โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดที่มา "ปลาร้า" มรดกก้นโหลจากภูมิปัญญา สู่ซอฟต์พาวเวอร์อาหารอีสานระดับโลก

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

รู้จัก "ปลาร้า" หรือ "ปลาแดก" ให้ลึกซึ้งกว่าเดิม ตั้งแต่ที่มาของชื่อที่หลายคนเข้าใจผิด สู่ขั้นตอนการหมักด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น และเปิดข้อมูลโภชนาการที่พิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์กว่าที่คิด พร้อมเคล็ดลับการกินอย่างปลอดภัย

"ปลาร้า" หรือ "ปลาแดก" ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องปรุงรสที่มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์เท่านั้น แต่คือมรดกทางภูมิปัญญาที่สืบทอดจากบรรพบุรุษชาวอีสานมาอย่างยาวนาน จากการถนอมอาหารในยามน้ำหลาก สู่การเป็น "วิญญาณ" ของอาหารอีสานที่ขาดไม่ได้ในปัจจุบัน วันนี้ไทยรัฐออนไลน์จะพาทุกคนไปเจาะลึกที่มาและวิธีการทำแบบดั้งเดิมที่ทำให้ปลาร้ากลายเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้มหาศาล

ทำไมต้องชื่อ "ปลาแดก" เปิดที่มาที่หลายคนอาจเข้าใจผิด

หลายคนอาจรู้สึกว่าคำว่า "แดก" เป็นคำไม่สุภาพในภาษากลาง แต่ในวัฒนธรรมอีสาน "ปลาแดก" มีที่มาที่ลึกซึ้งกว่านั้น ข้อสันนิษฐานแรกกล่าวว่าเพี้ยนมาจากคำว่า "แหลก" ซึ่งหมายถึงลักษณะของตัวปลาที่ถูกหมักจนเปื่อยแหลกนั่นเอง อีกนัยหนึ่งหมายถึงกิริยาการ "อัดหรือยัด" ปลาลงในไหให้แน่นเพื่อให้การหมักได้ที่

นอกจากไทยแล้ว ปลาร้ายังเป็นวัฒนธรรมร่วมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยชาวลาวเรียกว่าปลาแดกเช่นกัน ชาวกัมพูชาเรียกว่า "ปลาฮอก" และชาวเวียดนามเรียกว่า "หม่ำ"

เปิดสูตรลับภูมิปัญญา วิธีทำปลาร้าให้ "นัว" และหอมกรุ่น

หัวใจสำคัญของปลาร้าคือ "การหมัก" โดยใช้เกลือเป็นส่วนประกอบหลักเพื่อการถนอมอาหาร ซึ่งมีขั้นตอนสำคัญดังนี้

  • การเตรียมวัตถุดิบ: ใช้ปลาที่หาได้ตามธรรมชาติ เช่น ปลาช่อน หรือปลาเล็กปลาน้อย นำมาขูดเกล็ด ล้างให้สะอาด หากเป็นปลาตัวใหญ่ต้องสับให้เป็นชิ้นเพื่อให้เกลือซึมเข้าเนื้อได้ทั่วถึง
  • การหมักช่วงแรก: คลุกเคล้าปลากับเกลือในอัตราส่วนที่เหมาะสม
  • ส่วนผสมเพิ่มความหอม: เคล็ดลับความหอมอยู่ที่การใส่ ข้าวคั่ว หรือ รำข้าว เพื่อช่วยเพิ่มกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์
  • ระยะเวลา: นำปลาอัดลงในไหให้แน่น หมักทิ้งไว้หลายเดือนจนถึงแรมปี เพื่อให้ได้รสชาติที่ "นัว" และกลิ่นที่หอมตามธรรมชาติ

ส่องคุณค่าโภชนาการ ปลาร้ามีดีกว่าที่คุณคิด

ข้อมูลจากสำนักโภชนาการ กรมอนามัย พบว่าปลาร้า 100 กรัม ให้พลังงานถึง 149 กิโลแคลอรี และอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์

  • โปรตีน: สูงถึง 15.3 กรัม (ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์อื่น)
  • แคลเซียมและฟอสฟอรัส: ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน โดยเฉพาะปลาร้าสับที่บริโภคได้ทั้งก้าง
  • วิตามิน: มีทั้งวิตามินเอ, บี 1, บี 2 และไนอาซิน

กินปลาร้าอย่างไรให้ปลอดภัย

แม้ปลาร้าจะมีประโยชน์ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ต้องทำให้สุก" ก่อนรับประทานเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงจากพยาธิใบไม้ในตับและสารประกอบเอนไนโตรโซที่อาจพบได้เล็กน้อย ซึ่งสารนี้จะระเหยไปเมื่อถูกความร้อน นอกจากนี้ควรระวังเรื่องปริมาณโซเดียมที่สูง จึงควรบริโภคในปริมาณที่พอดี

ปลาร้าในวันนี้ก้าวไกลจาก "ท้ายครัว" สู่ห้างสรรพสินค้าและตลาดส่งออกระดับโลก ด้วยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและความสะอาดที่เป็นมาตรฐาน แต่วิญญาณของความเป็นอีสานและภูมิปัญญาการถนอมอาหารยังคงบรรจุแน่นอยู่ในทุกไห เป็นความภาคภูมิใจที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านรสชาติที่คุ้นเคย

ที่มา: สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดที่มา "ปลาร้า" มรดกก้นโหลจากภูมิปัญญา สู่ซอฟต์พาวเวอร์อาหารอีสานระดับโลก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...