ไม่เคยเจอกับความรุนแรงทางเพศ จึงไม่ ‘อินสตรีนิยม’
จริงๆ แล้ว From the Desk สัปดาห์นี้ อยากขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘เบื่อ’ เบื่อที่ปี 2026 แล้ว เรายังต้องมานั่งอธิบายว่า การที่ใครบางคน ‘ไม่เคยเจอ’ ไม่ได้แปลว่า ‘มันไม่มีอยู่’ และก็น่าเศร้าที่ถึงวันนี้ยังมีคนแสดงตัวชัดเจนว่า ไม่อินเรื่องความเสมอภาคทางเพศ เพียงเพราะชีวิตไม่เคยรู้สึกว่าถูกกดขี่
เบื่ออออออ แต่ก็ต้องพูดอีกอยู่ดี
อันดับแรกอยากชวนทุกคนลองคิดตามแบบง่ายที่สุดว่า หากคุณมีเงินพอใช้ ไม่เคยเครียดว่าจะไม่มีเงินซื้อข้าว สามารถไปเที่ยวได้ทุกวันหยุด คุณจะคิดไหมว่าโลกใบนี้ไม่มีคนจน ไม่มีคนที่ต้องอดมื้อกินมื้อ หรือต้องคำนวณทุกบาททุกสตางค์?
หรือการที่คุณไม่ต้องเผชิญกับปัญหาการลาพักหลังคลอด เพียงเพราะคุณไม่เคยคลอดลูก หรือเพราะเป็นผู้ชาย จึงไม่รู้ว่าการพักผ่อนหลังคลอดนั้นสำคัญแค่ไหน สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นไม่ได้เผชิญกับปัญหา
หรือทั้งชีวิตคุณไม่เคยเจอกับความรุนแรงทางเพศมาก่อน ทั้งจากครอบครัว คนรักหรือคนแปลกหน้า นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นไม่เคยเจอกับความรุนแรงเหล่านี้
ทั้งหมดนี้คือเรื่องเดียวกัน นั่นคือการเอาความโชคดีและ Privilege ของตนเองไปตัดสินชีวิตคนอื่น และการที่คุณไม่เคยเจอ นั่นไม่ได้หมายความว่าคนอื่นไม่เคยประสบ
สเตตัสที่ระบุว่า “ส่วนตัวไม่อินเรื่องความเสมอภาคทางเพศ อาจเพราะไม่เคยรู้สึกว่าไม่เท่าเทียมหรือถูกข่มเหงรังแก ตอนเด็กๆ ไปรังแกเพื่อนผู้ชายอีกต่างหาก” ที่ยิ่งน่าตกใจมากกว่าสเตตัสคือ ความคิดแบบนี้ออกมาจาก อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าทำไมไม่อิน แต่คือทำไมการไม่เคยถูกกดขี่ ถึงกลายเป็นเหตุผลในการไม่สนใจความไม่เท่าเทียมของคนอื่นได้
ทำไมมนุษย์คนหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่ง แม่คนหนึ่ง ถึงมองไม่เห็นความรุนแรงมากมายที่อยู่รอบตัว เพียงเพราะตัวเองไม่เคยโดนกระทำได้อย่างไร
เพียงเวลาไม่กี่วันต่อมา ภาพลักษณะเดียวกันก็ฉายซ้ำมาอีกครั้ง จากกรณีของ ‘ป้าตือ’ หรือ ตือ-สมบัษร ถิระสาโรช ในฐานะกรรมการ Miss Tiffany Universe 2026 ที่กล่าวว่า “ไม่มีมดลูกไม่ต้องใช้นางสาว” ระหว่างการนำเสนอโครงการแก้ปัญหาหอพักนิสิตข้ามเพศ ซึ่งต้องใช้คำนำหน้า ‘นาย’ และถูกจัดให้อยู่หอพักชาย ใช้ห้องน้ำร่วมกัน
เพียงช่วงเวลาไม่กี่นาทีของการนำเสนอ กลับทำให้เห็นภาพและชวนตั้งคำถามว่า เวทีที่ระบุว่า จะสะท้อนความงดงามของความหลากหลาย สร้างแรงกระเพื่อมเพื่อความเท่าเทียม ได้ทำหน้าที่นั้นจริงหรือไม่ เพราะตลอดช่วงเวลาการโต้เถียงนั้น มีเพียง อาร์ต-อารยา อินทรา ที่รับฟังและตั้งคำถามกับการประนีประนอมที่ยืดเยื้อมานาน
อย่างตอนหนึ่งที่อาร์ตระบุว่า “ก็เพราะมัวแต่ Comprmise นี่ไง ตั้งแต่กูเกิด ยันกูแก่ ไม่มีอะไรเปลี่ยน”
อีกประเด็นที่รู้สึกว่าเป็นปัญหาไม่แพ้กันคือคำว่า Compromise และคำว่า Aggressive ทำไมเวลาที่คนออกมาเรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองถูกกดขี่ กดทับ และถูกกระทำ ถึงมักถูกแปะป้ายว่า หัวรุนแรงหรือก้าวร้าว และถูกบอกให้รอไปก่อน
คำถามคือ ทำไมฝ่ายที่ถูกกดทับต้องเป็นฝ่าย Compromise อยู่ตลอด
มีไม่กี่เหตุผลที่พออธิบายมุมมองนี้ได้คือ โครงสร้างสังคมจำนวนมากเอื้อประโยชน์ให้บางคนอยู่แล้ว จนทำให้คนเหล่านั้นมองไม่เห็นความลำบากของคนอื่น เพียงเพราะชีวิตตัวเองปกติ และเมื่อโต้แย้งด้วยเหตุผลไม่ได้ ก็มักหันไปเล่นงานวิธีการนำเสนอแทน เช่น บอกว่าพูดดีๆ ก่อนแล้วจะฟัง
อธิบายง่ายๆ ผู้ที่ถูกกระทำ ถูกกดขี่ หรือเผชิญกับความรุนแรง เขาจะใช้น้ำเสียงนุ่มนวลในการอธิบายความโกรธ การกระทำ หรือการเลือกปฏิบัติที่เกิดขึ้นกับเขาได้อย่างไร
แต่สิ่งเหล่านี้กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อลดทอนความสำคัญของปัญหา และทำให้ผู้พูด ผู้เรียกร้อง กลายเป็นจำเลยสังคม เพราะใช้อารมณ์หรือเปล่า
หากไม่เรียกร้อง หากไม่ต่อสู้ สิ่งที่ควรได้รับจะได้มาง่ายๆ หรือ ทั้งสมรสเท่าเทียม การลาคลอด และสิทธิต่างๆ
ส่วนตัวมองว่าก็ Compromise กันมานานและมากพอแล้ว ยังต้อง Compromise กันไปถึงเมื่อไร ทั้งที่สิ่งที่เรียกร้องไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
พอแล้วกับคำว่า Compromise หยุดบอกกันว่า อย่า Aggressive เสียที ในเมื่อความเกรี้ยวกราดที่เกิดขึ้น อาจเป็นอาวุธชิ้นสุดท้ายของคนที่ถูกกระทำมาตลอด