โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

รัฐวิสาหกิจกระอักพิษ "โควิด" รายได้นำส่งวูบหนัก-คลังกู้โปะขาดดุลพุ่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 ก.พ. 2564 เวลา 16.51 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. 2564 เวลา 01.12 น.

รัฐวิสาหกิจอ่วม “โควิด-19” กระทบรายได้ส่งคลัง เผยไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2564 ต่ำเป้า 2 หมื่นล้านบาท ฉุดภาพรวมรายได้รัฐบาลวูบเฉียด 4 หมื่นล้านบาท ต้องกู้ชดเชยขาดดุลสูงกว่าปีก่อนกว่า 1,000% สคร.เร่งนัดบอร์ด คนร.ถกนโยบายดำเนินงานรัฐวิสาหกิจปี’64 ลุยแผนฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจ 7 แห่งต่อ พร้อมเร่งเบิกจ่ายงบฯลงทุนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3.07 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วงไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2564 (ต.ค.-ธ.ค. 2563) รัฐวิสาหกิจมีรายได้นำส่งเข้าคลังทั้งสิ้น 30,711 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ที่ 50,990 ล้านบาทไปทั้งสิ้น 20,279 ล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้า 39.8% และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีงบประมาณก่อนที่มีรายได้นำส่ง 72,387 ล้านบาท พบว่าการนำส่งรายได้ในปีนี้ต่ำกว่าปีก่อนถึง 41,676 ล้านบาท หรือ 57.6%

โดยภาพรวมการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในไตรมาสแรกอยู่ที่ 515,749 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการไป 39,998 ล้านบาท หรือ 7.2% และต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 32,225 ล้านบาท หรือ 15.2%

ทั้งนี้ นอกจากรัฐวิสาหกิจที่มีรายได้หดตัวลงไปมากแล้ว รายได้ของ 3 กรมภาษีก็จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการไป 23,063 ล้านบาท หรือ 4.2% และต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 53,389 ล้านบาท หรือ 9.3% โดยกรมสรรพากรจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการไป 18,460 ล้านบาท หรือ 5% และต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 40,258 ล้านบาท หรือ 10.2%

ขณะที่ฐานะการคลังในช่วงไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 605,797 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายทั้งสิ้น 1,018,301 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้กู้ชดเชยการขาดดุลไปทั้งสิ้น 340,810 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนที่กู้เพียง 26,314 ล้านบาท ถึง 1,195.2% ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2563 อยู่ที่ 473,001 ล้านบาท

“ผลกระทบมาจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบกับการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจหลายแห่งยังมีภารกิจช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากโควิดด้วย ทั้งการประปาฯ และการไฟฟ้าฯ” แหล่งข่าวกล่าว

นางปานทิพย์ ศรีพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร.จะหารือร่วมกับสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อกำหนดวันเวลาการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน เพื่อรับทราบนโยบายการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจปี 2564 ขณะเดียวกัน สคร.จะรายงานให้ที่ประชุมได้รับทราบถึงการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบฯลงทุนของรัฐวิสาหกิจ รวมถึงความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจ 7 แห่งตามนโยบายของ คนร.ก่อนหน้านี้ด้วย

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา สคร.ได้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบฯลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามเป้าหมายมากที่สุด โดยรัฐวิสาหกิจที่เบิกจ่ายตามปีงบประมาณ 2564 มีจำนวน 34 แห่ง มีกรอบการเบิกจ่ายรวม 307,963 ล้านบาท โดยในช่วง 3 เดือนของปีงบประมาณ 2564 (ต.ค.-ธ.ค. 2563) เบิกจ่ายแล้ว 60,799 ล้านบาท ส่วนรัฐวิสาหกิจตามปีปฏิทินอีก 10 แห่ง อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล

“การเร่งรัดเบิกจ่ายงบฯลงทุนของรัฐวิสาหกิจจะต้องให้เป็นไปตามเป้ามากที่สุด เพราะการลงทุนของรัฐวิสาหกิจจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย” นางปานทิพย์กล่าว

ส่วนการดำเนินการฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจตามนโยบาย คนร.นั้น นางปานทิพย์กล่าวว่า ปัจจุบันเนื่องจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการซึ่งเป็นกระบวนการของศาลล้มละลายไปแล้ว ขณะที่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ก็ได้ดำเนินการควบรวมเป็นบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (เอ็นที) ไปแล้ว ส่วนธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ก็ผ่านการฟื้นฟูไปแล้ว

“ขณะนี้เหลืออีก 2 แห่ง คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่ต้องเร่งแผนฟื้นฟูกิจการให้มีความชัดเจน” นางปานทิพย์กล่าว

รายงานจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า บอร์ด คนร. มีการประชุมครั้งสุดท้ายไปตั้งแต่เมื่อเดือน มิ.ย. 2563 จากปกติที่จะต้องมีการประชุมเพื่อติดตามการทำงานของรัฐวิสาหกิจทุกเดือน แต่เนื่องจากที่ผ่านมา มีทั้งการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมถึงเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ต้องเลื่อนการประชุมออกมาเป็นเวลากว่า 6 เดือนแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...