กดดันต่อ! จีนห้ามส่งออก'สินค้าที่ใช้ได้ 2 ทาง'ให้ 20 บ.ญี่ปุ่น อ้างสกัดโตเกียวเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพ-พัฒนาด้าน‘นุก’
กระทรวงพาณิชย์ของจีนประกาศในวันอังคาร (24 ก.พ.) สั่งห้ามการส่งออกสินค้าที่ใช้ประโยชน์ได้ 2 ทาง (dual use items) นั่นคือใช้ได้ทั้งในกิจการพลเรือนและในกิจการทางทหาร ไปให้แก่บริษัทญี่ปุ่น 20 แห่ง ที่ทางการจีนระบุว่าเป็นผู้จัดหาสินค้าให้กับกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น ซึ่งก็คือกองทัพของแดนอาทิตย์อุทัย ถือว่าเป็นการบานปลายระลอกล่าสุดของการพิพาทระหว่างปักกิ่งกับโตเกียว สืบเนื่องจากคำพูดเรื่องไต้หวันของนายกฯหญิงญี่ปุ่น
จีนกำลังใช้อิทธิพลของตนที่มีเหนือห่วงโซ่อุปทานต่างๆ เพื่อเพิ่มแรงกดดันโตเกียว แม้กระทั่งหลังจากนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ สามารถคว้าชนะอย่างขาดลอยในเลือกตั้งสมาชิกสภาล่างของแดนอาทิตย์อุทัยซึ่งจัดขึ้นตอนต้นเดือนนี้ ทั้งนี้ผู้นำหญิงผู้นี้เป็นผู้สร้างความโกรธเคืองให้ปักกิ่งจากคำพูดของเธอเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ในเรื่องที่ว่าญี่ปุ่นจะเข้าปกป้องไต้หวัน หากถูกจีนรุกราน
กระทรวงแห่งนี้ระบุว่า มาตรการนี้พุ่งเป้ามุ่งไปที่พวกหน่วยงานของกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น เช่น แผนกต่อเรือ และแผนกเครื่องยนต์อากาศยาน ของบริษัทมิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสตรีส์
จากประกาศคราวนี้หมายความว่า บริษัทเหล่านี้ถูกตัดขาดไม่ให้ได้รับแร่แรร์เอิร์ธ 7 ชนิดรวมทั้งวัสดุที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแร่ธาตุทรงความสำคัญยิ่งยวดอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกขึ้นบัญชีควบคุมสินค้าที่สามารถใช้ได้ 2 ทางของทางการจีน โดยส่วนหนึ่งของแร่แรร์เอิร์ธที่ห้ามส่งออกไปยังบริษัทเหล่านี้ ได้แก่ ดิสโพรเซียม, อิตเทรียม, และ ซาแมเรียม ซึ่งแม้จะถูกนำไปใช้เพียงจำนวนเล็กน้อย แต่ก็มีบทบาทสำคัญยิ่งในผลิตภัณฑ์หลากหลายตั้งแต่รถยนต์, เครื่องบิน, อาวุธยุทโธปกรณ์, และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค
ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าต้องใช้เวลานานเท่าใดกว่าที่บริษัทญี่ปุ่นเหล่านี้จะเกิดการขาดแคลนจนกลายเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมา โดยที่พวกบริษัทญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องการบริหารจัดการคลังเก็บแรร์เอิร์ธให้พอเพียงแก่การใช้งาน และคาดกันว่ายังน่าจะมีใช้ได้ไปอย่างน้อยจนถึงเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นวันเวลาสุดท้ายที่สามารถหาข้อมูลการส่งออกให้ตรวจสอบคาดการณ์ได้ เท่าที่ผ่านมาจีนมักจัดส่งสินค้าเหล่านี้เป็นปริมาณมากไปให้แดนอาทิตย์อุทัยเป็นประจำ
ในบัญชีสินค้าควบคุมการส่งออกของจีนนั้น ครอบคลุมสินค้าและเทคโนโลยีที่สามารถใช้ได้ 2 ทางราวๆ 1,100 รายการ และพวกบริษัทผู้ผลิตทางอุตสาหกรรมจะต้องได้รับใบอนุญาตก่อนจึงจะสามารถขนส่งไปยังต่างประเทศได้ ไม่ว่าผู้ใช้ปลายทางจะอยู่ที่ไหนก็ตามที
สำหรับปฏิกิริยาของทางการแดนอาทิตย์อุทัย เคอิ ซาโต รองเลขาธิกาคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่น กล่าวในการแถลงข่าววันอังคารว่า มาตรการที่จีนประกาศในวันนี้ เป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิงและเป็นเรื่องที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง” ทางรัฐบาลญี่ปุ่นขอเรียกร้องให้ฝ่ายจีนยกเลิกประกาศนี้
ยุทธศาสตร์ด้านกลาโหมฉบับใหม่
ประกาศของกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า ข้อจำกัดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อยับยั้ง "การกลับมาสั่งสมกำลังทางทหารอีกครั้ง" และความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น พร้อมชี้ว่า องค์กรและบุคคลในต่างประเทศก็ถูกห้ามไม่ให้ถ่ายโอนสินค้าที่ใช้ประโยชน์ได้ 2 ทางที่มีต้นกำเนิดจากจีน ไปยังบริษัทที่ระบุเหล่านี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม บริษัทต่างๆ ยังสามารถยื่นคำร้องขออนุญาตขายสินค้าให้กับบริษัทที่ระบุไว้ได้ภายใต้ "สถานการณ์พิเศษ" ที่จำเป็นจะต้องมีการส่งออก
จีนยืนยันว่า บริษัทที่ดำเนินงาน "ด้วยความสุจริต" ไม่มีเหตุผลที่จะต้องกังวล และมาตรการที่ประกาศจะไม่ส่งผลกระทบต่อการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและการค้าตามปกติระหว่างสองประเทศ
อย่างไรก็ตาม ทางด้าน เรียว ซาฮาขิ อาจารย์ของมหาวิทยาลัยโตเกียว ให้ความเห็นว่า “คุณสามารถพูดได้ว่านี่คือการทัดทานคัดค้านความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ และคัดค้านความพยายามเพิ่มเติมทางด้านกลาโหมของญี่ปุ่น”
ทั้งนี้ นายกฯทาคาอิจิ เป็นผู้ที่ให้สัญญาว่าจะทบทวนเปลี่ยนแปลงเอกสารแกนกลางด้านความมั่นคง 3 ฉบับของญี่ปุ่น เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ด้านกลาโหมฉบับใหม่ของแดนอาทิตย์อุทัยออกมา รวมทั้งดำเนินการเร่งรัดกระบวนการทบทวนกฎระเบียบการส่งออกสินค้าทางทหาร เพื่อขยายยอดขายอาวุธในต่างแดน และเพิ่มความเข้มแข็งให้พวกบริษัทด้านกลาโหม
เธอยังเร่งรัดการสั่งสมแสนยานุภาพทางทหารซึ่งญี่ปุ่นได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2023 โดยที่จะมีการตั้งงบประมาณกลาโหมขึ้นอีกเท่าตัวไปสู่ระดับเท่ากับ 2% ของจีดีพีภายในสิ้นปีงบประมาณปัจจุบันซึ่งก็คือสิ้นเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งจะทำให้ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีรายจ่ายด้านกลาโหมสูงที่สุดของโลก ถึงแม้ยังคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นรัฐธรรมนูญนิยมสันติภาพอยู่
นอกจากขึ้นบัญชี 20 บริษัทที่ต้องห้ามการส่งออกสินค้าใช้ได้ 2 ทางแล้ว กระทรวงพาณิชย์จีน ยังได้เพิ่มบริษัทญี่ปุ่นอีก 20 แห่ง ซึ่งรวมไปถึง ซูบารุ คอร์ป, อิโตชู เอวิเอชั่น, และมิตซูบิชิ แมตทีเรียลส์ คอร์ป เข้าไปในรายชื่อเฝ้าระวัง โดยระบุว่าเนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบผู้ใช้ปลายทาง หรือการใช้งานปลายทางของสินค้าที่ใช้ประโยชน์ได้ 2 ทางของบริษัทเหล่านั้นได้
ภายใต้การตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น บริษัทที่จะส่งออกสินค้าไปยัง 20 บริษัทเหล่านี้จะต้องยื่นขอใบอนุญาตส่งออกสินค้าที่ใช้ประโยชน์ได้สองทางเป็น "รายชิ้น" และต้องให้คำมั่นเป็นลายลักษณ์อักษรว่า สินค้าเหล่านั้นจะไม่ส่งเสริมขีดความสามารถทางทหารของญี่ปุ่น
รอยเตอร์ได้สอบถามไปยังบางบริษัทญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบ ทว่ายังไม่มีความเห็นใดๆ ออกมาเกี่ยวกับมาตรการทางการค้าของจีน
สำหรับปฏิกิริยาของตลาดหุ้นโตเกียว ปรากฏว่ามีทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยหุ้น ซูบารุ ร่วงลง 3.7% ขณะที่หุ้น มิตซูบิชิ แมตทีเรียลส์ เพิ่มขึ้น 3% และหุ้น มิตซูบิชิ เฮฟวี ลดลง 3.5%
(ที่มา: รอยเตอร์)
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO