โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ท่าทีที่แตกต่างของผู้นำเยอรมนี-ญี่ปุ่น ต่อการ “สังหารหมู่” ในสงคราม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 06 พ.ย. 2566 เวลา 02.48 น. • เผยแพร่ 04 พ.ย. 2566 เวลา 14.54 น.
4 ผู้นำ ทหาร ของ กองทัพ จักรวรรดิญี่ปุ่น คิโยฮิ ฮาเซกาวา อิวาเนะ มัตสึอิ เจ้าชายยาซูฮิโกะ และ ไฮซูเกะ ยานากาวะ ที่มี บทบาท ใน การสังหารหมู่ ที่ นางกิง ใน จีน ช่วง สงครามโลกครั้งที่ 2

ข้อมูลเกี่ยวกับ “การสังหารหมู่” ที่ค้นหาได้ในกูเกิล ทำให้เห็นภาพคร่าวสรุปได้ว่า สงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างปี ค.ศ. 1941-1945 กองทัพนาซีเยอรมนีสังหารยิวในทวียยุโรปประมาณ 6,000,000 คน ส่วนกองทัพญี่ปุ่น สังหารชาวจีนที่นานกิงประมาณ 250,000-300,000 คน

วันนี้ขณะที่คนยิววางอดีตที่เจ็บปวดลงได้ แต่คนจีนอดีตนั้นเป็นดั่งเชื้อไฟที่พร้อมปะทุตลอดเวลา

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ศ.ดร. เขียน ธีระวิทย์ นักวิชาการด้านจีนศึกษา อธิบายเรื่องนี้ไว้ใน “จีนใหม่ในศตวรรษที่ 21” (สนพ.มติชน, พิมพ์ครั้งแรก, สิงหาคม 2549) ว่าเป็นเพราะท่าทีของผู้นำเยอรมนี และจีนที่แตกต่างกัน

หลังสงครามโลกครั้งที่2 สิ้นสุด ผู้นำเยอรมนีทุกคนออกมารับผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมที่นาซีเยอรมันทำไว้ และพร้อมที่จะขอโทษทุกประเทศที่ถูกนาซีเยอรมันย่ำยี ชนิดที่ไม่มีการลังเลใจ นอกจากนี้ที่รัฐบาลเยอรมนียังดำเนินการสร้างอนุสาวรีย์มหันตภัยแห่งชาติที่ประตูบรันเด็นเบิร์กในกรุงเบอร์ลิน ไว้เตือนสติเพื่อนร่วมชาติว่าอย่าลืมอดีต

นายแกร์ฮาร์ด ชโรเดอร์ นายกรัฐมนตรี ได้ไปกล่าวสุนทรพจน์ ในงานครบรอบ 60 ปีของการปลดปล่อยค่ายกักกันยิวในเยอรมนี (25 มกราคม ปี ค.ศ. 2005) มีความตอนหนึ่งว่า “การเตือนความจำเกี่ยวกับเรื่องในยุคสังคมนิยมแห่งชาติ และอาชญากรรมที่พวกเขาทำเป็นพันธะทางใจของพวกเรา-เราเป็นหนี้ไม่เฉพาะแต่เหยื่อผู้รับเคราะห์ ผู้รอดชีวิตและญาติของพวกเขาเท่านั้น แต่หมายความถึงตัวเราเองด้วย” [The Nation. January, 26 2005.9A]

ทั้งหมดที่ชาวเยอรมันและรัฐบาลเยอรมนีทำ แสดงให้เห็นถึงความจริงใจและเสียใจที่บรรพบุรุษของพวกเขาทำต่อชาติอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ชาวโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในประเทศที่ถูกนาซีเยอรมันย่ำยี จึงพากันเชื่อใจและไว้ใจเยอรมันปัจจุบันว่า วิญญาณของนาซีเยอรมันตายไปแล้วในแผ่นดินเยอรมนี

แต่นั่นไม่ใช่สำหรับผู้นำและรัฐบาลญี่ปุ่น

ประธานาธิบดี เจียงเจ๋อหมิน เคยกล่าวคำปราศรัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ชาวจีนมีเหตุผลที่จะออกมาเดินขบวนทวงหนี้ทางประวัติศาสตร์ต่อญี่ปุ่น ตลอดสมัยที่ญี่ปุ่นรุกรานและยึดครองจีน 8 ปี (ค.ศ. 1937-1945) ชาวจีนตายด้วยน้ำมือของญี่ปุ่นไม่น้อยกว่า 35 ล้านคน

เฉพาะที่ถูกสังหารหมู่ที่นานกิง มีประมาณ 300,000 คน ญี่ปุ่นได้ใช้อาวุธแก๊สเคมีสังหารคนจีนตามใจชอบ สร้างความเสียหายโดยตรงทางเศรษฐกิจประมาณ 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เสียหายทางอ้อม 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ [Beijing Review, September 18-24, 1995, pp. 4-8; Li Haibo, “Unforgettable Aggression-Time to ponder two Sino-Japanese Wars”, Beijing Review, August 21-27, 1995, pp. 8-15]

แต่หนี้ค้างชำระนี้ จีนไม่เคยเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงครามจากญี่ปุ่น

ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นยืนหยัดที่จะไม่ยอม “ขอโทษ” ประเทศที่ถูกญี่ปุ่นรุกราน หรือยึดครองในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกครั้งที่ผู้นำญี่ปุ่นจะไปเยือนประเทศเหล่านั้น หรือเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้นำประเทศเหล่านั้น

ถ้าจะมีถ้อยแถลงของผู้นำต่อสาธารณชน หรือแถลงการณ์ใดๆ กระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นจะต้องเตรียมคำแถลงนั้น และบางครั้งต้องเจรจาตกลงกับกระทรวงการต่างประเทศของคู่เยือนเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่จะให้ผู้นำเจรจาตกลงกัน ทั้งพยายามหลีกเลี่ยงที่จะบรรจุประเด็นเกี่ยวกับการขอโทษ (apology) ให้มีอยู่ในคำแถลง หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็พยายามใช้คำพูดที่นักชาตินิยมญี่ปุ่นยอมรับได้ อย่างดีที่สุดก็ใช้คำว่า “เสียใจ” (remorse)

มีเหตุการณ์ผู้นำญี่ปุ่นเหมือนจะกล่าว “ขอโทษ” จีน แต่สุดท้ายก็แค่แสดงเพียง “เสียใจ”

เช่นครั้งหนึ่งเมื่อ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิอากิฮิโตเสด็จเยือนจีนในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1992 ทรงมีพระราชดำรัสที่กรุงปักกิ่ง (23 ตุลาคม ปี ค.ศ. 1992) ตอนหนึ่งว่า “ประเทศของข้าพเจ้าได้นำความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสให้แก่ประชาชนจีน…ข้าพเจ้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง (…I deeply deplore this)”

นอกจากนี้ผู้นำญี่ปุ่นยังชอบแสดงความเป็นชาตินิยมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การไป “ศาลเจ้ายาสุกุนิ” ตัวอย่างกรณีของ นายจุนอิชิโร โคอิซูมิ เมื่อครั้งดำรงตำแห่งนายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่น เดินทางไปศาลเจ้าดังกล่าวติดต่อกันถึง 4 ปี เพื่อทำพิธีคารวะวิญญาณนักรบญี่ปุ่น ซึ่งรวมทั้งนายพลโตโจอาชญากรสงคราม ทุกครั้งที่นายโคอิซูมิทำเช่นนั้นจะเกิดเป็นข่าวใหญ่ เพราะพวกใฝ่สันติในญี่ปุ่น สื่อมวลชน และรัฐบาลต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนและเกาหลีจะออกมาวิจารณ์ ประณาม หรือประท้วงรัฐบาลญี่ปุ่น

ในปี ค.ศ. 2002 เมื่อญี่ปุ่นแสดงความประสงค์ที่จะมีที่นั่งถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ [ประกอบด้วยสมาชิกถาวร 5 ประเทศ คือ จีน, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา และสมาชิกไม่ถาวร 10 ประเทศ ที่มาจากการเลือกตั้ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี] ซึ่งเวลานั้นจีน-ญี่ปุ่นมีข้อพิพาทกันกรณีหมู่เกาะเตียวหยู (หรือหมู่เกาะเซ็งกากุในภาษาญี่ปุ่น)

นายเวินเจียเป่า นายกรัฐมนตรีของจีน แสดงท่าที่คัดค้านในเรื่องนี้โดยให้เหตุผลว่า “มีแต่ประเทศที่รู้จักเคารพความจริงในประวัจิศาสตร์ และมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น ที่จะสามารถชนะใจประชาชน จนได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาทีส่วนร่วมรับผิดชอบที่สูงขึ้นต่อประชาคมนานาชาติ” [มติชนรายวัน. 13 เมษายน 2548, น.32]

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 ตุลาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...