โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แอสตร้าเซนเนก้า มีประสิทธิผลในการป้องกันอาการรุนแรงจาก โอมิครอน ได้ดี

อีจัน

อัพเดต 09 ก.ย 2565 เวลา 12.43 น. • เผยแพร่ 09 ก.ย 2565 เวลา 12.43 น. • อีจัน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดยผู้เชี่ยวชาญในการศึกษาการใช้วัคซีนจริงกว่า 50 กรณีศึกษา พบว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า หรือ วัคซีนชนิด mRNA เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น มีประสิทธิผลในการป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง การเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลและการเสียชีวิต จากเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนได้ในระดับสูงไม่แตกต่างกัน แม้ว่าจะมีไวรัสสายพันธุ์ย่อยเกิดขึ้นใหม่ก็ตาม

โดยรายงานฉบับดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า ครบ 3 เข็ม มีประสิทธิผลในการป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงจากสายพันธุ์โอมิครอน (84.8%-89.2%*) เช่นเดียวกับการได้รับวัคซีนชนิด mRNA ครบ 3 เข็ม

ผู้เชี่ยวชาญได้ข้อสรุปว่า การฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 4 เป็นการเพิ่มระดับการป้องกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลการศึกษาจากการใช้จริงในทวีปเอเชียระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เมษายน 2565 นั้น ไม่พบการเจ็บป่วยรุนแรงในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอมิครอนที่ได้รับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 4 ที่เป็นวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า หรือวัคซีน mRNA

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหนึ่งในทีมผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมการศึกษาในครั้งนี้ กล่าวว่า “ในขณะที่โอมิครอนกลายเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์หลักที่ระบาดทั่วโลก การศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนที่เราใช้เป็นวัคซีนหลักทั่วโลกจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง รายงานการวิเคราะห์ข้อมูลฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า วิธีการที่ดีที่สุดในการป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงอันเนื่องมาจากสายพันธุ์โอมิครอน คือการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นที่เรามีอยู่แล้ว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง”

สำหรับผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติด้านโรคติดเชื้อจากเอเชียและละตินอเมริกาทั้งหมด 22 คน ที่ได้ร่วมทำการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้ มีข้อสรุปว่า ควรกำหนดให้มีการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นปีละ 1 ครั้งในประชากรทั่วไป และทุก 6 เดือนสำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังต่างๆ

ศาสตราจารย์กาย ทเวทส์ ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยทางคลินิกของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดในเวียดนาม หนึ่งในทีมผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมการศึกษาในครั้งนี้ กล่าวว่า “การศึกษาเกี่ยวกับวัคซีนเข็มกระตุ้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบายการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่โรคประจำถิ่น ซึ่งทำให้เห็นแนวทางว่าคนทั่วไปควรได้รับวัคซีนกระตุ้นทุกๆ ปี

ในขณะที่กลุ่มเปราะบางควรได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นทุก 6 เดือน รายงานการวิเคราะห์ข้อมูลฉบับนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้รัฐบาลประเทศต่างๆ และสาธารณชน ว่าการใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ทั้งชนิดไวรัลเวคเตอร์ และชนิด mRNA เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น มีประสิทธิผลในการป้องกันอาการเจ็บป่วยรุนแรงจากโอมิครอนได้ดี โดยมีระดับภูมิคุ้มกันลดลงน้อยมาก แม้ว่าจะได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นผ่านไปแล้ว 3 เดือน”

รายงานฉบับนี้ได้รับการตีพิมพ์ออนไลน์เมื่อวานนี้ ซึ่งทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากกรณีศึกษาจำนวน 50 เรื่อง บน Viewhub ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแบบอินเตอร์แอคทีฟที่แสดงข้อมูลจากทั่วโลกพร้อมภาพประกอบเกี่ยวกับการใช้วัคซีนและผลที่เกิดขึ้น โดยพัฒนาขึ้นจากความร่วมมือของวิทยาลัยสาธารณสุขจอห์น ฮอปกินส์ บลูมเบิร์ก (Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health) และศูนย์การเข้าถึงวัคซีนนานาชาติ (International Vaccine Access Center)ข้อมูลจากการวิเคราะห์ยังแสดงให้เห็นว่าการใช้วัคซีนอื่นๆ เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น สามารถป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงจากโอมิครอนได้ดี แต่มีประสิทธิผลต่ำกว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า และวัคซีนชนิด mRNA เล็กน้อย

วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าเป็นวัคซีนชนิด “ไวรัลเวคเตอร์” หรือ 'ไวรัสพาหะ' ซึ่งหมายถึงการนำเชื้อไวรัสที่ไม่สามารถก่อให้เกิดโรคได้มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของวัคซีน ซึ่งจะทำให้ร่างกายเรียนรู้ว่าจะต่อสู้กับเชื้ออย่างไรหากสัมผัสกับไวรัสจริงในภายหลัง โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้เทคโนโลยีการผลิตวัคซีนวิธีนี้ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เพื่อต่อสู้กับโรคติดเชื้ออื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ ซิกา อีโบลา และเอชไอวี เป็นต้น

วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า

วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า คิดค้นโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด วัคซีนดังกล่าวพัฒนาโดยการนำส่วนของสารพันธุกรรมที่ใช้ในการถอดรหัสการสร้างหนามโปรตีนผิวเซลล์ของไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 ใส่ในโครงของอะดีโนไวรัสซึ่งก่อให้เกิดโรคไข้หวัดทั่วไปในลิงชิมแปนซีที่ถูกทำให้อ่อนแรงลงและไม่สามารถแบ่งตัวได้ โดยหลังจากฉีดวัคซีนเซลส์ในร่างกายมนุษย์จะตอบสนองโดยการสร้างโปรตีนที่มีลักษณะเดียวกันกับหนามโปรตีนผิวเซลล์ของไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ในกรณีที่ได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายในภายหลัง

วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าได้รับการขึ้นทะเบียนให้ใช้ในภาวะฉุกเฉิน ในกว่า 125 ประเทศ และจากการขึ้นทะเบียนสำหรับการใช้ในภาวะฉุกเฉินโดยองค์การอนามัยโลกในครั้งนี้จะช่วยเร่งให้มีการเข้าถึงวัคซีนใน 144 ประเทศผ่านกลไกการจัดซื้อและจัดสรรวัคซีนของโครงการโคแวกซ์ (COVAX)ภายใต้ข้อสัญญาการอนุญาตให้ใช้สิทธิช่วง (sub-license agreement) กับแอสตร้าเซนเนก้า วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า ถูกผลิตและส่งมอบโดยสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย โดยใช้ชื่อวัคซีนว่า COVISHIELD

เกี่ยวกับ แอสตร้าเซนเนก้า

แอสตร้าเซนเนก้า (ชื่อย่อหลักทรัพย์ AZN ในตลาดหลักทรัพย์ LSE/ STO/ Nasdaq) เป็นบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก มุ่งเน้นทางด้านการคิดค้น พัฒนา และจำหน่ายยาเพื่อการรักษาโรค โดยเฉพาะในกลุ่มยาโรคมะเร็ง กลุ่มยาโรคหัวใจ ไต และระบบเผาผลาญ และกลุ่มยาโรคทางเดินหายใจ แอสตร้าเซนเนก้า มีฐานอยู่ที่เมืองเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร และดำเนินธุรกิจในกว่า 100 ประเทศ และมีผู้ป่วยหลายล้านคนทั่วโลกที่ได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมยาต่างๆ จากแอสตร้าเซนเนก้า สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาไปยังเว็บไซต์astrazeneca.co และช่องทางทวิตเตอร์@AstraZeneca

*ค่าพิสัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบ 3 เข็ม (รวมวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า) มีโอกาสที่จะเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 น้อยกว่าประชากรที่ไม่ได้รับวัคซีน ในช่วงกว้าง 84.8% - 89.2% ซึ่งหมายความว่าในจำนวนผู้ป่วย 100 คน ที่ไม่ได้รับวัคซีน และมีการเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิต จะพบผู้ป่วยน้อยกว่า 16 คน ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม และวัคซีนเข็มกระตุ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...