เปิดวิสัยทัศน์ "ซีอีโอ" คนใหม่ KCG "ดำรงชัย วิภาวัฒนกุล" วางกลยุทธ์ สร้างการเติบโตที่มั่นคง และยั่งยืน
‘บมจ.เคซีจี คอร์ปอเรชั่น’ หรือ KCG เปิดตัว CEO คนใหม่ ประกาศวิสัยทัศน์ “Transition Towards Sustainable Growth สร้างองค์กรสู่การเติบโตที่มั่นคง ยั่งยืน พร้อมสู่อนาคตที่กำลังเปลี่ยนแปลง” กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาใน 2 มิติ ผ่านแผนธุรกิจ 7 แกนหลัก ทรานส์ฟอร์มองค์กรขับเคลื่อนเทคโนโลยี ดึงคนรุ่นใหม่เสริมทัพ ยกระดับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและโซลูชั่นบริการใหม่ สร้างความรื่นรมย์ของรสชาติพร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ชู ‘KCG Logistics Park’ ศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าแบบครบวงจรแห่งใหม่และทันสมัย รับแผนขยายกำลังผลิตเต็มอัตราและขยายขอบเขตธุรกิจใหม่ ยึดมั่นดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน นายดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KCG เปิดเผยว่า ได้วางแผนงานเพื่อสานต่อความสำเร็จก้าวต่อไป ภายใต้วิสัยทัศน์ “Transition Towards Sustainable Growth” “สร้างองค์กรสู่การเติบโตที่มั่นคง ยั่งยืน และพร้อมสู่อนาคตที่กำลังเปลี่ยนแปลง” โดยกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาใน 2 มิติ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมองค์กร (Cultural Strategy) โดยยึดหลัก “Heart-driven - Expertise - Agile – Responsible – Teamwork” ด้วยความเชื่อมั่นว่าพนักงานเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะร่วมขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุสู่เป้าหมายสูงสุด และยุทธศาตร์ทางธุรกิจ (Business Strategy) เพื่อบรรลุเป้าหมายสร้างอาณาจักรอาหารตะวันตก เนยและชีส ให้เติบโตมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้การขับเคลื่อน 7 แกนหลัก ได้แก่ 1.มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจ โดยตั้งเป้าหมายปี 67 ผลประกอบการจะเติบโตต่อเนื่องเป็นตัวเลข 2 หลัก จากในช่วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา 2.การพัฒนาบุคลากร โดยมีแนวคิด "Digital Transformation Mindset" เพื่อสร้างพลังแห่งการทำงานให้กับพนักงาน 3.การขับเคลื่ององค์กรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี (Innovation Data & Tech) โดยจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยวิเคราะห์และตัดสินใจอย่างแม่นยำ ตลอดจนพิจารณาการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอาหาร 4.การขยายตลาดส่งออก โดยจะขยายกลุ่มสินค้าใหม่ ที่มีศักยภาพการเติบโต และขยายขอบเขตสู่ตลาดใหม่ผ่านตัวแทนจำหน่าย จากปัจจุบันที่มีการส่งออกไปแล้ว 15 ประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ 5.ยกระดับศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าที่ทันสมัยและครบวงจร (Supply Chain & Inventory) ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้เกิดประโยชน์สูงสุด 6. ยกระดับการผลิตโดยใช้ระบบอัตโนมัติ (Production&Automation) โดยมุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอกลุ่มผลิตภัณฑ์เนยและชีส ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท โดยนำกระบวนการผลิตระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ดียิ่งขึ้น 7. การส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Sustainable Development) โดยมุ่งมั่นสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม ภายใต้กรอบ ESG อาทิ ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2567 ลงอย่างน้อย 20% จากปี 2566, การใช้พลังงานหมุนเวียนผ่านการติดตั้ง Solar Rooftop, การใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ (Recycle), การดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้างบริเวณโรงงาน ตลอดจนดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ บริษัทยังผลิตได้ขยายกำลังผลิตกลุ่มผลิตภัณฑ์ชีสในรูปแบบห่อเดี่ยว (Individually Wrapped Processed Cheese Slices หรือ IWS) เพิ่มขึ้นจากเดิม 2,106 ตันต่อปี เป็น 4,212 ตันต่อปี ไปเรียบร้อยแล้วในเดือนตุลาคมปี 2566 และอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตเนยจากเดิม 18,000 ตันต่อปี เป็น 23,000 ตันต่อปี ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2568 ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าปรับระบบการขนส่งสินค้าด้วยการเพิ่มสัดส่วนการใช้รถไฟฟ้าพลังงานสะอาด (EV Truck) โดยวางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนเป็น 30% ของจำนวนรถขนส่งทั้งหมด เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่คุณค่าอย่างยั่งยืน