โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จักนโยบาย ‘ธนู 3 ดอก’ ของ ‘ดร.เอกนิติ’ รับมือ 3 มรสุมปี 2569

THE STANDARD

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
รู้จักนโยบาย ‘ธนู 3 ดอก’ ของ ‘ดร.เอกนิติ’ รับมือ 3 มรสุมปี 2569

ดร.เอกนิติ ชูนโยบายธนู 3 ดอก ประกอบด้วย (1) ขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (2) การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ และ (3) การปลดล็อกกฎหมายที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุน เพื่อรับมือ 3 มรสุมปี 2569

วันนี้ (24 กุมภาพันธ์) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยบนเวที Thailand Economic Drives จัดโดย Post Today ว่าได้เตรียมแนวทาง ‘Big Wins’ เพื่อฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแกร่งและพ้นจากการเป็น ‘คนป่วยของเอเชีย’ ผ่านเครื่องมือธนู 3 ดอก สำหรับปราบมรสุม 3 ลูก

โดยดร.เอกนิติ ระบุว่า ประเทศไทยจะต้องเผชิญมรสุม 3 ด้านในปี 2569 ดังนี้ มรสุมภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) มรสุมภัยพิบัติ และมรสุมกำลังซื้อในประเทศ

สำหรับมรสุมภูมิรัฐศาสตร์ ดร.เอกนิติมองว่าปัจจุบัน ซ้อนทับกันกับ Geoeconomics อย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยประเทศมหาอำนาจพยายามใช้เครื่องมือทางภาษี ทั้งกำแพงภาษี (tariffs) และค่าธรรมเนียมกดดันประเทศที่มีอำนาจด้อยกว่า ซึ่งไทยต้องเตรียมตั้งรับให้ดี แม้สถานการณ์อาจเข้าข่ายภาวะวิกฤต แต่ก็สามารถพลิกเป็นโอกาสได้เช่นกัน

ส่วนมรสุมภัยพิบัติหรือภัยธรรมชาติ ซึ่งดร.เอกนิติระบุว่า รัฐบาลต้องใช้งบกลางหลายหมื่นล้านบาทในการฟื้นฟูสถานการณ์อุทกภัยช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา ขณะที่ปี 2569 นี้ ดร.เอกนิติระบุว่า สถานการณ์อาจพลิกผันเป็นภัยแล้งแทนจากผลกระทบของภาวะโลกร้อน หากรัฐบาลเตรียมตัวไม่ดี อาจต้องใช้งบประมาณจำนวนมากอีกครั้งสำหรับการเยียวยา

ประการสุดท้ายมรสุมในประเทศ โดยดร.เอกนิติชี้ว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยกำลังอ่อนแอ สะท้อนจากการบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนแอ ซึ่งเป็นผลจากปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนก็แนวโน้มชะลอลงเรื่อยมา โดยอยู่ที่ระดับ 18% ของ GDP ในปัจจุบัน จากระดับ 30% ในช่วงก่อนปี 2540

เปิดธนู 3 ดอกผ่ามรสุมของ ‘เอกนิติ’

สำหรับแนวทาง ‘Big Wins’ ฟื้นเศรษฐกิจไทยผ่านเครื่องมือธนู 3 ดอก ประกอบด้วย ขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ และการปลดล็อกกฎหมายที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุน

ธนูดอกแรก: ขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

ดร.เอกนิติระบุว่า ธนูดอกแรกคือ ‘การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน’ โดยจะเน้นไปยังการลงทุนพลังงานสะอาด เพื่อรองรับเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งถือเป็นรากฐานของเศรษฐกิจสมัยใหม่ ผ่านการเปิด Direct PPA

ดร.เอกนิติยังอธิบายว่า ไทยยังคงเป็นปลายทางการลงทุนที่สำคัญของนักลงทุนต่างชาติ จากจุดแข็งด้านความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์โลก หากไทยสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ต่างๆ ได้ ทั้ง Smart Electronics Device, Automation, Wellness, Food Processing จะทำให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้นจาก 4.8 แสนล้านในปี 2568 เป็น 5.7 แสนล้านในปี 2569 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 20%

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติกล่าวว่าจะสร้างการลงทุนร่วมกันระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับป้องกันภัยพิบัติ และสร้างการลงทุนร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชนผ่านโครงการ PPP (Public-Private Partnership)

ไม่เพียงเท่านั้น ดร.เอกนิติยังระบุว่าได้หารือกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระดมทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ (Floating Solar) ผ่านการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

เพื่อให้ผลประโยชน์ของการลงทุนกระจายอยู่ในชุมชนไทย ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติโครงการ Low Carbon City พลิกเมืองอุตสาหกรรม สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะก่อให้เกิด Carbon Credit ภาคประชาชน สร้างรายได้ให้ชุมชน

ธนูดอกที่ 2: การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์

ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ธนูดอกที่ 2 คือการ ‘ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์’ ซึ่งดร.เอกนิติชี้ว่าไทยจำเป็นต้องปฏิรูประบบการศึกษาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผ่านการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยภาคเอกชนเข้ามาร่วมออกแบบหลักสูตรผ่านโครงการ ‘Skill Bridge’ โดยอาจมอบสิทธิประโยชน์หักภาษีภาคธุรกิจภายใต้เงื่อนไขเพิ่มการจ้างงาน

ธนูดอกที่ 3: ปลดล็อกกฎหมายที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุน

สุดท้ายนี้ ดร.เอกนิติระบุว่า ลูกธนูทั้งสองดอกที่กล่าวมาอาจไม่สามารถสำเร็จผลได้ หากขาดลูกธนูดอกสุดท้าย คือการปลดล็อกกฎหมายที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุน

ที่ผ่านมา แรงงานทักษะสูงจากต่างชาติ ต้องรายงานตัวแจ้งที่พักอาศัยทุก 90 วัน ซึ่งสร้างความยุ่งยาก และเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ดร.เอกนิติจะปฏิรูปวีซ่า เพื่อดึงแรงงานทักษะสูงจากต่างชาติให้เข้ามาทำงานในไทยได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ การลงทุนตั้งโรงงานใดๆ ต้องผ่านการพิจารณากฎหมายมาตราต่างๆ เช่น พ.ร.บ. ที่ดิน หรือ พ.ร.บ. สิ่งปลูกสร้าง ซึ่งต้องเกี่ยวโยงกับ 5 หน่วยงาน และต้องใช้เวลาพิจารณากว่า 2 ปี ซึ่งไม่เอื้อต่อการลงทุน

โดยดร.เอกนิติกล่าวว่าจะเร่งผลักดัน ‘กฎหมายรวบยอด’ (Omnibus Law) เพื่อเร่งการลงทุนให้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะพลิกโฉมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...