เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
ข้อมูลเบื้องต้น
เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
直播玄学爆火后,全家跪求我回去
***ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 橙子来袭 ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook
เรื่องย่อ
เฝ่ยไป๋ลู่เดินทางเข้าไปในถ้ำมารและพลัดตกลงไปในเขาวงกต เมื่อเธอตื่นขึ้นมาอีกครั้งกลับพบว่าตัวเองเข้ามาสวมร่างของเซเลบออนไลน์ผู้ตกอับ ซึ่งมีประสบการณ์ชีวิตที่ซับซ้อน
ทว่าก่อนที่เธอจะทันตกผลึกความคิด คนกลุ่มหนึ่งก็มาถึงหน้าประตูบ้าน พร้อมบอกว่าต้องการพาญาติที่พลัดพรากกลับไปตระกูล แต่เธอรู้ดีว่าผ่านมาหลายปีดีดักขนาดนี้ คนพวกนี้คงไม่ได้อยาก ‘ต้อนรับ’ เธอฉันครอบครัวจริง ๆ หรอก เพียงแค่อยากได้ไขกระดูกของเธอสำหรับยัยน้องสาวต่างแม่ผู้อับโชคนั่นต่างหาก! ต่อให้ฉันจะตกอับ แต่ก็เป็นถึงศิษย์หญิงใหญ่แห่งสำนักเต๋าเลยนะ ถ้าอยากเข้ามาก็ลองดู!
บทที่ 1 ให้เธอสิบล้าน
บทที่ 1 ให้เธอสิบล้าน
“ฉันจะให้เงินเธอสิบล้าน รีบเก็บของแล้วตามฉันกลับไปที่บ้านเฝ่ย”
ชายหนุ่มท่าทางเย็นชา พูดด้วยน้ำเสียงที่แทบจะเป็นการสั่ง
เฝ่ยไป๋ลู่เพิ่งจะได้รับความทรงจำทั้งหมดของเจ้าของร่างเดิม ขณะนี้เธอต้องการเวลาเพื่อซึมซับเรื่องราว แต่เสียงของชายตรงหน้าก็เอะอะเสียงดังผิดปกติ
ถึงอย่างนั้นเธอก็ก้มศีรษะลง และยังคงไม่สนใจอีกฝ่าย
เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ใช่คนของโลกนี้
เดิมทีเธอคือศิษย์พี่หญิงใหญ่แห่งสำนักเต๋าที่เป็นที่ยอมรับนับถือ
เธออยู่ในดินแดนลึกลับ แต่ด้วยไม่ระวังจึงตกหลุมพรางของราชามาร ร่วงลงสู่หุบเหวลึก และพอตื่นขึ้นมาอีกทีก็มาอยู่บนโลกมนุษย์นี้แล้ว
เจ้าของร่างเดิมนี้มีประสบการณ์ชีวิตที่ซับซ้อน เดิมทีเจ้าของร่างเป็นลูกสาวของครอบครัวเฝ่ยผู้ร่ำรวยแห่งเมืองเจียง แต่เพราะความผิดพลาดของโรงพยาบาล จึงเกิดการสับเปลี่ยนเตียงกับเด็กอีกคนโดยไม่รู้ตัว ชะตากรรมของทารกทั้งสองเปลี่ยนไปนับแต่นั้นเป็นต้นมา
เจ้าของร่างเดิมถูกทิ้งไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่โชคดีพ่อแม่บุญธรรมคนปัจจุบันรับอุปการะเลี้ยงดู ทว่าเมื่อเดือนที่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
พ่อแม่บุญธรรมประสบอุบัติเหตุ และทั้งคู่เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล เจ้าของร่างเดิมจึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่แสนแพง ทว่าอาชีพการงานก็ยังมาพังเละไม่เป็นท่าอีก ด้วยแรงกดดันทั้งทางร่างกายและจิตใจที่หนักหนาเกินไป เจ้าของร่างเดิมจึงเสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อคืนนี้
ตามความทรงจำที่เฝ่ยไป๋ลู่ได้รับมา ปณิธานหนึ่งเดียวก่อนตายของเจ้าของร่างเดิมคือ การหาเงินให้มากพอเพื่อช่วยชีวิตพ่อแม่บุญธรรม
เพราะโชคชะตาชักนำให้เธอมายืมใช้ร่างนี้ เธอย่อมต้องเติมเต็มความปรารถนาให้กับเจ้าของร่างเดิม
ส่วนผู้ชายที่อยู่ตรงหน้า…
ดวงตาสีดำสนิทของเฝ่ยไป๋ลู่มองตรงไปยังเฝ่ยอวี้
แสงไฟในห้องมืดสลัว ทำให้สีหน้าท่าทางของเธอมืดมัวจนมองเห็นได้ไม่ชัด
เฝ่ยอวี้คือลูกชายคนโตของครอบครัวเฝ่ยแห่งเมืองเจียง แล้วก็ยังเป็นพี่ชายแท้ ๆ ที่มีพ่อแม่เดียวกันกับเจ้าของร่างนี้ด้วย
ไม่รู้ว่าครอบครัวเฝ่ยรู้เรื่องการสลับตัวทารกเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วได้ยังไง แต่จู่ ๆ ก็มีคนมาถึงประตูบ้านและต้องการนับเธอเป็นญาติ
เฝ่ยไป๋ลู่นึกถึงท่าทางของเฝ่ยอวี้ที่ชี้หน้าเธอทันทีที่เข้ามาในบ้าน พลันในใจก็อยากจะหัวเราะ
เฝ่ยอวี้ใช้เงินสิบล้านฟาดหัวเธอทันทีที่เปิดปากพูด เขาเข้าใจสภาพจนตรอกของเธอในตอนนี้ และเพื่อจ่ายค่ารักษาพยาบาลของพ่อแม่บุญธรรม เธอจะต้องก้มหัวคำนับเขา แล้วกลับไปหาครอบครัวเฝ่ยอย่างเชื่อฟังแน่นอน
ปากบอกว่านับญาติ แต่ท่าทางที่วางตัวสูงส่งกลับไม่เหมือนจะนับญาติกันเลยสักนิด มันเหมือนเป็นศัตรูกันมากกว่า
เฝ่ยไป๋ลู่บีบนิ้วมืออย่างสบาย ๆ มุมปากยกขึ้นช้า ๆ
แต่ว่าเป็นศัตรูงั้นเหรอ? พ่อแม่บุญธรรมเกิดอุบัติเหตุ อาชีพการงานของเจ้าของร่างก็ไม่ดี พออับจนหนทาง ครอบครัวเฝ่ยก็ปรากฏตัวขึ้นพอดี แล้วแสดงออกว่าเต็มใจช่วยออกเงินออกแรงให้
ส่วนจุดประสงค์ของทั้งหมดนี้ก็เพื่อบีบบังคับให้เธอกลับไปครอบครัวเฝ่ยอย่างเชื่อฟัง
ร่างกายนี้คือกระดูกเต๋าธรรมชาติ สมาชิกในครอบครัวเฝ่ยคนหนึ่งต้องการให้เธอยินยอมปลูกถ่ายไขกระดูกเพื่อยืดอายุน้องสาวต่างแม่ น้องสาวที่รอแย่งชิงโชคและการเลี้ยงดูจากครอบครัวเฝ่ยที่จะคงอยู่เป็นร้อยปีของเธอไป อา…ขอให้ครอบครัวเฝ่ยเจริญรุ่งเรือง
มีเรื่องเข้ามาไม่หยุดเลย น่าขยะแขยงจริง ๆ!
เมื่อถูกสายตาของเฝ่ยไป๋ลู่จ้องมอง เฝ่ยอวี้ก็เกิดความรู้สึกหวาดหวั่นอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ เขากลัวว่าจะโดนอ่านใจได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เขาพลันรู้สึกแปลก ๆ ในใจ ‘ผู้หญิงคนนี้มาจากสถานที่เล็ก ๆ จะสร้างแรงกดดันใส่ฉันได้ยังไง? ฉันต้องเข้าใจผิดไปเองแน่ ๆ!’
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปทางเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ และด่าว่า “ฉันพูดกับเธออยู่นะ เป็นใบ้หรือไง? ตอบไม่ได้เหรอ?”
เฝ่ยไป๋ลู่มึนงงไปชั่วขณะ แล้วก็ได้สติกลับมาจากภวังค์ความคิดทันที เธอเหลือบมองเฝ่ยอวี้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “คุณกลับไปได้แล้ว”
“เธอรู้หรือเปล่าว่าตัวเองกำลังพูดอยู่กับใคร?” ความเมินเฉยของเฝ่ยไป๋ลู่ค่อนข้างเกินความคาดหมายของเฝ่ยอวี้จริง ๆ
ในความคิดเห็นของเขา การที่เฝ่ยไป๋ลู่ผู้ขาดแคลนเงินคนนี้จะได้กลับไปหาครอบครัวเฝ่ย แทบจะถือว่าเป็นบุญหล่นทับเลยก็ว่าได้
และในฐานะที่เขาเป็นพี่ชายคนโต เฝ่ยไป๋ลู่ก็ควรจะแสดงท่าทีอบอุ่นและสุภาพต่อเขา นั่นจะช่วยให้เธอเข้ากับครอบครัวเฝ่ยได้ดีและได้รับผลประโยชน์มากขึ้นในอนาคต
แต่เมื่อเห็นท่าทางเย็นชาของเฝ่ยไป๋ลู่ตอนนี้ เธอไม่ได้แสดงออกถึงความอยากใกล้ชิดกับเขาเลยแม้แต่น้อย เธอไม่ได้อยากรู้อยากเห็นจนซักถามถึงเงินและกิจการของครอบครัวเฝ่ยอย่างโลภมาก หรือประจบสอพลอก็ไม่ได้ทำ สิ่งนี้เกินความคาดหมายของเฝ่นอวี้จริง ๆ
เฝ่ยไป๋ลู่ทนเถียงกับเขาต่อไปไม่ไหวแล้ว “คุณยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นใคร นี่มันเรียกว่ายังไงนะ?”
ตัวเธอนั้นนับว่าเป็นคนที่อารมณ์ดีมาก ไม่ว่าเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักจะวุ่นวายแค่ไหนเธอก็ไม่โกรธ อีกทั้งปฏิบัติต่อเผ่าพันธุ์อื่นด้วยความรักและให้อภัย
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับคนตระกูลเฝ่ย และคิดถึงเรื่องที่ครอบครัวเฝ่ยทำ เธอก็รู้สึกไม่สบายใจ และรังเกียจจริง ๆ
“เธอโกรธงั้นเหรอ?” เฝ่ยอวี้ถูกเยาะเย้ยอย่างหยาบคาย สีหน้าเขาแปลกไป แต่ไม่โกรธ กลับเริ่มรู้สึกสนใจมากขึ้นเล็กน้อย และสังเกตเฝ่ยไป๋ลู่อย่างระมัดระวัง
เมื่อเห็นว่าร่างกายเฝ่ยไป๋ลู่ซูบผอม สีหน้าขาวซีดดูไม่แข็งแรง ใต้ตาคล้ำลึก บ้านที่อยู่ก็เล็กแคบและรกรุงรัง เขาก็รู้สึกว่าเธอเหมือนหนูในกองขยะต่ำต้อยจนไม่อาจออกมาให้ใครเห็นได้
ความรู้สึกแปลก ๆ ในใจของเฝ่ยอวี้อันตรธานหาย และร่องรอยความรังเกียจก็วาบผ่านดวงตาไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งน่าเกลียดทั้งสกปรก เทียบกับพวกคุณหนูจากครอบครัวเศรษฐีไม่ได้เลย แม้แต่กับปลายเล็บของน้องสาวชิงรั่วที่บ้านก็ยังเทียบไม่ได้
ถ้าไม่ใช่เพราะการตรวจความเป็นพ่อลูกนั่น เฝ่ยอวี้ก็ไม่อยากยอมรับเลยจริง ๆ ว่าผู้หญิงคนนี้คือน้องสาวแท้ ๆ ของเขา
ภาพเฝ่ยไป๋ลู่ถูกเชือดปรากฏขึ้นในใจเฝ่ยอวี้เงียบ ๆ เขาไม่มีอารมณ์จะพูดจาไร้สาระกับเฝ่ยไป๋ลู่อีกต่อไป
เขาตบฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนเสื้อผ้าตัวเอง และเตรียมจะจากไปหลังจากทิ้งคำพูดเอาไว้ “ครอบครัวเฝ่ยร่ำรวยมาก ถ้าเธอกลับไปหาครอบครัวเฝ่ยเมื่อไหร่ เธอก็จะมีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้พ่อแม่บุญธรรม ฉันรู้ว่าเรื่องนี้มีผลกระทบกับเธอมาก ฉันจะให้เวลาคิดก็แล้วกัน แต่อย่าทำให้พวกเราต้องรอนานเกินไปล่ะ!”
เฝ่ยไป๋ลู่เหลือบมองชายหนุ่มผู้เย่อหยิ่ง ที่ทำท่าทางให้เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าจะไปแล้ว แต่กลับยังรีรออยู่ในบ้านคอยให้เธอยอมจำนนและรั้งให้เขาอยู่ต่อ หญิงสาวจึงพูดย้ำอีกครั้ง “คุณออกไปได้แล้ว”
“เนรคุณ!” เฝ่ยอวี้กำลังรอให้เฝ่ยไป๋ลู่ยอมแพ้ แต่พอถูกฉีกหน้าอีกครั้ง ก็ทำให้โกรธจัด “ถ้าเธอไม่กลับไปหาครอบครัวเฝ่ยตอนนี้ จากนี้ก็อย่าคิดว่าจะเข้ามาในครอบครัวเฝ่ยได้ง่าย ๆ!” พูดจบ เขาก็กระแทกประตู แล้วจากไป
เขาจะรอดูวันที่เฝ่ยไป๋ลู่ร้องไห้คร่ำครวญกลับไปหาตระกูลเฝ่ย!
“คิดว่าฉันอยากเข้าตระกูลเฝ่ยมากนักเหรอ?” เฝ่ยไป๋ลู่มั่นใจว่าเฝ่ยอวี้จะต้องกลับมาขอร้องเธออีก
ระหว่างคิ้วชายหนุ่มมีสีดำ และด้านบนศีรษะก็ดำทะมึนยิ่งกว่า
เมฆหนาแห่งหายนะกำลังม้วนตัว ควบแน่นจนใกล้จะเป็นรูปเป็นร่าง นั่นหมายความว่าเขาจะต้องพบกับหายนะครั้งใหญ่
ก่อนที่เมฆแห่งหายนะจะก่อตัวสมบูรณ์ หากพบจุดเปลี่ยนก็จะสามารถแก้ไขหายนะนี้ได้ และจุดเปลี่ยนั่นคือเธอ
แต่ทำไมเธอต้องมาช่วยแก้ปัญหาให้คนพรรค์นี้ด้วยล่ะ?
เฝ่ยไป๋ลู่อดหัวเราะเยาะไม่ได้
หลังจากเฝ่ยอวี้ไปแล้ว บ้านก็กลับสู่ความเงียบสงบ ท้องของเฝ่ยไป๋ลู่ส่งเสียง ‘โครกคราก’ ออกมาในเวลาที่พอเหมาะพอดี
เจ้าของร่างเดิมใช้เงินทุกหยวนไปกับโรงพยาบาล และไม่อยากเสียเงินไปกับการกินดื่ม
เมื่อนับ ๆ ดู ร่างนี้ก็ไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว
เฝ่ยไป๋ลู่ไม่อยากให้ตัวเองต้องเจอกับการตายกะทันหัน เธอจึงควักโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจดูยอดเงินคงเหลือ
…หนึ่งหยวนกับสิบเจ็ดเหมา
ศิษย์พี่หญิงใหญ่แห่งสำนักเต๋าผู้ไม่เคยต้องกังวลเรื่องเงินเบิกตากว้าง ‘…’
จน!
จนเกินไปแล้วจริง ๆ!
ไม่แปลกใจเลยที่เฝ่ยอวี้มั่นใจมากว่าเงินสิบล้านจะทำให้เจ้าของร่างเดิมก้มหัวอย่างเชื่อฟังได้ ก็เพราะระหว่างหนึ่งหยวนกับสิบล้านเลขศูนย์มันต่างกันหลายตัวมากเลยนี่!
เฝ่ยไป๋ลู่วางโทรศัพท์ลงด้วยอารมณ์ซับซ้อน และคิดจะหาของกินในบ้านเอา แต่เมื่อมองไปรอบ ๆ เธอก็รู้สึกสับสน
เจ้าของร่างเดิมใช้เงินส่วนใหญ่ไปกับการหาบ้านที่มีค่าเช่าเดือนละแปดสิบหยวน เธอเพิ่งย้ายมาที่นี่เมื่อวานนี้ และยังไม่มีเวลาจัดเก็บห้องเลยด้วยซ้ำ
ภายในบ้านเช่าหลังเล็ก ๆ นี่จึงยังอัดแน่นไปด้วยสิ่งของที่ผู้เช่าคนเก่าไม่เคยโยนทิ้ง ทำให้มีกลิ่นเหม็นรุนแรงในอากาศ สภาพห้องแบบนี้หาของกินได้ก็แปลกแล้ว
เฝ่ยไป๋ลู่นวดคิ้วเพราะความปวดหัว เธอเปิดประตูหน้าต่างระบายอากาศในระดับที่พอเหมาะ และเริ่มคิดขั้นต่อไป
เริ่มจากต้องหาเงินก่อน
เมื่อหาเงินได้แล้ว เธอก็จะย้ายออกจากที่นี่ทันที
ปี๊บ ๆ
โทรศัพท์ส่งเสียงและสั่นเล็กน้อย พร้อมกับมีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา
[ผู้ช่วยสตรีมมิงโต้วโซ่ว : ใกล้จะสิ้นเดือนแล้ว ระยะเวลาถ่ายทอดสดของอาจารย์ยังไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดเลย ยังเหลืออีกสิบแปดชั่วโมง แฟน ๆ รอให้คุณไลฟ์อยู่น้า~]
บทที่ 2 ไลฟ์สดแพลตฟอร์มโต้วโซ่ว
บทที่ 2 ไลฟ์สดแพลตฟอร์มโต้วโซ่ว
ไลฟ์สด?
เฝ่ยไป๋ลู่กวาดตามองข้อความสองสามครั้ง แล้วก็จำได้ว่า เธอมีงานทำนี่นา!
เจ้าของร่างเดิมเป็นคนดังทางอินเทอร์เน็ตบนแพลตฟอร์มโต้วโซ่ว มีแฟนคลับมากกว่าห้าหมื่นคน ปกติก็มักจะสร้างรายได้ด้วยการไลฟ์สดและถ่ายคลิปสั้น ๆ แต่เมื่อหนึ่งเดือนก่อนชีวิตและการงานของเจ้าของร่างเดิมก็ถูกทำลายจนหมดสิ้น
พ่อแม่บุญธรรมประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล เจ้าของร่างเดิมใช้เงินเก็บจนหมดเกลี้ยง ตอนนั้นเธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากโพสต์วิดีโอลงบนโต้วโซ่วเพื่อขอรับเงินบริจาค ในช่วงแรกได้เงินบริจาคเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็ช่วยลดแรงกดดันทางการเงินให้กับเจ้าของร่างเดิมได้
ทว่าความคิดเห็นของผู้คนบนอินเทอร์เน็ตก็เปลี่ยนไปกะทันหัน เพราะจู่ ๆ ก็มีบัญชีผู้ใช้งานจำนวนมากโผล่ออกมาเปิดโปงการฉ้อโกง บอกว่าเธอโพสต์ข้อมูลขอความช่วยเหลือปลอม ๆ โกงเงินบริจาค และใช้ชาวเน็ตหาเงิน
[ระดมเงิน โกงเงินบริจาค สตรีมเมอร์หญิงหน้าตาดี อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เวอร์เกินจริง และประสบการณ์ชีวิตของลูกสาวบุญธรรม ให้ตายเหอะ นิยายยังไม่กล้าเขียนขนาดนี้เลย ชาวเน็ตนี่โง่จริง ๆ!]
[ตอนแรกก็เห็นใจเธออยู่หรอก แต่ยิ่งคนระยำอย่างเธอแสดงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้มันปลอมมาก! คืนเงินมา! ฉันเป็นนักศึกษา เงินที่บริจาคให้เธอคือเงินที่ฉันเจียดมาจากเงินค่าขนมเลยนะ!]
[เธอโกงเงินบริจาค ก็คือกำลังหลอกลวงความเมตตาของสาธารณชน ต่อจากนี้ใครจะกล้าเชื่อถือข้อมูลการขอรับบริจาคในเน็ตอีกล่ะ? เธอได้เงินแล้วก็ไป แล้วพวกเราที่ต้องการเงินบริจาคจริง ๆ ล่ะจะทำยังไง? ฉันล่ะโคตรเกลียดเธอเลย!]
แอ็กเคานต์ปล่อยข่าวที่มีจุดประสงค์แอบแฝงกับชาวเน็ตที่ถูกยุยงต่างไม่ละความพยายามในการคาดเดา วิพากษ์วิจารณ์ และโจมตีเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยความเคียดแค้นอย่างถึงที่สุด
ก่อนเธอจะสวมร่างนี้ เจ้าของร่างเดิมต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันทางจิตใจอย่างมากจนไม่ได้ถ่ายทอดสดมาครึ่งเดือนแล้ว เมื่อถูกความเป็นจริงบีบบังคับ เธอจึงต้องเลิกทำงานในโลกออนไลน์ที่ชอบและหางานในโลกความเป็นจริงแทน
แต่น่าสงสารผ่านไปครึ่งเดือนแล้วก็ยังหางานไม่ได้ แถมยังต้องเผชิญกับข่าวลือบ้าบอจากเหล่าชาวเน็ตที่คิดว่าเธอแอบฉ้อโกงเงินบริจาคจนถูกจับติดคุกอีก เหตุเพราะเธอไม่ได้ถ่ายทอดสดมาครึ่งเดือนแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ดวงตาของเฝ่ยไป๋ลู่ก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา
ผู้ใหญ่ร่างกายแข็งแรงคนหนึ่งคงไม่ถึงขนาดหางานทำเลี้ยงชีพไม่ได้ ถ้าบอกว่าครอบครัวเฝ่ยไม่ได้อยู่เบื้องหลัง เธอไม่มีวันเชื่อ!
ครอบครัวเฝ่ยต้องการบีบเฝ่ยไป๋ลู่เข้าสู่สถานการณ์สิ้นหวัง แต่เห็นได้ชัดว่าครอบครัวเฝ่ยไม่ได้ยิ่งใหญ่มากพอจะปิดฟ้าด้วยฝ่ามือเดียว
โต้วโซ่วคือแพลตฟอร์มโซเชียลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และได้รับการสนับสนุนจากเซินไห่กรุ๊ป ถึงครอบครัวเฝ่ยจะพยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว แต่ก็ยังบล็อกบัญชีของเธอไม่ได้ สรุปว่าเธอเลยยังมีงานทำใช่ไหม?
เฝ่ยไป๋ลู่ระงับความเจ็บปวดใจที่มีให้เจ้าของร่างเดิมไว้ภายใน เธอเปิดแพลตฟอร์มโต้วโซ่วขึ้น ถอนเงินรางวัลที่มีอยู่ข้างในเพียงสี่สิบหกหยวนออกมา
นี่คือเงินก้อนใหญ่ที่สุดที่เจ้าของร่างเดิมเหลืออยู่ ซึ่งพอจะช่วยแก้ปัญหาความลำบากยากเข็ญของเธอในตอนนี้ได้
แล้วจะใช้สี่สิบหกหยวนมาเติมท้องที่ไม่ได้กินอะไรหลายวันยังไงดีล่ะ?
สถานการณ์ที่ยากลำบากทำให้เฝ่ยไป๋ลู่เรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากแอปเสี่ยวลู่ซู
หลังจากอ่านคู่มือคำแนะนำแล้ว เธอก็ขึ้นรถบัส ไปร้านหม้อไฟบริการตัวเองราคาสามสิบสองหยวนแบบกินได้ไม่อั้นในเวลาสามชั่วโมง
ตอนนี้เฝ่ยไป๋ลู่หิวสุด ๆ เธอกินอาหารกองแล้วกองเล่า จนจานก่อตัวเป็นภูเขาสูงตระหง่านอยู่บนโต๊ะ
“ไม่ไหวแล้ว ฉันกินไม่ไหวแล้ว สู้ไม่ได้ สู้ไม่ได้จริง ๆ ถ้ายังกินต่อไปท้องฉันคงแตกแน่” โต๊ะข้าง ๆ ชายร่างกำยำเหยียดตัวอยู่บนเก้าอี้ เขากำลังกุมท้องด้วยสีหน้าทั้งพอใจและตึงเครียด ใบหน้าของชายผู้แข็งแกร่งเต็มไปด้วยอารมณ์
เขายกโทรศัพท์ขึ้นแล้วบ่นใส่กล้อง “พี่น้องครับ วันนี้ผมละยอมเขาเลยจริง ๆ เหนือคนยังมีคนอยู่นะ พวกคุณอย่าได้คิดว่าสาวน้อยคนนั้นผอมแห้งมากเชียว ท้องของเธอเหมือนกับหลุมลึกสุด ๆ ไปเลย”
จางเฉิงหันกล้องไปทางเฝ่ยไป๋ลู่เงียบ ๆ ชี้นิ้วไปที่กองจานเปล่าตั้งตระหง่าน ก่อนชูสี่นิ้วขึ้น แล้วพูดอย่างชื่นชม “คืองี้นะ พนักงานเสิร์ฟเคลียร์ไปสามรอบแล้ว นี่คือรอบที่สี่”
[น้องผู้หญิงน่าทึ่งชะมัด! ถ้าน้องผู้หญิงมีบัญชีผู้ใช้ละก็ คู่แข่งที่ใหญ่ที่สุดในเส้นทางม็อกบัง*[1]ของพี่จางได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว!]
[ช็อกเลย! เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นคนกินได้เยอะขนาดนี้ อีกอย่างฉันสังเกตว่านอกจากตอนไปหยิบอาหารแล้วเธอก็ไม่หยุดกินเลย แถมไม่ได้ออกไปอ้วกด้วย กินเข้าไปได้มากขนาดนี้ พูดตรง ๆ เลยว่า แข็งแกร่ง!]
[ผู้หญิงนั่นกินเข้าไปขนาดนี้ จะเข้าโรงพยาบาลหรือเปล่าอะ? ทำไมพี่จางไม่รอสักหน่อย ถ้าเกิดเรื่องจะได้ส่งโรงพยาบาลได้ทันทีไง?]
จางเฉิงเห็นคอมเมนต์จากผู้ชม เขาเองก็รู้สึกกังวลใจแบบนั้นเหมือนกัน จางเฉิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดกับผู้ชม “ยังไงฉันก็กินไม่ไหวแล้ว ถ้าอย่างนั้นนั่งสักเดี๋ยว รอน้องผู้หญิงคนนี้กินเสร็จ พวกเราไปสัมภาษณ์เธอกัน”
เฝ่ยไป๋ลู่สังเกตเห็นนานแล้วว่ามีกล้องตัวหนึ่งหันมาทางเธอ แต่เพราะว่าดูแล้วไม่มีเจตนาร้ายจึงเมินเฉยและกินต่อโดยไม่ได้สนใจ
ณ บ้านตระกูลเฝ่ย
เฝ่ยชิงรั่วนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นด้วยใจจดจ่อ เธอกำลังรอพี่ใหญ่พาคุณหนูเฝ่ยตัวจริงคนนั้นกลับมา
เมื่อเดือนที่แล้ว เธอแอบได้ยินคำพูดของพ่อโดยบังเอิญ จึงรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คุณหนูใหญ่ที่แท้จริงของครอบครัวเฝ่ย
พ่อแท้ ๆ ของเธอยังคงเป็นเฝ่ยมา เพียงแต่แม่แท้ ๆ ผู้ให้กำเนิดเธอไม่ใช่คุณนายของครอบครัวเฝ่ย แต่เป็นหนึ่งในชู้รักจำนวนมากของเฝ่ยมาเท่านั้น
เธอนึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะเป็นแค่ลูกสาวของบรรดาเมียน้อยเหล่านั้น ไม่ใช่คุณหนูของครอบครัวเฝ่ยจริง ๆ! จะให้เฝ่ยชิงรั่วที่เติบโตมาในครอบครัวเฝ่ยที่รักใคร่และเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดีทนรับเรื่องได้ยังไง เธอเป็นลมไปในทันที และนั่นทำให้คนในครอบครัวเฝ่ยรู้เรื่องที่เธอไม่ใช่คุณหนูตัวจริงด้วยเช่นกัน
หลังจากเหตุการณ์นั้น เฝ่ยมาก็ยังปกปิดตัวตนของเธอที่เป็นลูกซึ่งเกิดจากชู้รักกับคนในครอบครัวเฝ่ย และบอกแค่ว่าเป็นความผิดพลาดของโรงพยาบาลในปีนั้น
โดยใช้ข้ออ้างว่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอเสียชีวิตไปแล้วทั้งคู่ นั่นทำให้เธออยู่ในครอบครัวเฝ่ยต่อได้สำเร็จ
วันนี้พี่ใหญ่จะไปพาคุณหนูใหญ่ที่แท้จริงของครอบครัวเฝ่ยกลับมาแล้ว
เห็นได้ชัดว่าเธอเองก็เป็นลูกสาวของพ่อ แต่นับจากนี้ไปเธอจะต้องสวมบทบาทว่าพ่อแม่ของเธอได้ตายไปแล้ว กลายเป็นลูกสาวบุญธรรมที่น่าเวทนาของครอบครัวเฝ่ยแทน เธอจึงไม่เต็มใจ…
เฝ่ยชิงรั่วรู้สึกมีก้อนหินกดทับอยู่ในใจ เธอกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
หนุ่มน้อยรูปหล่อเห็นคิ้วสวยของเฝ่ยชิงรั่วขมวดเป็นปม แม้ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ แต่เขาก็รู้สึกเจ็บปวดใจ “พี่สาวไม่ต้องกังวลนะ ถึงผู้หญิงคนนั้นจะกลับมาก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอก ผมจะไม่เรียกหล่อนว่าพี่สาวเด็ดขาด พี่เป็นคุณหนูเพียงคนเดียวของครอบครัวเฝ่ยของพวกเรา”
เฝ่ยชิงรั่วฝืนยิ้มทั้งที่กำลังหนักใจ และมีเพียงร่องรอยความเศร้าในหัวคิ้วให้เห็น ด้วยท่าทางที่ไม่กล้าแสดงความรู้สึกนี้ ทำให้คนอื่นยิ่งรู้สึกเจ็บปวดใจมากขึ้น “เสี่ยวเฉิง อย่าพูดแบบนั้นเลย ไป๋ลู่เป็นพี่สาวแท้ ๆ พ่อแม่เดียวกันกับนาย นายห้ามไม่เคารพเธอ ไม่อย่างนั้นเธอได้ยินแล้วจะเสียใจ”
พี่จะไม่เสียใจเหรอถ้าผมเรียกเฝ่ยไป๋ลู่นั่นว่าพี่สาว? เขาอยากจะถาม แต่เมื่อเฝ่ยเฉิงเห็นว่าเฝ่ยชิงรั่วรู้สึกอึดอัดใจ เขาจึงกลืนคำพูดที่เขากำลังจะโพล่งออกมาลงไป
เพียงแค่คิดว่าจะต้องเรียกผู้หญิงที่มาจากสถานที่เล็ก ๆ นั่นว่าพี่สาว ในใจเขาก็หงุดหงิด จนใบหน้าแสดงออกว่าโกรธอย่างเห็นได้ชัด
“ก็แล้วเธอคู่ควรจะเป็นพี่สาวของผมหรือเปล่าล่ะ? ถ้าผู้หญิงคนนั้นรู้จักสถานะตัวเองก็ไม่ต้องมาสู้อะไรกับพี่…ฮึ สู้ยังไงก็ไม่ชนะหรอก ผมมีพี่เป็นพี่สาวคนเดียว”
“นายพูดคำพวกนี้เพื่อปลอบให้ฉันดีใจสินะ” ความเศร้าในดวงตาเฝ่ยชิงรั่วจางหายไปเล็กน้อย และมีรอยยิ้มกว้างขึ้นนิดหน่อย
เพราะเหตุผลทางกายภาพทำให้เฝ่ยชิงรั่วได้รับการเลี้ยงดูอย่างเอาอกเอาใจและทะนุถนอมมาก เธอมีนิสัยอ่อนหวานละมุนเจือด้วยความเศร้า ทำให้มีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์
ดวงตาของเฝ่ยเฉิงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ พี่ชิงรั่วสวยมากจริง ๆ ถึงจะอยู่ท่ามกลางบรรดาครอบครัวที่ร่ำรวยมากมาย ก็ยังเป็นคนที่โดดเด่นที่สุด
ตั้งแต่เล็กจนโตเขาได้ยินผู้คนชื่นชมเฝ่ยชิงรั่วนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อนเล่นรอบตัวเขาก็ต่างพากันอิจฉาที่เขามีพี่สาวสวยแบบนี้
มีเพียงคนแบบนี้เท่านั้น ถึงคู่ควรจะเรียกว่าพี่สาวของเขา
ได้ยินมาว่าเฝ่ยไป๋ลู่คนนั้นเติบโตในชนบท พ่อแม่บุญธรรมก็ยากจนด้วยเช่นกัน
พอคิดแล้วไม่ว่าจะหน้าตา นิสัยหรือความสามารถ เฝ่ยไป๋ลู่คนนั้นคงเทียบกับพี่ชิงรั่วไม่ติด
“ผมพูดจริงนะ เฝ่ยไป๋ลู่นั่นกับพี่ก็เหมือนกับเมฆบนท้องฟ้าและโคลนตมบนพื้นดิน ใครจะอยากมีพี่สาวที่ทำให้ตัวเองต้องขายขี้หน้ากันล่ะ? พูดแล้วมีแต่จะอายคน”
เฝ่ยเฉิงทำหน้าหดหู่ ถ้าถามเขา เขาก็เห็นว่าไม่ควรรับเฝ่ยไป๋ลู่กลับมา ยังไงก็ไม่มีความรู้สึกอะไรต่อกันอยู่แล้ว เพราะงั้นแค่ให้เงินนิดหน่อยแล้วไล่ไปก็พอ
น่าเสียดายที่ไม่ว่าเขาจะคัดค้านขนาดไหน พ่อกับแม่ก็ยังยืนกรานจะยอมรับเฝ่ยไป๋ลู่กลับสู่ครอบครัวเฝ่ย
เฝ่ยไป๋ลู่คนนั้นจะต้องภาคภูมิใจมากเลยสินะ?
ไม่ได้! เขาจะต้องเล่นเธอให้หนัก เพื่อป้องกันไม่ให้เธอมีความคิดที่ไม่ดี จนทำร้ายพี่สาวชิงรั่วให้เศร้าและไม่สบายใจ!
ดังนั้นขณะที่เฝ่ยไป๋ลู่กำลังเพลิดเพลินกับการกิน โทรศัพท์ก็แจ้งเตือนว่ามีความข้อความส่งเข้ามา
[เฝ่ยไป๋ลู่ ฉันขอเตือนเธอ ถึงแม้ว่าครอบครัวเฝ่ยจะรับเธอกลับมา แต่เธอต้องเข้าใจสถานะของตัวเองให้ชัดเจน อย่าได้กล้าคิดฝันถึงสิ่งที่ไม่ใช่ของเธอ!]`
[การเสแสร้งทำอวดดีไม่มีประโยชน์อะไรต่อเธอเลย ถ้ารู้จักวางตัวก็กลับมาอย่างเชื่อฟัง กลับมาแล้วก็ทำให้ฉันสบายใจด้วย อย่าคิดทำอะไรแผลง ๆ!]
[1] ม็อกบัง คือ การถ่ายทอดสดภาพหรือเสียงทางออนไลน์เกี่ยวกับการรับประทานอาหารหลากหลายจานพร้อมกัน
บทที่ 3 ท่านอาจารย์!
บทที่ 3 ท่านอาจารย์!
เฝ่ยไป๋ลู่หัวเราะเยาะ ขี้เกียจจะเดาว่าไอ้โง่คนไหนส่งข้อความมา เลยเพิ่มเบอร์นี้เข้าไปในบัญชีดำมันเสียเลย
บล็อกเสร็จก็กินต่อ
ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถสร้างผลกระทบต่อความเร็วในการกินของเธอได้!
เฝ่ยเฉิงที่อยู่อีกด้านจ้องโทรศัพท์ตลอดเวลา กำลังรอการตอบกลับของเฝ่ยไป๋ลู่
พี่ใหญ่ไม่ได้พาเฝ่ยไป๋ลู่กลับมา เขาจึงรู้ได้เลยว่าเฝ่ยไป๋ลู่คนนี้เป็นพวกเจ้าเล่ห์!
การที่เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ยอมกลับมา เธอต้องจงใจแน่ คงเพราะอยากเรียกร้องขอของของตระกูลเฝ่ยมากขึ้น หรือไม่ก็ต้องการขับไล่พี่สาวชิงรั่วออกไปก่อนถึงจะกลับมา!
เฝ่ยเฉิงหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเอาชนะเฝ่ยไป๋ลู่ให้ได้ ดังนั้นจึงส่งข้อความเตือนนี้ไป หวังว่าอีกฝ่ายจะเห็นมันทันทีที่ได้รับ
แต่ก็ไม่รู้ว่าเฝ่ยไป๋ลู่จะตอบกลับมาแบบไหน?
ถึงยังไงความร่ำรวยของครอบครัวเฝ่ยก็เป็นสิ่งที่ต่อให้คนธรรมดาทำงานหนักชั่วชีวิตก็ไม่มีทางไปถึง ดังนั้น เฝ่ยไป๋ลู่เองที่มาจากสถานที่เล็ก ๆ ก็จะต้องยอมรับความผิดพลาดแล้วกลับมาอย่างว่าง่ายใช่ไหมล่ะ?
เฝ่ยเฉิงเกิดความรู้สึกบางอย่างในใจโดยไม่รู้ตัว เป็นความคาดหวังที่ขัดแย้งกันเองโดยสิ้นเชิง
ยิ่งเขารอนานเท่าไหร่ สีหน้าก็ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเท่านั้น “ฉันไม่ได้หวังให้เธอกลับมาเหมือนกัน หยิ่งให้มันได้ตลอดเถอะ แล้วอย่าได้ซมซานกลับมาล่ะ!”
เฝ่ยไป๋ลู่กินครบสามชั่วโมงแล้ว จากนั้นจึงไปรับเงินมัดจำคืนกับเถ้าแก่เนี้ยที่มองมาด้วยสายตาแสดงถึงความโล่งใจ แล้วเฝ่ยไป๋ลู่ก็เดินออกจากร้าน
“เฮ้ ๆ แม่สาวน้อย รอฉันด้วย” จางเฉิงไปเข้าห้องน้ำ พอออกมาก็เห็นเฝ่ยไป๋ลู่กำลังจะไป เขาก็รีบตามมา
ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นฟิตเนสเทรนเนอร์มาก่อน ต่อมาถึงได้เปลี่ยนมาทำสื่อโซเชียลของตัวเอง เป็นบล็อกเกอร์โชว์กินอาหารหรือม็อกบัง ร่างกายเขาจึงมีกล้ามเนื้อบึกบึน ทำให้ดูสูงใหญ่กำยำเป็นพิเศษ
เมื่อเฝ่ยไป๋ลู่มายืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้วก็ราวกับลูกเจี๊ยบผอมกะหร่องยังไงยังงั้น
“สวัสดีค่ะ มีอะไรเหรอคะ?” เฝ่ยไป๋ลู่กวาดสายตามองไปที่โทรศัพท์ของจางเฉิง ความคิดเห็นจากผู้ชมวิ่งผ่านหน้าจออย่างรวดเร็ว และยังมีเอฟเฟกต์ส่งของขวัญเป็นระยะ ๆ ด้วย …ดูท่าการถ่ายทอดสดจะทำเงินได้จริง ๆ
จางเฉิงมองดูหน้าท้องแบนราบของเฝ่ยไป๋ลู่แล้วแขม่วท้องที่ยื่นออกมาของตัวเองโดยไม่รู้ตัว “ฉันกำลังไลฟ์สดอยู่ แล้วแฟน ๆ ของฉันก็เห็นเธอกินอยู่ตลอดเวลาเลย แฟน ๆ คิดว่าเธอเป็นนักกินจุ แล้วก็อยากให้ฉันมาสัมภาษณ์เธอน่ะ เธอกินเยอะขนาดนี้ได้ยังไง? มีทักษะพิเศษอะไรหรือเปล่า?
เฝ่ยไป๋ลู่เลิกคิ้ว “ไม่มีทักษะพิเศษ ถ้าหิวคุณก็กินได้แหละ”
[ขอละ คุณสตรีมเมอร์อย่าโบ้ยทุกอย่างให้แฟนคลับสิ! เห็น ๆ อยู่ว่าตัวเองอยากรู้ทักษะพิเศษของนักกินจุคนนี้ ความผิดนี้ แฟน ๆ ไม่ยอมรับนะ!]
[พี่จาง ทำไมไม่ขอน้องผู้หญิงคนนี้เป็นอาจารย์ล่ะ? ถ้าหากพี่เรียนรู้จากน้องผู้หญิงสักนิดสักหน่อย ในอนาคตชีวิตการทำม็อกบังของพี่จะต้องก้าวหน้าไปไกลแน่นอน]
[น้องผู้หญิงนี่ดูแล้วไม่ค่อยแข็งแรงเลยอะ ผิวก็ซีดเหมือนเลือดลมไหลเวียนไม่เพียงพอ ไม่ใช่ว่าการกินแบบนี้นาน ๆ จะเป็นผลเสียต่อร่างกายเหรอ? น่ากลัวชะมัด พี่จางรีบพาไปโรงพยาบาลเถอะ!]
จางเฉิงเห็นความคิดเห็นจากผู้ชมชัดเจน แล้วเขาก็มองเฝ่ยไป๋ลู่อย่างระมัดระวัง
จริงอย่างที่แฟน ๆ พูด หน้าตาของแม่สาวนี่ซีดเซียว แล้วเธอก็ผอมมาก
ไม่มีใครที่กินหมดไปขนาดนั้นแล้วสีหน้ายังเหมือนเดิมอยู่ได้หรอก! ในใจของจางเฉิงผู้มีความปรารถนาจะเอาชัยชนะอย่างแรงกล้ารู้สึกถึงความเท่าเทียมแปลก ๆ ขึ้นมาทันที เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วง “เธอกินเยอะแล้วรู้สึกไม่สบายหรือเปล่า? ให้ฉันพาเธอไปส่งโรงพยาบาลไหม?”
“ไม่ต้องค่ะ ขอบคุณ” เฝ่ยไป๋ลู่รู้สภาพร่างกายของเธอดี มันยังไม่ถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลหรอก
เธอแสร้งตบโทรศัพท์ของพี่ชายคนนี้อย่างอยากรู้อยากเห็น “ในห้องไลฟ์สดของคุณมีคนเยอะจังเลยนะคะ”
จางเฉิงยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว เดี๋ยวนี้พอถึงเวลากินข้าว แฟน ๆ ของฉันก็ชอบเข้ามาดูฉันไลฟ์ตอนกินที่สุด”
“งั้นเหรอ? ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวก่อนนะคะ” เฝ่ยไป๋ลู่ที่กินเสร็จแล้วไม่มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทว่าตอนเดินผ่านจางเฉิง เธอก็กระซิบว่า “ตอนกลับบ้าน อย่าเดินไปทางทิศตะวันออก”
“เธอพูดว่าอะไรนะ?” จางเฉิงรู้สึกสับสนเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจว่านี่มันหมายความว่ายังไง?
เขายังอยากถามให้ชัดเจนมากขึ้น แต่พบว่าตัวเฝ่ยไป๋ลู่ลับตาไปจากหัวมุมถนนแล้ว
พูดตามตรงว่าประโยคคลุมเครือที่เธอทิ้งเอาไว้ มันทำให้คนรู้สึกกลัว
จางเฉิงที่กลัวผีมาตั้งแต่เด็ก ในตอนกลางวันแสก ๆ เขาก็ยังตัวสั่นโดยไม่รู้ตัว
[น้องผู้หญิงก็ไม่ได้พูดอะไรนี่นา เกิดอะไรขึ้นเหรอ?]
[ทำไมพี่จางถึงมองตามหลังน้องผู้หญิงอย่างเหม่อลอยแบบนั้นล่ะ พี่ชอบเธอเหรอ? ชอบก็ต้องกล้าตามไปสิ พอได้ช่องทางติดต่อแล้ว ต่อไปก็จะได้ดูทั้งสองคนกินข้าวด้วยกัน มันจะต้องชวนหิวมาก ๆ แน่นอน]
“ไสหัวไปเลยนะ ชอบไม่ชอบอะไรล่ะ พวกนายมันใจร้าย อย่าเห็นผู้หญิงแล้วพูดจาส่งเดช มันจะทำลายชื่อเสียงของผู้หญิงเขา” จางเฉิงเก็บความรู้สึกสงสัยไว้ในใจแล้วทะเลาะกับความคิดเห็นของผู้ชมอย่างที่ทำจนเป็นนิสัย พร้อมกับเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน
บนถนนในเมือง การจราจรคับคั่ง ร้านค้าริมถนนตั้งป้ายเรียงรายสวยงามเต็มไปหมด เขากำลังรอสัญญาณไฟจราจรตรงสี่แยกเล็ก ๆ แล้วทบทวนการทัวร์ร้านในวันนี้กับโทรศัพท์
“พูดตามตรงนะ การทัวร์ร้านวันนี้มันล้มเหลวนิดหน่อย ฉันสัญญาว่าจะให้บทเรียนกับเจ้าของร้าน แต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็นฉันที่ถูกผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ให้บทเรียนอย่างหนัก พลาดแล้ว ฉันพลาดแล้ว…เฮ้! วันนี้อากาศร้อนมาก โทรศัพท์ฉันร้อนมาก ห้องไลฟ์สดมันกระตุกนิดหน่อย ทุกคนรอแป๊บนะ…”
จางเฉิงก้มศีรษะลงแล้วแนบโทรศัพท์กับแผ่นระบายความร้อน
ไฟแดงกระโดดเปลี่ยนเป็นไฟเขียว ทันใดไฟเขียวก็เข้าสู่การนับถอยหลังสิบวินาที
พลันนำมาซึ่งลางสังหรณ์บางอย่าง
“เอาละทุกคน เน็ตไม่กระตุกแล้วใช่ไหม?” จางเฉิงคลิกหน้าจอ เขาถอนใจโล่งอกเมื่อเห็นว่าห้องถ่ายทอดสดไม่กระตุกแล้ว
[ไฟเขียวแล้ว ไฟเขียวแล้ว ยังเหลืออีกเจ็ดวิ รีบไปเร็ว!]
[ควรพูดไหมนะ เวลาของไฟเขียวมันสั้นมากเลย]
“ทางนี้คนเดินน้อย รถเยอะ ฉันคุ้นเคยกับไฟเขียวสั้น ๆ มานานแล้ว ทุกคนข้ามถนนจะต้องดูเวลาสัญญาณไฟอย่างระมัดระวังนะ” จางเฉิงจู้จี้จุกจิกเหมือนเคย แต่พอเขาพูดจบ หัวใจก็เต้นแรงขึ้นมาทันที
‘ตอนกลับบ้าน อย่าเดินไปทางทิศตะวันออก’ รู้สึกเหมือนเสียงกระซิบแผ่วเบาของหญิงสาวจะดังขึ้นอีกครั้ง
นี่คือทางแยกบนถนน และที่เขากำลังรออยู่คือสัญญาณไฟจราจรทางทิศตะวันออก เพราะถนนเส้นนี้ใกล้บ้านเขามากที่สุด
[เป็นอะไรไปน่ะ? ไฟเขียวแล้วนะ ยังเหลือเวลาให้ไปได้อีกห้าวินาทีนะ]
จางเฉิงชักขากลับดัง ‘ฟึบ’ แล้วยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนให้กล้อง
พูดตามตรง เขาเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรไป เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงได้เชื่อคำพูดของเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ นั่นง่าย ๆ จนไม่กล้าไปทางทิศตะวันออก แต่ว่าเรื่องนี้เขาอยากเชื่อไว้ก่อน ดีกว่าคิดว่าจะไม่เป็นจริง แล้ว…
“อ้า! จู่ ๆ นึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานนี้เพื่อนฉันขอให้ช่วยซื้อคอเป็ด ฉันจะไปซื้อก่อน…” จางเฉิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาเกาหัวแล้วหาข้ออ้าง ก่อนจะหันหลังเพื่อเดินกลับ ทันใดนั้นด้านหลังก็เกิดเสียง ‘โครม’ ดังลั่น แล้วกลิ่นฉุนของเขม่าควันกับน้ำมันเครื่องก็ลอยฟุ้งขึ้นมา
“คอเป็ด…” จางเฉิงตกใจจนสั่นไปทั้งตัว สองคำนี้ติดอยู่ในลำคอ จึงทำได้แค่ส่งเสียงลมหายใจติดขัดลอดออกมาเท่านั้น
หน้าจอเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม จางเฉิงไม่สนใจ เขาหันย้อนกลับไปมองอย่างสั่นเทา
รถยนต์แลนด์โรเวอร์ชนเข้ากับแนวกระถางดอกไม้บนสี่แยกฝั่งตรงข้าม หน้ารถบิดเบี้ยวจนเสียรูปเพราะถูกบีบอัดอย่างรุนแรง หน้าต่างรถแตกร้าวจนเหมือนใยแมงมุม ทำให้มองเห็นสภาพคนขับรถได้ไม่ชัด แต่ก็พอรู้ว่าไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีแน่นอน
จางเฉิงเหลือบมองไปที่สัญญาณไฟจราจร เปลือกตากระตุกเมื่อไฟเขียวเปลี่ยนกลับเป็นไฟแดง
กล่าวคือ… ถ้าห้าวินาทีก่อนเขาบังเอิญข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม ก็อาจถูกบดขยี้เป็นกองเนื้อได้
ทันใดนั้นเองดวงตาของอดีตฟิตเนสเทรนเนอร์ก็มืดมนลง ราวกับวิญญาณลอยออกจากร่างไป และขาทั้งสองข้างก็สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
คนที่เดินบนฟุตบาทส่งเสียงกรีดร้องอย่างตื่นตระหนก บ้างก็เรียกตำรวจ บ้างก็เรียกรถพยาบาล แล้วก็มีบางคนไปช่วยคนในรถ
ตอนนี้จางเฉิงเอาแต่พูดพึมพำกับตัวเอง “ท่านอาจารย์ ต้องเป็นท่านอาจารย์แน่ ๆ…”