โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อำนาจ/ความรู้ : ความเป็นเลิศทางวิชาการ (5) | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 ก.พ. 2568 เวลา 08.14 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. 2567 เวลา 03.39 น.

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

อำนาจ/ความรู้

: ความเป็นเลิศทางวิชาการ (5)

ภูมิทัศน์ของการสร้างความรู้ผ่านการเรียนและการสอนโดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษาปรับเปลี่ยนอย่างขนานใหญ่ภายหลังการรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ช่วงเวลาดังกล่าวซึ่งกินเวลาจากปี พ.ศ.2501-2510 ที่ผ่านมาเราให้น้ำหนักไปที่การสร้าง “ระบอบปฏิวัติ” ของจอมพลสฤษดิ์ ที่ด้านหนึ่งผลักดันนโยบายการพัฒนาประเทศให้เป็นอุตสาหกรรมตามพิมพ์เขียวของธนาคารโลกและรัฐบาลอเมริกันที่ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ (การเงิน) และการทหาร รวมถึงให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมศาสตร์มาร่วมคิดและวางแผนด้วย

ทั้งหมดนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างเน้นหนักที่การสร้างคนชั้นกลางและวิถีชีวิตของพวกนั้น ในขณะที่ลดความสำคัญในการผลิตเกษตรกรรมและชีวิตของชุมชนหมู่บ้านชนบทให้ดำเนินไปตามธรรมดา

ในอีกด้านหนึ่งทางการเมืองสร้างระบบอำนาจนิยมเผด็จการภายใต้อุดมการณ์พ่อขุนอุปถัมภ์ (despotic paternalism) เกิดสังคมสองมาตรฐานสองความเจริญและความเป็นธรรม นำไปสู่การพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมจากนั้นมาถึงปัจจุบัน

การพัฒนาหรือความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองนี่คือการพัฒนาของระบบทุนนิยมแบบไทยๆ ในสังคมไทย

ซึ่งอดเปรียบเทียบกับสมัยการปฏิรูปรัชกาลที่ 5 ไม่ได้ว่าการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคสมัยใหม่แบบตะวันตกเราอาศัยว่าจ้างที่ปรึกษาชาวต่างชาติมาโดยตลอด แต่ครั้งหลังรัฐบาลไทยไม่มี “อิสรภาพ” มากเหมือนกับยุคแรก อีกทั้งรัฐสยามไทยในยุคสงครามเย็น ก็ไม่มีพลังที่จะไปต่อรองกับมหาอำนาจน้อยใหญ่ได้ นอกจากต้องสมาทานแนวคิดและอุดมการณ์การพัฒนาประเทศตามสหรัฐอย่างเต็มที่

ประกอบกับความกลัวว่าลัทธิคอมมิวนิสต์จะเข้ามาทำลายหมดสิ้นทั้งชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ผู้นำการเมืองและกองทัพจึงกลายเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐด้วยความยินดี

ที่ผ่านมาเราให้ความสนใจไปที่ผลพวงของการพัฒนาที่สำคัญคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เช่น การคมนาคมและการลงทุนจากภายนอกอย่างอิสระเสรีและได้การอุปถัมภ์ลดภาษีและครอบครองที่ดินในการผลิตอย่างเสรี

อีกด้านที่ไม่ค่อยมีการพูดถึงอย่างจริงจังก็คือการก่อเกิดและเติบใหญ่ของกลุ่มคนที่เรียกรวมๆ ว่านักวิชาการรุ่นใหม่ที่จะมาเป็นกำลังในการสร้างและวิจัยความรู้ด้านสังคมศาสตร์ไทย ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการกระทรวงและอาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัยของรัฐทั่วประเทศ

ส่วนหนึ่งถูกแต่งตั้งจากรัฐบาลให้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนสถาบันสร้างและค้นคว้าความรู้ ได้แก่ สำนักงานสภาวิจัยแห่งชาติ เริ่มก่อตั้งในปี 2499 โดยแต่งตั้งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์เป็นเลขาธิการสภาวิจัยแห่งชาติโดยตำแหน่ง และตั้งสำนักงานเลขาธิการสภาวิจัยแห่งชาติขึ้นที่กรมวิทยาศาสตร์เป็นการชั่วคราว

พร้อมทั้งได้กำหนดสาขาวิชาการที่จะวิจัยไว้เฉพาะด้านวิทยาศาสตร์โดยแบ่งออกเป็น 6 สาขา ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ เคมีและเภสัชวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรศาสตร์และวนศาสตร์ และสาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรม

ต่อมาสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ปรับเป็นหน่วยงานกลางของการวิจัยทั้งหมดในปี 2502

คนกลุ่มนี้ที่ต่อมามีอำนาจวาสนามากขึ้นในระบบราชการทำให้มีคนตั้งสมญาว่า “ขุนนางนักวิชาการ” มีบทบาทไม่น้อยในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปในหนทางของความเจริญทางวัตถุ ที่แตกต่างจากยุคปฏิรูปจักรีคือพวก “ขุนนางนักวิชาการ” เหล่านี้ไม่ใช่ขุนนางแท้ หากมาจากครอบครัวกระฎุมพีคนชั้นกลางที่ก่อตัวหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

แทบทั้งหมดสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาจากเมืองนอกโดยเฉพาะอเมริกาที่เริ่มให้ทุนนักเรียนไทยไปเรียนต่อเป็นจำนวนมาก คุณูปการสำคัญคือการเสริมสร้างระบบทำงานของรัฐไทยให้มีประสิทธิภาพ

ในระยะยาว นั่นหมายถึงการสร้างรัฐไทยในมิติและโลกทัศน์ชนชั้นกลางนักวิชาการ ที่มีผลต่อการสร้างความเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่เป็นพาณิชยกรรมและอาศัยอำนาจรัฐในการผลิตและแลกเปลี่ยน ไม่ใช่บนความสามารถด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมซึ่งขาดการสะสมประสบการณ์ของช่างฝีมือในประเทศเองที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากระบบการศึกษาไทยเองที่ให้น้ำหนักไปที่วิชาชีพชั้นสูงมากกว่าช่างธรรมดาพื้นฐาน และจากการสะสมกำไรง่ายกว่าจากการค้าที่ไม่เท่าเทียมกันของภาคเกษตรกรรมและกำไรจากการผูกขาดตลาดและผู้บริโภค

ทว่า ในอีกด้านหนึ่งการเติบใหญ่ของชนชั้นกระฎุมพีก็นำมาซึ่งการก่อรูปของรูปการความคิดและอุดมการณ์เชิงปัจเจกบุคคลที่ปรารถนาความเป็นอิสระเสรีของเสรีชน

และนี่คือความย้อนแย้งที่คาดไม่ถึงของพัฒนาการที่จะนำไปสู่การเริ่มวิพากษ์วิจารณ์แนวทางนโยบายการพัฒนาประเทศภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่สร้างความไม่เท่าเทียมและเหลื่อมล้ำในทุกๆ ทางแก่พลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ

การเติบใหญ่ของการสร้างความรู้สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์จึงดำเนินไปท่ามกลางความต้านตึงของวิถีการผลิตระบบทุนอุปถัมภ์และอำนาจการเมืองที่ผูกขาดไว้กับชนชั้นนำจารีตและกองทัพ ท่ามกลางบรรยากาศของสงครามเย็นและการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์

มีผลต่อการปราบปรามจับกุมคุมขังปัญญาชนนักคิดนักเขียนแนวคิดก้าวหน้าและเอียงซ้ายสมัยนั้นจำนวนมาก เช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์ สุภา ศิริมานนท์ และจิตร ภูมิศักดิ์

หลังจากนั้นแนวคิดแบบสังคมศาสตร์อเมริกันก็แพร่หลายและเป็นกระแสความคิดหลักที่รับรู้กันในหมู่นักศึกษารุ่นก่อน 14 ตุลา

การวิจัยเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศโดยนักวิชาการไทยแพร่หลายมากขึ้น นักวิชาการกลายเป็น “เซเลบ” ดังคำกล่าวเรียกชื่อกลุ่มอาจารย์รัฐศาสตร์จุฬาฯว่า “โฉมฉายสายหูชูโต” (ประชุม โฉมฉาย พัทยา สายหู สมศักดิ์ ชูโต)

ที่สถาบันพับัณฑิตฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้แก่ อมร รักษาสัตย์ เขียนหนังสือเรื่องการพัฒนาการเมืองไทย และเดชชาติ วงษ์โกมลเชษฐ์ เรื่องหลักรัฐศาสตร์

ในธรรมศาสตร์ได้แก่ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และเสน่ห์ จามริก เกษม ศิริสัมพันธ์ นิออน สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (สามทหารเสือ)

ข้ามฟากไปทางศิริราชคือหมอประเวศ วะสี

ที่โดดเด่นและจะมีผลสะเทือนกว้างไกลคือการก่อรูปของกลุ่ม “ปัญญาชนสยาม” ที่รวมนักวิชาการและข้าราชการอาวุโสในกระทรวงหลักเช่นการคลัง การพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ไปถึงอาจารย์ในคณะรัฐศาสตร์ทั้งที่จุฬาฯ และธรรมศาสตร์

ที่จุดประกายให้แก่กลุ่มนี้คือการปรากฏตัวของนิตยสาร “สังคมศาสตร์ปริทัศน์” ภายใต้การนำของสุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียนนักพูดที่เดินตามรอยของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ในทางประวัติศาสตร์ แต่มีวิธีวิทยาและวาทะที่ต่างออกไปอย่างดุเดือดและวิจารณ์รัฐบาลและนโยบายที่รับใช้ระบบไม่ใช่ประชาชน ก่อเกิดคลื่นลูกใหม่

ที่สำคัญเขาประสบความสำเร็จในการใช้วิธีวิทยาตะวันตกมาประสานเข้ากับเนื้อหาที่เป็นอนุรักษนิยมไทยที่วางอยู่บนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ได้อย่างมีพลัง โดยเฉพาะการใช้ความรู้ในพุทธศาสนาเป็นฐานการวิพากษ์สถาบันหลักทั้งหมด

กล่าวได้ว่า “พุทธศาสนาตามการตีความใหม่ของสุลักษณ์ เป็นพุทธศาสนาที่พยายามเข้ามาปะทะสังสรรค์ ขัดแย้ง กลมกลืน และอยู่ร่วมกับความคิดสมัยใหม่

พยายามหนุนเสริมคุณค่าบางอย่างของความคิดสมัยใหม่โดยเฉพาะคุณค่าในเรื่องการแสวงหาสัจจะ คุณธรรม ภายใต้เสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบประเด็นสาธารณะในทุกๆ เรื่อง” (สุรพศ ทวีศักดิ์, “จุดเปลี่ยนทางความคิดจากปรากฏการณ์ ส.ศิวรักษ์ ‘พุทธศาสนาสำคัญกว่าสถาบันกษัตริย์’, | ประชาไท Prachatai.com)

การรวมกลุ่มอย่างไม่เป็นทางการของนิสิตนักศึกษาในนามศึกษิตและปริทัศน์เสวนา สร้างพื้นที่สาธารณะของการอภิปรายปัญหาและอนาคตของสังคมไทยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เวทีในการพบปะแลกเปลี่ยนคือร้านหนังสือศึกษิตสยามในสามย่านและโบสถ์รังษีวัดบวรนิเวศ

ประกายไฟของความคิดวิพากษ์เริ่มแพร่กระจาย และนี่เองคือแหล่งที่มาอันลุ่มลึกของความคิดในการวิจัยและค้นคว้าทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ไม่ใช่มาจากนโยบายและประกาศของกระทรวงและมหาวิทยาลัยเองรวมถึงจากสำนักงานคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติด้วย

ความคิดในการวิจัยค้นคว้าก่อนอื่นต้องเริ่มจากสภาพภูมิปัญญาความคิดที่อิสระเสรีและเป็นตัวของตัวเองของเสรีชน ไม่ใช่จากความคิดของผู้ตามหรือนักล่ารางวัลจากรัฐและทุน

ห้าปีหลังจากการก่อตั้งคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เป็นหมุดหมายอีกวาระของการเรียนรู้รอบด้าน

ในปี 2510 เสน่ห์ จามริก ก็ตั้งแผนกวิชารัฐศาสตร์ศึกษาขึ้นในคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์เพื่อศึกษารัฐศาสตร์อย่างรอบด้าน

ที่สำคัญไม่ใช่เพื่อรับใช้กรมการปกครองดังที่กระทำจนเป็นประเพณีไปในขณะนั้น

หลังจากที่ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เข้ามารับตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยากาศของการตื่นตัวทางวิชาการสังคมศาสตร์แพร่กระจายไปทั่ว

พร้อมกับความเชื่อมั่นในความเป็นตัวของตัวเอง จนถึงขั้นประกาศอย่างไม่เกรงใจในการตั้งจุดหมายของอุดมศึกษาต่อไปว่าคือการสร้าง “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” (academic excellence)

ความเปลี่ยนแปลงในการสร้างความรู้ระยะนี้ที่สำคัญคือการตอกย้ำว่าวิชาการและความรู้นั้นไม่อาจแยกออกจากคุณธรรมและจริยธรรมคือกล้าหาญที่จะบอกความจริงหรือคัดค้านสิ่งที่ไม่เป็นความจริงให้ปรากฏแก่สังคมได้

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อำนาจ/ความรู้ : ความเป็นเลิศทางวิชาการ (5) | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...