DITTO หุ้นป้ายแดงปิดตลาด+113.33% ที่ราคา 16.00 บาท ชูจุดแข็งผลงานโตต่อเนื่อง
DITTO ราคาปิดตลาด เทรดวันแรก ปิดอยู่ที่ 16.00 บาท เพิ่มขึ้น 8.50 บาท หรือ +113.33% จากราคา IPO 7.50 บาทต่อหุ้น โดยราคาสูงสุดอยู่ที่ 19.30 บาท และราคาต่ำสุดอยู่ที่ 15.70 บาท มีมูลค่าการซื้อขาย 2,636,203.98 ล้านบาท
บล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ฯจากการประมาณการเบื้องต้น มูลค่าที่เหมาะสมของบมจ.ดิทโต้ (ประเทศไทย) หรือ DITTO อยู่ที่ 8.31 บาท ทำให้ยังมีอัพไซด์จากราคา IPO หรือมี Forward P/E ที่ 26.07 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ 45.55 เท่า เนื่องจากมีงานในมือและสัญญาการให้บริการที่คาดจะส่งมอบ และรับรู้รายได้ในปีนี้ที่ประมาณ 340 ล้านบาท ประกอบกับแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจด้านการจัดการเอกสารซึ่งส่วนงานนี้มีการเติบโตกว่า 65% และมีสัดส่วนเกือบ 40% ของรายได้รวมในปีก่อน เนื่องจากระบบงานของภาครัฐจำนวนมากที่ยังใช้ระบบการจัดการเอกสารจากกระดาษ และรอการเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบดิจิทัล
รวมทั้งจากการระบาดของโควิด-19 ยังเป็นตัวช่วยเร่งให้มีการใช้การจัดเก็บเอกสารรูปแบบดิจิทัลมากขึ้นแม้ว่าการเติบโตของรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและรายได้จากการให้บริการและรับเหมาวิศวกรรมคาดจะชะลอตัวเนื่องจาได้รับผลกระทบของโควิด-19 นอกจากนี้จากแผนการลงทุนของบริษัทที่จะช่วยเพิ่มในส่วนงานด้านระบบบริหารจัดการเอกสารซึ่งมีมาร์จิ้นสูงจะช่วยหนุนให้มีการเติบโตต่อเนื่องในปี 65 อย่างไรก็ตามหากการระบาดยังคงยืดเยื้อ อาจส่งผลให้การรับรู้รายได้ของบริษัทในปีนี้ลดลง จากการชะลอตัวหรือมีการเลื่อนโครงการใหม่ออกไป
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ฯประเมินมูลค่าเบื้องต้นของ บมจ.ดิทโต้ (ประเทศไทย)(DITTO) จากแนวโน้มกำไรปี 64 ตลาดประเมินที่ 150-180 ล้านบาท +45%YoY อิงกับหุ้นที่เป็น Technology platform ในไทย อย่าง NETBAY, HUMAN ที่เทรดบน P/E 35-40X ประเมินกรอบราคาเหมาะสมเท่ากับ 13.30-15.00 บาท
ธุรกิจของ DITTO มีลักษณะเป็นแพลตฟอร์มและอยู่บนเมกะเทรนด์ Digital transformation สะท้อนจากอุตสาหกรรมที่เติบโตเฉลี่ย 70% ต่อปีในอีก 5 ปีข้างหน้า ทำให้ผลงานมีโอกาสขยายตัวได้อย่างโดดเด่น
ราคาเสนอขาย 7.50 บาท/ หุ้น (พาร์ 0.50 บาท) มูลค่ารวม 600 ล้านบาท คิดเป็น P/E เสนอขาย 29 เท่า (Fully diluted EPS = 0.26 บาท, กำไรสุทธิ 4 ไตรมาสย้อนหลัง เท่ากับ 114 ล้านบาท/440 ล้านหุ้น)
ผลประกอบการช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเติบโตอย่างมีนัยสำคัญมาจากธุรกิจบริการระบบจัดการเอกสาร ขึ้นมาเป็นรายได้หลักมีสัดส่วนถึง 40% ซึ่งมีอัตรากำไรที่สูงกว่าธุรกิจเดิม สะท้อนบน NPM จาก 3% เป็น 11.5% และมี ROE สูงถึง 38% ต่อปี
โครงการในอนาคตของบริษัท
การลงทุนเพื่อขยายศูนย์กระจายการให้บริการ สำหรับการให้บริการบริหารจัดการระบบงาน (Business Process Outsourcing) และระบบบริหารจัดการเอกสาร โดยบริษัทวางแผนตั้งศูนย์ให้บริการจำนวน 9 แห่งทั่วประเทศเพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงลูกค้า ซึ่งคาดว่าจะเริ่มจัดตั้งภายในไตรมาส 3/64 และเปิดให้บริการศูนย์แรกภายในไตรมาส 1/65 และพร้อมดำเนินงานทั้ง 9 แห่งภายในไตรมาส 4/65 โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 219 ล้านบาท
การลงทุนพัฒนาระบบบริหารจัดการเอกสารสำหรับให้บริการบนระบบคลาวด์ เพื่อขยายรูปแบบการให้บริการรับกับสมัยใหม่ โดยบริษัทจะเริ่มต้นการพัฒนาภายในไตรมาส 3/64 และคาดว่าจะสามารถพัฒนาเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 4/65 โดยจะใช้เงินทุนหมุนเวียนที่ได้จากการออกและเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนครั้งนี้รวมประมาณ 50 ล้านบาท