จะพบกับผู้นำจีนระหว่างการเยือนที่จะเริ่มในวันที่ 31 มีนาคม-2 เมษายนนี้ ซึ่งคำพิพากษาศาลทำให้ผู้นำสหรัฐมีอำนาจต่อรองลดลงในการเจรจากับจีน ท่ามกลางการจับตาว่า สัญญาสงบศึกการค้า 1 ปี จะได้รับการต่ออายุออกไปหรือไม่

“เรายังสังเกตเห็นว่า ฝ่ายสหรัฐกำลังเตรียมมาตรการทางเลือกอื่น ๆ เช่น การสอบสวนทางการค้า เพื่อพยายามคงมาตรการภาษีต่อคู่ค้าไว้ จีนจะติดตามความเคลื่อนไหวเหล่านี้อย่างใกล้ชิดและปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอย่างมั่นคง” โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวในแถลงการณ์ครั้งแรกหลังคำตัดสินของศาล

เกาหลีใต้กล่าวว่า คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐที่ยกเลิกภาษีที่เรียกเก็บภายใต้อำนาจฉุกเฉินของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่ส่งผลกระทบต่อข้อตกลงทางการค้าโดยรวมกับสหรัฐ ซึ่งเกาหลีใต้ได้ลงนามในกรอบข้อตกลงเมื่อปลายปี 2025

“แม้ว่าคำตัดสินจะเพิ่มความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการส่งออกไปยังสหรัฐ แต่กรอบโดยรวมของเงื่อนไขการส่งออกที่ได้รับการรับรองภายใต้ข้อตกลงภาษีระหว่างเกาหลีและสหรัฐจะยังคงอยู่” คิม จองกวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม การค้าและทรัพยากรกล่าว อีกทั้งแหล่งข่าวในกระทรวงฯระบุว่า เกาหลีใต้ยังคงรักษาเงื่อนไขส่วนใหญ่ในข้อตกลงกับสหรัฐรวมถึงการลงทุนในสหรัฐมูลค่าราว 10 ล้านล้านบาท

สหภาพยุโรป (อียู) คณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร ต้องการความชัดเจนอย่างเต็มที่เกี่ยวกับขั้นตอนต่อไปในนโยบายการค้าของรัฐบาลทรัมป์ แถลงการณ์อียูระบุว่า ข้อตกลงก็คือข้อตกลง และคาดหวังว่าสหรัฐจะปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงทางการค้าที่ลงนามในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว

ขณะที่หัวหน้าฝ่ายการค้าของรัฐสภายุโรป ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ วางแผนที่จะเสนอให้ระงับการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ จนกว่ารัฐบาลทรัมป์จะชี้แจงนโยบายให้ชัดเจนแก่ประชาคมโลก

แม้เหมือนจะเพลี่ยงพล้ำ แต่ “โดนัลด์ ทรัมป์” แก้เกมได้รวดเร็ว และพลอยทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกโดนเขย่าอีกครั้ง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับกระแส ‘อาเซียน-จีน-ยุโรป’ ‘ทรัมป์’ แก้เกม-รีดภาษีใหม่ 15%

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...