“โดม-ปกรณ์ ลัม” ไม่จำเป็นต้องตามกระแส แค่แข็งแรงในจุดที่เป็น!
ไม่มีใครไม่รู้จักเขาคนนี้ “โดม-ปกรณ์ ลัม” ผู้เป็นทั้งนักร้อง นักแสดง นายแบบ ที่กำลังจะมีผลงานเพลง “เสียงขอร้องของคนเสียใจ” ออกมาให้เราได้ฟังกันเร็ว ๆ นี้ และด้วยรูปร่างหน้าตาที่เปล่งออร่าออกมาทุกครั้งที่พบเจอ ยิ่งทำให้เขาคนนี้ไม่เคยหายไปไหน แต่อะไรคือสิ่งที่ทำให้โดมยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน เรามาร่วมพูดคุยกับเขาคนนี้กัน
จุดเริ่มต้นจากเพื่อนที่กลับมาจากต่างประเทศ
“จริง ๆ ผมเป็นดีเจมาก่อนนักร้อง คือตอนประมาณอายุสิบสามเนี่ย มีเพื่อนที่มีโอกาสได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่ต่างประเทศกลับมาพร้อมเทิร์นเทเบิลหนัก ๆ เลย แล้วฮามากคือโกหกแม่ว่าจะกลับให้หลังอีกอาทิตย์นึง เพื่อกลับมาเที่ยวเมืองไทยแล้วมานอนบ้านผมก่อน ตอนนั้นเรามีโอกาสลองเล่นเครื่องนี้แล้วรู้สึกว่าเราชอบมากเลย”
“พอเพื่อนกลับไปเราก็เลยขอคุณแม่ว่าวันเกิดซื้อเครื่องนี้ให้ได้ไหม จำได้เลยว่าทั้งชุดราคาเจ็ดหมื่นบาท แพงมาก แต่คุณแม่ก็ซื้อให้ เราเลยรู้เลยว่าคุณแม่เราสนับสนุนเรา ไม่รู้ว่าตัดสินใจผิดพลาดหรือเปล่า เพราะหลังจากนั้นแม่นอนไม่ได้เลย ตึ้ง ๆ ๆ ทั้งวันทั้งคืน (หัวเราะ) เพราะเราซ้อมทุกวัน”
“ผมคิดเองว่าเขาน่าจะภูมิใจในตอนนี้ เพราะตอนห้าปีแรกเขาบ่นตลอดว่าโดมซื้อแต่แผ่นเสียง แพงด้วย แต่ก่อนต้องสั่งมา ตอนนั้นเราก็เริ่มสนใจในดนตรีแบบอิเล็คทรอนิคส์มิวสิค สมัยก่อนมันยังไม่มีคำว่า EDM เหมือนตอนนี้ เราก็เล่นเพลงแบบนี้จนมาเป็นนักร้องตอนอายุ 16 มันเลยมีส่วนผสมนี้อยู่ในเพลงของเรามาโดยตลอด”
อัลบั้มแรกแบบงู ๆ ปลา ๆ
“ยอมรับเลยว่าออกเพลงอัลบั้มแรกร้องเพลงไม่เป็นเลย” โดมเล่าไปยิ้มไป “ร้องอะไรก็ไม่รู้แล้วชุดนั้นดันดังด้วยนะ พอเสร็จคนเรียกไปรับรางวัลเต็มเลย ผมอายมาก ไม่ใช่เพราะอะไร…คือเราร้องไม่ดีเลย คือเรารู้สึกว่าเราไม่ใช่คนที่มีธรรมชาติของคนเป็นนักร้อง แต่หลังจากนั้นเรารู้สึกว่าไม่ได้…เราต้องฝึกฝนแล้ว เรามาอยู่ข้างหน้าแล้วมันเป็นหน้าที่ของเรา”
“สิ่งที่ทำให้ตอนนั้นดังเป็นแนวเพลงด้วยและทีมโปรดิวเซอร์ตอนนั้นที่เก่งมาก ๆ ด้วย เขาวิเคราะห์เนื้องานต่าง ๆ ออกมาจากตัวเราได้ดี ก็ถือว่าประสบความสำเร็จของนักร้องวัยรุ่นคนนึงแล้วก็เริ่มมาผิด เรียนร้องเพลง ทำแบบฝึกหัดจริง ๆ กับเรื่องตรงนี้ และเริ่มสนใจที่จะเป็นโปรดิวเซอร์”
ประสบการณ์จริงจากการทำงานจริง
“ตอนนั้นอายุ 16 ในขณะที่คนอื่นเริ่มเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย แต่เราไม่มีเพื่อนวัยเดียวกันเลย เพื่อนที่มีคือพี่ ๆ นักดนตรี พี่ ๆ โปรดิวเซอร์พวกนี้แหละ เราก็ได้คลุกคลีได้เห็นว่าเขาทำงานกันยังไง จากที่นั่งเฉย ๆ ก็ไปถามว่าพี่ทำอะไร อัดอะไร อัดยังไง ปุ่มนี้กดยังไง มันทำงานยังไง เราเลยได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ๆ จนมาในอัลบั้มชุดที่สามเราก็ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ให้เป็นโปรดิวเซอร์ ดูการผลิต แต่งเนื้อร้อง ทำนอง เริ่มมีคนยอมรับในความเป็นนักดนตรีของเรามากขึ้น”
“จบชุดที่สี่ผมรู้ตัวแล้วว่าอยากเรียนต่อ ตอนนั้นอายุประมาณ 20 ปี เราบอกคุณแม่ว่าอยากไปเรียน เราเลยไปเรียน Sound Engineer ที่ซานฟรานซิสโก พอกลับมาวงการเพลงเปลี่ยนละ เริ่มมีเทปผีซีดีเถื่อน ทุกอย่างดร็อปลง ต่อมาทุกคนก็คงประสบปัญหาคล้าย ๆ กัน คือตัวเพลงเป็นที่รู้จักแต่ทำยอดขายไม่ได้”
จังหวะชีวิตที่เปลี่ยนไป
“ถ้าในเชิงของงานก็ผิดจังหวะไปนิดนึง แต่ในเชิงของชีวิตผมคิดว่ามันถึงเวลาแล้วล่ะที่ผมต้องไปเรียนเพราะใจเรามันบอก อีกอย่างคือเรื่องความเป็นกระแสเนี่ยมันอยู่กับเราไม่นาน แต่ความรู้ต่างหากที่จะอยู่กับเรา ถ้าเราไม่ไปเรียนเราก็จะล่องลอยอยู่ในกระแส ไม่นานก็มีคลื่นลูกใหม่ โอเค…แม้กลับมาในช่วงที่วงการเพลงมีปัญหา แต่ผมก็ได้เปิดสตูดิโอที่ผมรักขึ้นมาตอนนั้นเปิดห้องอัดอย่างจริงจัง ก็ยังหาทางไปโดยที่ยังอยู่กับสิ่งที่ตัวเองรักได้อยู่”
สิ่งที่ทำให้ “โดม-ปกรณ์ ลัม” ยังคงอยู่
“ผมว่าสิ่งแรกเลยคือเราเมื่อเราเคารพอาชีพของเราแล้วเราจะรัก จะประณีต จะทะนุถนอมเขา งานทุกงานผมเลือกนะ งานไหนที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับสังคม หรือในความสุขกับคนได้ เราทำ งานที่ทำแล้วทั้งเราและคนอื่นไม่แฮปปี้ผมไม่ทำ ผมว่าการเลือกงาน รักในอาชีพ ทะนุถนอมงานแต่ละชิ้นที่เราทำออกมาเลยทำให้เรายังอยู่ในอาชีพตรงนี้ได้”
“เราอาจจะไม่ได้อยู่ในกระแสฟู่ฟ่า เราไม่แคร์ เราบอกน้อง ๆ ยุคใหม่ตลอดว่ากระแสคือความไม่แน่นอน แต่ให้อยู่ในจุดที่คุณอยู่แล้วแข็งแรง เพราะกระแสไม่เคยอยู่กับคุณนาน บางคนอยู่ในกระแสได้แค่สามเดือนสามปี บางคนโชคดีหน่อยเป็นห้าปีสิบปีก็ต้องไป ถ้าอยู่ในจุดที่คุณแข็งแรง แน่นอน และเป็นตัวตนคุณจริง ๆ ยังไงก็ช่าง มันจะไม่มีคนอยู่ในจุดนั้นได้ดีเท่าคุณเราไม่จำเป็นต้องเป็นทุกอย่าง ต้องจับทุกอย่างที่เป็นกระแส…มันไม่จำเป็น”
“โดม-ปกรณ์ ลัม” เป็นอะไรให้กับคนรุ่นใหม่?
“ผมอยากให้น้อง ๆ มองถึงผมในมุมที่เป็นโดม-ปกรณ์ ลัม เป็นคนที่ทำงานวงการบันเทิงมาหลาย ๆ รูปแบบ ผมเริ่มต้นจากการเป็นดีเจเป็นนักร้อง ถึงวันนี้ก็อยากเป็นแบบฉบับที่ดีให้น้อง ๆ รุ่นใหม่ไม่มากก็น้อย อยากให้พวกเขาเป็นตัวของตัวเอง”
“แล้วเรื่องของคุณธรรมก็สำคัญนะ น้องจะทำงานอะไรก็ช่าง ในทุก ๆ หน้าที่เราต้องมีคุณธรรม เพราะมันจะทำให้เราอยู่ในทุกสายงานได้อย่างมีความสุข ต้องรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก แล้วคุณจะสามารถดำเนินชีวิตได้ดีในทุก ๆ เนื้องานครับ”