“ภูมิใจไทย” จาก "พรรคตัวประกอบ" สู่ "มหาอำนาจทางการเมือง”
">
หากย้อนเวลากลับไปเมื่อช่วงปลายปี 2551 ในวันที่กลุ่ม "เพื่อนเนวิน" แยกตัวออกมาจาก “เครือข่ายทักษิณ ชินวัตร” พร้อมวาทกรรมประวัติศาสตร์ "มันจบแล้วครับนาย"
ในช่วงเวลานั้น หลายคนมองว่า กลุ่มการเมืองนี้เป็นเพียง "พรรคเฉพาะกิจ" หรือ "พรรคนั่งร้าน" ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อต่อรองผลประโยชน์ระยะสั้นและคงจะสลายตัวไปตามกาลเวลา
แต่ปัจจุบัน “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ที่ต่อมาคือ "พรรคภูมิใจไทย" กลับเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนได้เป็นแกนนำจัดรัฐบาลช่วงปลายปี 2568 ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งปี 2569 ที่ได้เปลี่ยนสถานะจาก “พรรคตัวแปร” กลายเป็นพรรค “ตัวเต็ง” ในวันนี้
1. “ภูมิใจไทย” ในบทบาท "พรรคตัวแปร"
รากฐานความสำเร็จของพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เกิดจากอุดมการณ์ที่สวยหรู แต่เกิดจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่อง "อำนาจและความเป็นจริง" หรือถ้าเรียกให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ “ผลประโยชน์” นั่นเอง
ในการเลือกตั้งปี 2562 และปี 2566 ภูมิใจไทยวางตำแหน่งตัวเองเป็น “พรรคตัวแปรสำคัญ” ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยใช้จำนวน สส. ในมือเป็นอำนาจต่อรอง ทำให้ไม่ว่าขั้วไหนชนะเลือกตั้ง ภูมิใจไทยก็จะมีที่ยืนในรัฐบาล และต้องได้กระทรวงเกรดเอเสมอ
การยึดครองกระทรวงหลักอย่าง คมนาคม, สาธารณสุข และมหาดไทย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางหมากเพื่อเข้าถึงทรัพยากร งบประมาณ และกลไกราชการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างบารมีทางการเมือง
2. ระบบบริหารจัดการ สิ่งที่เรียนรู้จาก ทักษิณ ชินวัตร
สิ่งที่ทำให้ภูมิใจไทยแตกต่างจากพรรคการเมืองดั้งเดิม คือระบบการบริหารจัดการที่คล้ายคลึงกับ "บริษัทเอกชน" โดยมี เนวิน ชิดชอบ เปรียบเสมือน "ประธานบอร์ด" ผู้กำหนดวิสัยทัศน์ และ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็น CEO ที่มีบุคลิกประนีประนอม เข้าได้กับทุกฝ่าย
มีการดูแลสมาชิกพรรคอย่างเป็นระบบ มีการวัดผลงาน (KPI) ที่ชัดเจน และใช้วิธีต่อยอดความสำเร็จ ด้วยการดึง “กลุ่มบ้านใหญ่" หรือตระกูลการเมืองที่มีฐานเสียงแน่นหนาอยู่แล้วเข้ามาร่วมทีม ทำให้พรรคสามารถการันตีจำนวน ส.ส. เขต ได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ
3. บุรีรัมย์โมเดล สิ่งที่เรียนรู้จาก บรรหาร ศิลปอาชา
ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นสู้กันด้วยวาทกรรม “ประชาธิปไตย VS เผด็จการ” ภูมิใจไทยเลือกที่จะสร้าง "โมเดลความสำเร็จ" ที่จับต้องได้ ภายใต้การกำหนดเกมของ “เนวิน ชิดชอบ” ผู้นำจิตวิญญาณตัวจริงของพรรค
"บุรีรัมย์โมเดล" คือโรดแมปสำคัญที่เปลี่ยนเมืองทางผ่าน ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวและกีฬา โดยใช้ฟุตบอลและสนามแข่งรถเป็นเครื่องมือสร้างความภูมิใจในท้องถิ่น ที่พิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า "การเมืองกินได้" และ "ผู้มีอิทธิพล" สามารถเปลี่ยนเป็น "ผู้นำการพัฒนา" ได้จริง ทำให้ฐานเสียงในพื้นที่แข็งแกร่งจนยากที่ใครจะเจาะเข้า และกลายเป็นโมเดลความสำเร็จ ที่หลายพรรคการเมืองพยายามจะเจริญรอยตาม
4. ยุทธศาสตร์ "ป่าล้อมเมือง" และการยึดกุม "มหาดไทย"
ผลการเลือกตั้งปี 2566 เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของยุทธศาสตร์ “ป่าล้อมเมือง” ของพรรคภูมิใจไทย แม้พรรคก้าวไกล (พรรคประชาชน) จะชนะขาดลอยในเขตเมืองและหัวเมืองใหญ่ด้วยกระแสคนรุ่นใหม่ แต่ในพื้นที่ชนบทและต่างจังหวัด พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่ง สส. เขต มาได้ถึง 68 ที่นั่ง
โดยกุญแจสำคัญคือ "บ้านใหญ่" เพราะภูมิใจไทยเข้าใจดีว่าในระดับรากหญ้า ความสัมพันธ์ส่วนตัวและการพึ่งพาอาศัยกัน ยังคงทรงพลังกว่านโยบายระดับชาติ
การได้ครองกระทรวงมหาดไทยหลังการเลือกตั้งปี 2566 ในรัฐบาลเพื่อไทย และปลายปี 2568 ในรัฐบาลภูมิใจไทย ยิ่งเป็นการติดปีกให้เครือข่ายนี้ขยายรากแก้วลงลึกไปสู่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อบจ. ทั่วประเทศ
5. สว.น้ำเงิน ?
การที่กลุ่มบุคคลซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายภูมิใจไทยได้รับเลือกเป็น สว. จำนวนมาก จนเป็นที่มาของข้อสงสัย “สว.น้ำเงิน ?” ได้สร้างอำนาจต่อรองให้กับภูมิใจไทยอย่างมหาศาล
แม้ตอนนี้ สว. ไม่มีอำนาจโหวตเลือกนายกฯ แล้ว (ตามบทเฉพาะกาล) แต่ก็ยังมีอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ (กกต., ป.ป.ช., ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ) ซึ่งเป็นกลไกชี้เป็นชี้ตายทางการเมือง รวมถึงอำนาจในการพิจารณากฎหมาย และที่สำคัญ อำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ต้องใช้เสียง 1 ใน 3 ของ สว.
จากพรรคตัวประกอบที่เคยถูกมองข้าม
ได้เติบโตอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็น
“พรรคการเมืองระดับมหาอำนาจ”
ซึ่งในวันนี้ภูมิใจไทยได้พิสูจน์แล้วว่า
การเมืองไม่ได้มีแค่ "สีแดง" กับ "สีส้ม"
แต่ยังมี "สีน้ำเงิน" อีกด้วย
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
#ภูมิใจไทย #สีน้ำเงิน #เนวิน #อนุทิน #บ้านใหญ่ #มหาดไทย #เลือกตั้ง2569 #สมการการเมือง #พรรคตัวเต็ง