โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ล้มโต๊ะ แบ่ง‘ขุมทรัพย์ไทย-กัมพูชา’ เกลี่ยงบฯ สำรองปะทะรอบใหม่

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หากยังไม่ไปถึงหมุดหมายที่วางไว้ คือ ลากไทยขึ้นศาลโลก หวังชี้ขาดข้อพิพาทชายแดน ครอบคลุม 1 พื้นที่ช่องบก 3 ปราสาท ตาเมือน-ตาควาย-ตาเมือนโต๊ด “ยุทธศาสตร์สงครามระยะยาวกับไทย” ตามคำประกาศ“ฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา ก่อนการปะทะรอบสองจบลง

กัมพูชาจะไม่หยุดเคลื่อนไหวใน 3 สมรภูมิรบ “ชายแดน-ต่างประเทศ-ข้อมูลข่าวสาร” แม้ปัจจุบันจะให้น้ำหนักไปยังสนามการทูต แต่สนามชายแดน สนามข่าวสาร ยังมีการยั่วยุ ลองเชิงทหารไทยอยู่เนืองๆ ทั้งเผาป่า -เฟกนิวส์-ยิงกระสุนเข้าพื้นที่ไทย ด้วยข้ออ้างทหารกัมพูชาไร้วินัย

การสูญเสียปราสาทพระวิหาร คือบทเรียนสำคัญ ให้ฝ่ายไทยเตรียมรับมือกัมพูชาในสมรภูมิการทูต ที่เปิดฉากโดย“ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรี กัมพูชา เดินสายฟ้องไทยในเวทีโลก หวังแสวงหาพันธมิตรจากนานาชาติ เพื่อสร้างความชอบธรรมว่ากัมพูชาคือผู้ถูกกระทำ

พร้อมทั้งประสานไปยังประธานาธิบดีฝรั่งเศส เพื่อขอข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ และข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับพรมแดนไทย-กัมพูชา

อีกทั้งยังให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ อ้างว่าถูกไทยยึดดินแดน ด้วยการวางตู้คอนเทนเนอร์-รั้วลวดหนาม ทำให้มีผู้พลัดถิ่น กลับบ้านไม่ได้ 80,000 คน

จากนั้นยังส่งไม้ต่อให้ “ปรัก สุคน” รมว.การต่างประเทศ กัมพูชา ใช้เวทีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ (UNHRC) ขย่มไทยซ้ำ ด้วยข้อหาเดิมๆ หวังยืมมือนานาชาติ ช่วยกดดันไทยให้เดินตามเกมของกัมพูชา

ทว่า “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.การต่างประเทศของไทย ใช้เวทีเดียวกัน ตอบโต้และตอกย้ำภาพลักษณ์ด้านมืดของกัมพูชา ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งสแกมเมอร์ รังของอาชญากรหลอกลวงคนทั่วโลก เพื่อหาแรงหนุนจากนานาชาติ

โดยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน เป็นวิกฤติด้านสิทธิมนุษยชนระดับโลก ที่เกิดจากการขาดหลักนิติธรรม ในประเทศที่เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ

ประเทศไทยในฐานะผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ยืนอยู่แนวหน้าของความพยายามระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหา โดยจะสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อจัดการกับเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ให้สิ้นซาก

พร้อมทั้งตอกย้ำหลักฐานเชิงประจักษ์ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงฝ่ายไทย ที่นำคณะสื่อนานาชาติ รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงของต่างประเทศ ลงพื้นที่สำรวจ“กาสิโน” ช่องจอม-โอร์เสม็ด จ.สุรินทร์ ซึ่งทหารไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่

ทำให้เห็นถึงอาณาจักรแห่งการหลอกลวง จัดฉากที่ตั้งอยู่ในอาคารของ “นายทุน-นักธุรกิจ”กัมพูชา ซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กองทัพกัมพูชา โดยมีจีนเทาอยู่เบื้องหลัง ร่วมผนึกกำลังรักษาฐานที่มั่นหลอกลวง โดยมีเงินหมุนเวียนอย่างมหาศาล ซึ่งมาจากการหลอกลวงคนในหลายประเทศทั่วโลก

สำทับด้วยภาพข่าว หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี(ฉก.นย.จันทบุรี) จับกุมบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีนจากทมอดาฝั่งกัมพูชา ซึ่งหลบหนีเข้ามาทางชายแดนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยให้การรับสารภาพว่า มาทำงานเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์

นอกจากนี้ “สีหศักดิ์”ยังตอบโต้“ปรัก สุคน” ที่ใช้ข้อความเท็จ และวาทกรรมบิดเบือนข้อเท็จจริง ปมชายแดนไทย-กัมพูชาที่หวังให้ไทยเป็นผู้ร้ายในสายตานานาชาติ ด้วยการสาวไส้พฤติกรรมกัมพูชา ต้นเหตุความขัดแย้งชายแดน ทั้งละเมิดข้อตกลง ยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมทั้งแทรกแซงการเมืองภายในของไทย ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด สั่นคลอนความสัมพันธ์สองประเทศ

ขณะที่ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา และ“กองทัพบก” โดย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษก ทบ. กลับมา Alert อีกครั้ง ตอบโต้ข้อเท็จจริงที่ถูกบิดเบือนในเวทีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ทั้งประเด็นผู้พลัดถิ่น ซึ่งหลายพื้นที่อยู่ในเขตอธิปไตยไทย แต่ถูกฝ่ายกัมพูชารุกล้ำมายาวนาน ทั้งที่ฝ่ายไทยปฏิเสธ และไม่ยอมรับมาโดยตลอด รวมถึงตัวเลขผู้พลัดถิ่น 6.5 แสนคน ที่“ปรัก สุคน” อ้างเกินจริง

ส่วนบางพื้นที่ ฝ่ายไทยจำเป็นต้องควบคุมไว้ เนื่องจากเหตุปะทะที่ผ่านมา ทหารกัมพูชาใช้เป็นฐานโจมตีพลเรือน และทหารไทย เพื่อป้องกันไม่ให้หวนกลับมาใช้พื้นที่ชั่วคราว ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิง ที่สองประเทศได้ลงนามเมื่อ 27 ธ.ค.2568 ทำให้มีการคงกำลังไว้เพื่อเฝ้าระวังในบางพื้นที่ดังกล่าว ที่ระบุไว้ในถ้อยแถลงร่วม ข้อที่ 2 “ให้แต่ละฝ่ายคงการวางกำลังในพื้นที่เดิมภายหลังการหยุดยิง”

สัปดาห์หน้า “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ประเมินสถานการณ์ความมั่นคงรอบประเทศ เพื่อเตรียมข้อมูลส่งให้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามารับไม้ต่อ

โดย“ฉัตรชัย บางชวด” เลขาฯ สมช.จะเสนอข้อมูล 2 ประเด็น คือ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน พร้อมประเมินความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และมาตรการแก้ไขปัญหา

เป็นที่มาของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เข้าพบนายกฯ บนตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อ 26 ก.พ.2569 เพื่อรายงานสถานการณ์ชายแดนรอบด้าน โดยเฉพาะไทย-กัมพูชา

นายกฯ เปิดเผยถึงการหารือว่า “ผมก็ต้องถามว่า เราอยู่ในช่วงที่งบฯ กลาง เหลืออยู่นิดเดียว มันจะมีอะไรที่ไม่คาดฝันหรือไม่ ถ้ามี แล้วจะทำอย่างไรเกี่ยวกับการเงิน ในช่วงที่เราเป็นรัฐบาลรักษาการอยู่ เราก็ต้องมีความพร้อมทุกอย่าง รวมถึงสามารถจัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่จำเป็น เตรียมความพร้อมไว้ได้ส่วนไหนพร่อง ท่านก็บอกว่าในงบประมาณปกติกองทัพเขามีอยู่แล้ว ก็เติมทุกอย่างให้มีความพร้อม"

ทั้งนี้ เพราะทันทีที่“รัฐบาลใหม่”เริ่มเข้าบริหารราชการแผ่นดิน จะใช้อำนาจคณะรัฐมนตรียกเลิก MOU 44 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแบ่งขุมทรัพย์น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติใต้ทะเล ที่มีมูลค่ามหาศาล ตามสูตร 50 : 50 ตามที่ประกาศไว้

ยังไม่นับปัจจัยการเมือง ที่เขย่าเสถียรภาพ“ฮุน มาเนต” และจุดยืนที่แข็งกร้าวเรื่องชายแดน ไม่ต่างกับรัฐบาลใหม่ของไทย ภายใต้การนำ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ย้ำเจตนารมณ์ในเรื่องอธิปไตยแห่งดินแดนเป็นสำคัญ

ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดการปะทะรอบใหม่ชายแดนไทย-กัมพูชา จึงยังไม่หมดไป โดยมีขุมทรัพย์ใต้ทะเลเข้ามาเกี่ยวพัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...