สงครามการค้า-อุตสาหกรรมนม ความพ่ายแพ้ของ อ.ส.ค.-สหกรณ์ฯ สู่การล่มสลายของเกษตรกร ?
ภาพของการ “เทนมทิ้ง” ถึงจะช่วยซื้อนม กำลังสะท้อนว่า เสียงตะโกนของเกษตรกร อาจจบด้วยการแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก เพราะในสงครามการค้าและอุตสาหกรรมนม นมไทยแพ้นมผงนำเข้าแน่นอน แม้เราจะมีทั้งระบบสหกรณ์ กระทรวงเกษตรฯ และรัฐวิสาหกิจที่ อย่าง อ.ส.ค.(นมวัวแดง) ที่โอบอุ้มเกษตรกร รวมทั้งยังมีมีโครงการนมโรงเรียนกว่า 1 หมื่นล้านบาท
หรืออาวุธเดียวที่เกษตรกรมี คือ “เทนมประท้วง”
วันที่ 6 ม.ค.2569 ภาพข่าวเทน้ำนมดิบทิ้ง กว่า 40 ตัน ของสหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค ก.น.ช.หนองรี จำกัด จ.ลพบุรี เนื่องจากองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. ปฏิเสธรับซื้อเพราะเป็นนมนอกเอ็มโอยู หรือนมที่ไม่ได้ทำข้อตกลงรับซื้อล่วงหน้า
น้ำนมดิบที่ถูกทิ้งอย่างไร้ค่า สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ติดตามข่าว และกลายเป็นกระแสในสื่อสังคมอออนไลน์ ที่ได้แต่ตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับอาชีพเลี้ยงโคนม
ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากน้ำนมดิบมีปริมาณมากในช่วงนี้ มากจนล้นตลาด หรือจริง ๆ แล้วนมไม่ได้ล้นตลาด แต่ตลาดน้ำนมดิบของประเทศไทยมีความผิดปกติ และมีเงื่อนงำซ่อนอยู่
เกษตรกรบอกว่า สาเหตุที่ทำให้เอกชนรับซื้อน้ำนมดิบน้อยลง เพราะการนำเข้านมผงเสรี 9 หมื่นตัน ภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีไทย- ออสเตรเลีย (TAFTA) และความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP)
แต่ปัญหาหลักนี้ ไม่ใช่ปัญหาใหม่ เป็นปัญหาที่รู้ล่วงหน้า และมีเวลาให้ภาครัฐและเกษตรกรได้ปรับตัวถึง 20 ปี อีกทั้งยังมีเงินทุน อย่างกองทุน FTA ที่มีเป้าหมายช่วยเหลือเกษตรกรให้ปรับตัว แต่เพราะอะไร เมื่อเข้าสู่ยุคนมผงเสรี เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมยังต้องเทนมทิ้ง เจ๊ง และปิดฟาร์ม
การเทนมของสหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค ก.น.ช.หนองรี จำกัด จ.ลพบุรี คือความตั้งใจสะท้อนปัญหาผ่านสื่อ และมีการประกาศว่า เตรียมยกระดับการชุมนุม แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนมาเป็นการนัดเจรจากับผู้บริหาร อ.ส.ค. ที่สำนักงาน อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรีในวันที่ 7 ม.ค.2569 แทน
ไม่ใช่แค่ สหกรณ์โคนมไทยเดนมาร์ค ก.น.ช.หนองรี จำกัด แต่ยังมีน้ำนมดิบของสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค อีก 13 แห่ง ใน จ.สระบุรี ลพบุรี และนครราชสีมา ที่เผชิญชะตากรรมเดียวกัน นมที่ล้นเอ็มโอยู ส่วนที่ อ.ส.ค.ไม่รับซื้อ ต้องขายให้เอกชนในราคาถูก
ตลอดปี 2568 มีกระแสข่าวว่า เตรียมนัดแนะจะเทนมประท้วง โดยเอารถบรรทุกนมมาปิดถนน เพื่อเรียกร้องให้แก้ปัญหา หลังการทำเอ็มโอยูรับซื้อน้ำนมดิบ ซึ่งตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในหลายจังหวัดต้องเทนมดิบบางส่วนทิ้ง หลังศูนย์รับน้ำนมดิบปฏิเสธการรับซื้อ โดยเฉพาะศูนย์รับน้ำนมดิบเอกชนที่ให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจไม่ดีขายนมไม่หมด ปัญหานี้ทำให้มีฟาร์มโคนมต้องทยอยปิดกิจการ
นี่คือผลพวงจากการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายน้ำนมโค ปี 2568/2569 ทำให้มีศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบที่ไม่มีแหล่งจำหน่ายนมดิบ 32 แห่ง แบ่งเป็นสหกรณ์ 25 แห่ง และภาคเอกชน 7 แห่ง มีปริมาณน้ำนมดิบประมาณ 215 ตัน/วัน ที่ไม่มีที่ขาย และบางส่วนต้องเททิ้ง
ปลายปีที่ผ่านมาปัญหาเทนมสุกงอมเต็มที่ แต่ก็ยังไม่เกิดภาพการชุมนุมเทนมทิ้ง หรือปิดถนน อาจเป็นเพราะความเกรงใจ หรือเพราะมีใครขอไว้ หรือไม่
แม้ล่าสุด ปัญหาระหว่าง อ.ส.ค. และสหกรณ์โคนม จะได้ข้อสรุปเป็นที่น่าพอใจ อ.ส.ค. จะกลับมารับซื้อน้ำนมดิบนอกเอ็มโอยูเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร แต่การเทนมทิ้งจะยังดำเนินต่อไป เพราะนมที่เกษตรกรผลิตได้ และส่งขายให้สหกรณ์โคนม ก่อนที่สหกรณ์โคนมจะส่งขายให้ อ.ส.ค. ยังมีปริมาณมากกว่าจำนวนที่ อ.ส.ค. ทำเอ็มโอยูรับซื้อ
เกษตรกรส่วนหนึ่งให้ข้อมูลกับไทยพีบีเอสว่า ก็น่าเห็นใจ อ.ส.ค. ที่ต้องรับซื้อนมเกินเอ็มโอยู ในราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 18 บาท แต่เอกชนกลับซื้อในราคาต่ำกว่า และต่ำสุดคือ กิโลกรัมละ 13 บาท แต่สหกรณ์ต้องยอมขาย เพราะสุดท้ายก็ต้องเททิ้ง
หลายคนตั้งคำถามว่า ในช่วงที่เกษตรกร สหกรณ์โคนม และ อ.ส.ค. ลำบาก มีเอกชนที่ซื้อน้ำนมดิบราคาถูกไปแปรรูปขายราคาสูง ใช่หรือไม่ และจะมีหน่วยงานใดไปตรวจสอบ หรือ ขอร้องให้เอกชนเห็นใจเกษตรกรได้บ้าง
เมื่อนี่คือโลกของระบบทุนนิยมของอุตสาหกรรมนม ที่ธุรกิจผลิตภัณฑ์นมแปรรูปมีมูลค่าหลักหมื่นล้านบาทต่อปี และประเทศไทยครองอันดับ 1 การส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมของอาเซียน สวนทางกับภาพเกษตรกรรายย่อยที่ขาดทุน เป็นหนี้สินจากการเลี้ยงโคนม
รายงาน : พลอยไพฑูรย์ ธุระพันธุ์ ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคอีสาน
อ่านข่าว :
กองทัพเรือ ชวนเที่ยวงานวันเด็ก 10 ม.ค.นี้ เปิดพื้นที่ครอบคลุมทุกภูมิภาค
เคสแรกของปี สกัดไฟป่า พบพรานจุดไฟหวังไล่สัตว์เข้าติดบ่วง
ทำไม "กรีนแลนด์" ถึงสำคัญ มุมมองยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในยุค "ทรัมป์"