โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดตำนาน ‘งาช้างโบราณแกะสลัก’ วิถีแห่ง ‘ฤาษี-เลตองคุ’ หมู่บ้านกะเหรี่ยง อุ้มผาง-ตาก

เดลินิวส์

อัพเดต 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 2.29 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
เปิดตำนาน

จากกรณีเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา นายช่อกุ โรจน์ศิริชัย ผู้ใหญ่บ้านเลตองคุ อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก และแกนนำชาวบ้านกะเหรี่ยงได้ยื่นหนังสือต่อนายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ขอให้นำงาช้างโบราณศักดิ์สิทธิ์กลับมาประดิษฐานในหมู่บ้านเหมือนเดิม โดยนายชูศักดิ์ได้รับหนังสือและกล่าวว่าจะตรวจสอบและดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป

งาช้างคู่นี้ประดิษฐานด้วยความเคารพในศาลาของฤาษี และมีการทำพิธีกราบไหว้ทุกวันพระ ต่อมาในปี 2560 อดีตผู้ใหญ่บ้านแอบนำงาช้างไปทำพิธีในฝั่งพม่า ทางราชการไทยได้ประสานงานกับกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธเพื่อประชาธิปไตย (DKBA) จนสามารถนำงาช้างกลับคืนมาได้ และเก็บรักษาไว้ที่ว่าการอำเภออุ้มผางเพื่อความปลอดภัย

ต่อมาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นายมาโนช โพธิ์เนียม นายอำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ได้อัญเชิญงาช้างส่งมอบให้ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านเลตองคุ ซึ่งนำไปทำพิธีและเก็บรักษาไว้ที่ศาลาฤาษีบ้านเลตองคุดังเดิมแล้ว

นายสุรพงษ์ กองจันทึก นักมานุษยวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านกลุ่มชาติพันธุ์ กล่าวว่า งาช้างคู่นี้เป็นงาช้างขนาดใหญ่ มีการแกะสลักเป็นพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยโดยรอบ และแกะเป็นพระพุทธรูปยืนที่โคนงาช้าง เดิมเป็นของ “หน่องโก่วเปี๊ยว” ซึ่งเป็นบุตรสาวของพระสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรี ได้นำไปถวายให้แก่หัวหน้าฤาษีกลุ่มตะละโคงที่บ้านเลตองคุ ด้วยความเคารพศรัทธา

พระสุวรรณคีรีเป็นตำแหน่งที่พระราชทานแก่ผู้นำกะเหรี่ยง โดยเริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แต่งตั้ง "ภวะโพ่" เป็นเจ้าเมืองสังขละบุรีดูแลชายแดนแถบอำเภอทองผาภูมิ สังขละบุรี และด่านเจดีย์สามองค์ ตำแหน่งพระสุวรรณคีรีสืบทอดทางสายเลือดต่อกันมา 5 รุ่น จนยกเลิกบรรดาศักดิ์เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 และยกเลิกเป็นทางการโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาในปี 2485

ปัจจุบันหมู่บ้านเลตองคุ หมู่ที่ 10 ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก มี 386 หลังคาเรือน ประชากร 1,610 คน เป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง มีกะเหรี่ยงปกาเกอะญอและกะเหรี่ยงโผล่วอยู่ปะปนกัน ทั้งสองกลุ่มมีภาษาและวัฒนธรรมต่างกันเล็กน้อย

เลตองคุรับพระพุทธศาสนามีปรับเป็นวิถีชีวิตและจิตวิญญาณที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเอง โดยมีฤาษีหรือเรียกในภาษากะเหรี่ยงว่า “ตะละโคง” เป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณและพิธีกรรม ซึ่งมีการสืบทอดกันมาอย่างน้อย 12 รุ่นแล้ว ผู้เป็นฤาษีต้องเป็นผู้ทรงคุณธรรม มีข้อปฏิบัติยึดถือที่เคร่งครัด เช่น ต้องนอนที่กุฏิฤาษีเท่านั้น ช่วงเข้าพรรษา 3 เดือนจะกินข้าววันละมื้อเดียว และกินในเวลาที่ดาวขึ้นแล้ว

ชาวบ้านจะรักษาศีลห้าอย่างเคร่งครัด รวมถึงไม่ดื่มสุราของมึนเมา และไม่เล่นการพนัน รวมถึงไม่ร่วมวงอบายมุขต่างๆ ในหมู่บ้านไม่มีการขายสุรา ที่สำคัญคือการรักษาการแต่งกายที่เป็นอัตลักษณ์ คือ ผู้หญิงใส่ชุดกะเหรี่ยง ผู้ชายใส่เสื้อไม่ติดกระดุม เป็นเสื้อผ่าอก นุ่งผ้าที่ไม่เย็บติดเป็นผืนแบบผ้าถุง สีพื้นสีเดียวกันไม่มีลวดลายเป็นตาราง ผู้หญิงไว้ผมยาวรวบไว้ด้านหลัง ขณะที่ผู้ชายไว้ผมยาวรวบเป็นมวยไว้ด้านหน้าเหนือศีรษะ

วันพระเป็นวันหยุดการทำงาน ไม่ล่าสัตว์ ไม่ตัดต้นไม้ ตลอดถึงไม่ตำข้าวด้วย เพื่องดเว้นจากการทำบาปทั้งปวง แล้วไปวัดหรือศาลาฤาษีแต่เช้า เพื่อร่วมทำบุญและงานพิธีกรรมทางความเชื่อ ในช่วงบ่ายจะร่วมกันพัฒนาส่วนรวม เช่น ซ่อมแซมถนน ดายหญ้าบริเวณศาลาฤาษี

อุดมการณ์สูงสุดร่วมกันของชาวกะเหรี่ยงเลตองคุภายใต้การนำของฤาษีคือ การเป็นผู้ “อริยะ” ซึ่งจะได้มีโอกาสอยู่ร่วมกับพระศรีอริยเมตไตรย ที่จะลงมาโปรดโลกมนุษย์ในกาลข้างหน้า ซึ่งผู้ที่ประพฤติปฏิบัติดีในพระพุทธศาสนาเท่านั้นที่จะได้พบกับพระศรีอริยเมตไตรย ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 5 และองค์สุดท้ายของภัทรกัปนี้

ความเคร่งครัดที่เป็นอัตลักษณ์นี้ ทำให้หมู่บ้านเลตองคุเป็นพื้นที่นำร่องของเขตวัฒนธรรมพิเศษสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2553 เรื่องแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ซึ่งกำลังได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...