ล้มโต๊ะ แบ่ง‘ขุมทรัพย์ไทย-กัมพูชา’ เกลี่ยงบฯ สำรองปะทะรอบใหม่
หากยังไม่ไปถึงหมุดหมายที่วางไว้ คือ ลากไทยขึ้นศาลโลก หวังชี้ขาดข้อพิพาทชายแดน ครอบคลุม 1 พื้นที่ช่องบก 3 ปราสาท ตาเมือน-ตาควาย-ตาเมือนโต๊ด “ยุทธศาสตร์สงครามระยะยาวกับไทย” ตามคำประกาศ“ฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา ก่อนการปะทะรอบสองจบลง
กัมพูชาจะไม่หยุดเคลื่อนไหวใน 3 สมรภูมิรบ “ชายแดน-ต่างประเทศ-ข้อมูลข่าวสาร” แม้ปัจจุบันจะให้น้ำหนักไปยังสนามการทูต แต่สนามชายแดน สนามข่าวสาร ยังมีการยั่วยุ ลองเชิงทหารไทยอยู่เนืองๆ ทั้งเผาป่า -เฟกนิวส์-ยิงกระสุนเข้าพื้นที่ไทย ด้วยข้ออ้างทหารกัมพูชาไร้วินัย
การสูญเสียปราสาทพระวิหาร คือบทเรียนสำคัญ ให้ฝ่ายไทยเตรียมรับมือกัมพูชาในสมรภูมิการทูต ที่เปิดฉากโดย“ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรี กัมพูชา เดินสายฟ้องไทยในเวทีโลก หวังแสวงหาพันธมิตรจากนานาชาติ เพื่อสร้างความชอบธรรมว่ากัมพูชาคือผู้ถูกกระทำ
พร้อมทั้งประสานไปยังประธานาธิบดีฝรั่งเศส เพื่อขอข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ และข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับพรมแดนไทย-กัมพูชา
อีกทั้งยังให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ อ้างว่าถูกไทยยึดดินแดน ด้วยการวางตู้คอนเทนเนอร์-รั้วลวดหนาม ทำให้มีผู้พลัดถิ่น กลับบ้านไม่ได้ 80,000 คน
จากนั้นยังส่งไม้ต่อให้ “ปรัก สุคน” รมว.การต่างประเทศ กัมพูชา ใช้เวทีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ (UNHRC) ขย่มไทยซ้ำ ด้วยข้อหาเดิมๆ หวังยืมมือนานาชาติ ช่วยกดดันไทยให้เดินตามเกมของกัมพูชา
ทว่า “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.การต่างประเทศของไทย ใช้เวทีเดียวกัน ตอบโต้และตอกย้ำภาพลักษณ์ด้านมืดของกัมพูชา ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งสแกมเมอร์ รังของอาชญากรหลอกลวงคนทั่วโลก เพื่อหาแรงหนุนจากนานาชาติ
โดยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน เป็นวิกฤติด้านสิทธิมนุษยชนระดับโลก ที่เกิดจากการขาดหลักนิติธรรม ในประเทศที่เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ
ประเทศไทยในฐานะผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ยืนอยู่แนวหน้าของความพยายามระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหา โดยจะสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อจัดการกับเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ให้สิ้นซาก
พร้อมทั้งตอกย้ำหลักฐานเชิงประจักษ์ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงฝ่ายไทย ที่นำคณะสื่อนานาชาติ รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงของต่างประเทศ ลงพื้นที่สำรวจ“กาสิโน” ช่องจอม-โอร์เสม็ด จ.สุรินทร์ ซึ่งทหารไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่
ทำให้เห็นถึงอาณาจักรแห่งการหลอกลวง จัดฉากที่ตั้งอยู่ในอาคารของ “นายทุน-นักธุรกิจ”กัมพูชา ซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กองทัพกัมพูชา โดยมีจีนเทาอยู่เบื้องหลัง ร่วมผนึกกำลังรักษาฐานที่มั่นหลอกลวง โดยมีเงินหมุนเวียนอย่างมหาศาล ซึ่งมาจากการหลอกลวงคนในหลายประเทศทั่วโลก
สำทับด้วยภาพข่าว หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี(ฉก.นย.จันทบุรี) จับกุมบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีนจากทมอดาฝั่งกัมพูชา ซึ่งหลบหนีเข้ามาทางชายแดนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยให้การรับสารภาพว่า มาทำงานเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์
นอกจากนี้ “สีหศักดิ์”ยังตอบโต้“ปรัก สุคน” ที่ใช้ข้อความเท็จ และวาทกรรมบิดเบือนข้อเท็จจริง ปมชายแดนไทย-กัมพูชาที่หวังให้ไทยเป็นผู้ร้ายในสายตานานาชาติ ด้วยการสาวไส้พฤติกรรมกัมพูชา ต้นเหตุความขัดแย้งชายแดน ทั้งละเมิดข้อตกลง ยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมทั้งแทรกแซงการเมืองภายในของไทย ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด สั่นคลอนความสัมพันธ์สองประเทศ
ขณะที่ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา และ“กองทัพบก” โดย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษก ทบ. กลับมา Alert อีกครั้ง ตอบโต้ข้อเท็จจริงที่ถูกบิดเบือนในเวทีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ทั้งประเด็นผู้พลัดถิ่น ซึ่งหลายพื้นที่อยู่ในเขตอธิปไตยไทย แต่ถูกฝ่ายกัมพูชารุกล้ำมายาวนาน ทั้งที่ฝ่ายไทยปฏิเสธ และไม่ยอมรับมาโดยตลอด รวมถึงตัวเลขผู้พลัดถิ่น 6.5 แสนคน ที่“ปรัก สุคน” อ้างเกินจริง
ส่วนบางพื้นที่ ฝ่ายไทยจำเป็นต้องควบคุมไว้ เนื่องจากเหตุปะทะที่ผ่านมา ทหารกัมพูชาใช้เป็นฐานโจมตีพลเรือน และทหารไทย เพื่อป้องกันไม่ให้หวนกลับมาใช้พื้นที่ชั่วคราว ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิง ที่สองประเทศได้ลงนามเมื่อ 27 ธ.ค.2568 ทำให้มีการคงกำลังไว้เพื่อเฝ้าระวังในบางพื้นที่ดังกล่าว ที่ระบุไว้ในถ้อยแถลงร่วม ข้อที่ 2 “ให้แต่ละฝ่ายคงการวางกำลังในพื้นที่เดิมภายหลังการหยุดยิง”
สัปดาห์หน้า “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ประเมินสถานการณ์ความมั่นคงรอบประเทศ เพื่อเตรียมข้อมูลส่งให้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามารับไม้ต่อ
โดย“ฉัตรชัย บางชวด” เลขาฯ สมช.จะเสนอข้อมูล 2 ประเด็น คือ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน พร้อมประเมินความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และมาตรการแก้ไขปัญหา
เป็นที่มาของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เข้าพบนายกฯ บนตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อ 26 ก.พ.2569 เพื่อรายงานสถานการณ์ชายแดนรอบด้าน โดยเฉพาะไทย-กัมพูชา
นายกฯ เปิดเผยถึงการหารือว่า “ผมก็ต้องถามว่า เราอยู่ในช่วงที่งบฯ กลาง เหลืออยู่นิดเดียว มันจะมีอะไรที่ไม่คาดฝันหรือไม่ ถ้ามี แล้วจะทำอย่างไรเกี่ยวกับการเงิน ในช่วงที่เราเป็นรัฐบาลรักษาการอยู่ เราก็ต้องมีความพร้อมทุกอย่าง รวมถึงสามารถจัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่จำเป็น เตรียมความพร้อมไว้ได้ส่วนไหนพร่อง ท่านก็บอกว่าในงบประมาณปกติกองทัพเขามีอยู่แล้ว ก็เติมทุกอย่างให้มีความพร้อม"
ทั้งนี้ เพราะทันทีที่“รัฐบาลใหม่”เริ่มเข้าบริหารราชการแผ่นดิน จะใช้อำนาจคณะรัฐมนตรียกเลิก MOU 44 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแบ่งขุมทรัพย์น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติใต้ทะเล ที่มีมูลค่ามหาศาล ตามสูตร 50 : 50 ตามที่ประกาศไว้
ยังไม่นับปัจจัยการเมือง ที่เขย่าเสถียรภาพ“ฮุน มาเนต” และจุดยืนที่แข็งกร้าวเรื่องชายแดน ไม่ต่างกับรัฐบาลใหม่ของไทย ภายใต้การนำ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ย้ำเจตนารมณ์ในเรื่องอธิปไตยแห่งดินแดนเป็นสำคัญ
ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดการปะทะรอบใหม่ชายแดนไทย-กัมพูชา จึงยังไม่หมดไป โดยมีขุมทรัพย์ใต้ทะเลเข้ามาเกี่ยวพัน