โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เผยโฉม 6 ผู้พิพากษาเห็นชอบยกเลิกภาษีทรัมป์ แม้แต่คนที่ทรัมป์แต่งตั้งก็เห็นด้วย

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เปิดรายชื่อ 6 “ผู้พิพากษา” ของศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้แต่ผู้พิพากษาที่ทรัมป์แต่งตั้งขึ้นมาเองก็เห็นชอบที่จะคว่ำมาตรการภาษีของเขา

เผยโฉมหน้า “ผู้พิพากษา” ศาลฎีกาสหรัฐฯ ลงดาบมาตรการภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่บังคับใช้กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกจนสร้างความแปรปรวนให้กับระบบเศรษฐกิจโลก จนผู้นำจากนานาประเทศต้องเดินสายมุ่งหน้าสู่ทำเนียบขาวเพื่อเจรจาลดภาษีกับทรัมป์

ผู้พิพากษาเหล่านี้เป็นใครและได้กล่าวอะไรระหว่างตัดสินคดีภาษีทรัมป์บ้าง เรารวบรวมมาแล้ว…

-เจาะรายชื่อผู้พิพากษาทั้ง 9 คน แต่เห็นชอบ 6 ต่อ 3

ผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ตัดสินในคดีมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีทั้งหมด 9 คน แต่มติออกมาเห็นชอบคว่ำมาตรการภาษี 6 ต่อ 3 โดยให้เหตุผลว่านี่คือการใช้อำนาจของประธานาธิบดีที่เกินขอบเขตพร้อมทั้งชี้ว่า “ผิดกฎหมาย” แม้ว่ารัฐบาลของทรัมป์จะยกกฎหมายจากปี 1977 ที่มีชื่อว่า International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการ “กำกับดูแล” การค้าเพื่อตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน แต่จากคำตัดสินของศาลระบุว่าคำกล่าวอ้างของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีเหตุผลที่ไม่เพียงพอที่จะบังคับใช้มาตรการภาษีดังกล่าวกับคู่ค้าทั่วโลก

การตัดสินครั้งนี้มี “จอห์น โรเบิร์ตส” ประธานศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ถูกเสนอชื่อโดยรีพับลิกัน พร้อมด้วยผู้พิพากษาอีก 5 คน ประกอบด้วยผู้พิพากษาที่ได้รับการแต่งตั้งจากรีพับลิกันอีก 2 คน คือ “นีล กอร์ซูช”, “เอมี่ โคนีย์ บาร์เร็ตต์” ส่วน 3 คนที่เหลือเป็นผู้พิพากษาที่ได้รับการแต่งตั้งจากเดโมแครต คือ “โซเนีย โซโตเมเยอร์”, “เอเลน่า คาแกน” และ “เคทันจิ บราวน์ แจ็คสัน”

โดยผู้พิพากษาทั้ง 6 คนนี้เห็นพ้องกันว่า อำนาจตามรัฐธรรมนูญในการจัดเก็บภาษีและกำหนดภาษีศุลกากรเป็นของ “สภาคองเกรส” ไม่ใช่ของประธานาธิบดี และกฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจในการกำหนดภาษีศุลกากรในวงกว้างเช่นนั้นแก่ฝ่ายบริหาร

ในขณะที่ผู้พิพากษา 3 คน ฝั่งที่ลงมติ “ไม่เห็นด้วย” ที่จะยกเลิกมาตรการภาษีของทรัมป์ คือผู้พิพากษาที่ได้รับการแต่งตั้งจากพรรครีพับลิกัน ประกอบด้วย “คลาเรนซ์ โทมัส”, “ซามูเอล อลิโต” และ “เบรตต์ คาวาโนห์”

-ผู้พิพากษาแต่ละคนพูดอะไรบ้าง ?

เริ่มที่ จอห์น โรเบิร์ตส (รีพับลิกัน) ในฐานะประธานศาล เขาได้วินิจฉัยคำตัดสินโดยอิงจากเสียงข้างมาก พร้อมเน้นย้ำว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจำเป็นต้องมีการมอบอำนาจจากสภาคองเกรสอย่างชัดเจน สำหรับการกำหนดมาตรการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่อย่างในกรณีของมาตรการภาษีทรัมป์ที่บังคับใช้กับทั่วโลก

ในขณะที่ ผู้พิพากษาคนต่อมาคือ “นีล กอร์ซูช” (รีพับลิกัน) เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาในการตีความเกี่ยวกับอำนาจของสภาคองเกรส พร้อมทั้งกล่าวเสริมด้วยการนำหลัก “major questions doctrine” มาใช้ ซึ่งก็คือหลักกฎหมายปกครองของสหรัฐฯ ที่ศาลฎีกาใช้เพื่อจำกัดอำนาจฝ่ายบริหาร โดยหลักกฎหมายนี้ได้ระบุว่า หากหน่วยงานรัฐต้องการใช้อำนาจออกกฎระเบียบที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจหรือการเมืองอย่างสูง ต้องได้รับการมอบอำนาจที่ชัดเจนจากรัฐสภาเท่านั้น ไม่สามารถอ้างอำนาจกว้างๆ ตามกฎหมายเก่าได้

ส่วนทางฝั่ง เอมี่ โคนีย์ บาร์เร็ตต์ (รีพับลิกัน) ที่จริงแล้วเธอเป็นผู้พิพากษาที่ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมในสหรัฐฯ แต่เธอร่วมลงมติกับเสียงข้างมากที่จะคว่ำมาตรการภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเธอได้คัดค้านการอ้างใช้อำนาจจากฝ่ายบริหารในการกำหนดนโยบายใหญ่เช่นนี้

ต่อมาที่ โซเนีย โซโตเมเยอร์ (เดโมแครต) เธอเป็นผู้พิพากษาจากสายเสรีนิยมที่ร่วมลงมติว่ากฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ที่รัฐบาลทรัมป์นำมาอ้างเพื่อดำเนินนโยบายภาษี ไม่ได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับทางฝั่ง เอเลน่า คาแกน (เดโมแครต) ที่ลงมติร่วมกับเสียงข้างมาก โดยเน้นย้ำถึงข้อจำกัดด้านการตีความตัวบทกฎหมาย และ เคทันจิ บราวน์ แจ็คสัน (เดโมแครต) เธอเป็นส่วนหนึ่งของเสียงข้างมากที่ปฏิเสธการอ้างอำนาจฝ่ายบริหารจัดเก็บภาษีดังกล่าว

ส่วนฝั่งที่ลงมติไม่เห็นด้วยกับการคว่ำมาตรการภาษีเห็นว่าควรรับรองอำนาจของประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษีตามกฎหมายดังกล่าว โดยเริ่มที่ คลาเรนซ์ โทมัส (รีพับลิกัน) กล่าวว่าไม่มีทั้งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือข้อความในกฎหมายใดที่เพียงพอจะทำให้การกระทำของประธานาธิบดีนั้นเป็นโมฆะ

ส่วน ซามูเอล อลิโต (รีพับลิกัน) ร่วมออกความเห็นแย้ง โดยปฏิเสธการตีความข้อจำกัดอำนาจฝ่ายบริหารที่ผู้พิพากษาเสียงข้างมากวินิจฉัย ในขณะที่ เบรตต์ คาวาโนห์ (รีพับลิกัน) ผู้พิพากษาคนที่สามในฝ่ายเสียงข้างน้อย เห็นว่าการตีความการใช้กฎหมาย IEEPA ของประธานาธิบดีควรได้รับการรับรอง ซึ่งในระหว่างการแย้งคำวินิจฉัยจากฝ่ายเสียงข้างมาก ผู้พิพากษาอนุรักษนิยมทั้ง 3 คนนี้ยังได้โต้แย้งว่า บรรทัดฐานคำพิพากษาในอดีตและดุลยพินิจที่กว้างขวางของฝ่ายบริหารในประเด็นการค้า สามารถสนับสนุนอำนาจของประธานาธิบดีในกรณีนี้

อย่างไรก็ตาม การแบ่งขั้วผู้พิพากษาเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือที่เกิดขึ้นได้ยากระหว่างผู้พิพากษาสายอนุรักษ์นิยมและสายเสรีนิยม ที่เห็นตรงกันในกลุ่มเสียงข้างมากเพื่อต่อต้านการอ้างอำนาจด้านภาษีของฝ่ายบริหาร และตอกย้ำว่าการตีความกฎหมายของรัฐบาลกลางและอำนาจตามรัฐธรรมนูญในกรณีนี้ได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งทางอุดมการณ์ฝั่งซ้ายและขวา แบบดั้งเดิมไปแล้ว

คำตัดสิน 6 ต่อ 3 ของศาลฎีกาสหรัฐฯ ยังเป็นการยืนยันว่า นโยบายเศรษฐกิจครั้งใหญ่อย่างการเก็บภาษีศุลกากรกับคู่ค้าทั่วโลก จำเป็นต้องมีอำนาจที่ชัดเจนจากสภาคองเกรส ไม่ใช่อาศัยเพียงกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น นอกจากนี้ คำวินิจฉัยยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ผู้พิพากษานำหลัก “major questions doctrine” มาใช้มากขึ้น ซึ่งจะถือว่าศาลไม่ควรสันนิษฐานให้อำนาจหากไม่มีการมอบหมายจากฝ่ายนิติบัญญัติอย่างชัดแจ้ง

ซึ่งผลของคำตัดสินนี้อาจนำไปสู่การคืนเงินภาษีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ได้จัดเก็บไปแล้ว และอาจส่งผลต่อแนวทางที่ประธานาธิบดีในอนาคตจะดำเนินนโยบายการค้า หากไม่มีการสนับสนุนจากสภาคองเกรส แม้ว่าทรัมป์จะออกมากล่าวว่าการคืนเงินในส่วนของภาษีที่ได้มีการเก็บไปแล้วทำได้ยากก็ตาม

-ทรัมป์ไม่พอใจ วิจารณ์ 6 ผู้พิพากษาเป็น “คนโง่”

ภายหลังการตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ทรัมป์อ้างว่าผู้พิพากษาทั้ง 6 คนได้รับอิทธิพลจาก “ผลประโยชน์ต่างชาติ” ในการตัดสินคดีนี้ แม้เขาจะไม่ได้ให้รายละเอียดหรือหลักฐานใด ๆ สนับสนุนคำกล่าวอ้างของเขา

เมื่อทรัมป์ถูกผู้สื่อข่าวถามว่าเขารู้สึกเสียใจหรือไม่ที่เสนอชื่อ นีล กอร์ซูช และ เอมี่ โคนีย์ บาร์เร็ตต์ ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา ทรัมป์ไม่ได้กล่าวตอบตรงๆ แต่เขากล่าวเพียงว่าเป็นความผิดพลาด พร้อมทั้งบอกว่าการลงมติของทั้งสองเป็น “เรื่องน่าอับอาย” พร้อมทั้งกล่าวโจมตี พาดพิงถึงครอบครัวของผู้พิพากษาทั้ง 2 คน

แต่ขณะเดียวกัน ทรัมป์กล่าวชื่นชมผู้พิพากษา 3 คนที่ลงมติสนับสนุนการคงอำนาจด้านภาษีของเขา โดยเฉพาะ คลาเรนซ์ โทมัส ที่ทรัมป์ให้ความสนใจเป็นพิเศษเพราะผู้พิพากษาคนนี้ก็เป็นผู้ได้รับการเสนอนั่งตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ ในช่วงรัฐบาลทรัมป์สมัยแรกด้วย โดยเขาได้กล่าวขอบคุณผู้พิพากษา คลาเรนซ์ โทมัส และ ซามูเอล อลิโต สำหรับความเข้มแข็ง ปัญญา และความรักต่อประเทศของพวกเขา

ทั้งนี้ BBC รายงานว่า อลัน ดับเบิลยูเอ็ม วูล์ฟ อดีตรองผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก กล่าวว่าศาลตระหนักดีว่าการตัดสินครั้งนี้มีความสำคัญต่อประธานาธิบดีเพียงใด ในขณะที่ โคลิน กราบาว ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าจากสถาบันคาโต ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยแนวเสรีนิยมในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า คำตัดสินนี้ถือเป็น “ชัยชนะของหลักนิติธรรม” และเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ทรัมป์ออกมาพูดโจมตีผู้พิพากษาเหล่านี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...