โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

โบรกแนะสอย BBL-KTB-KBANK รับ กนง.คงดอกเบี้ย ดัน NIM ฟื้น พ่วงราคาแลกการ์ด

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 6 ต่อ 0 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อปี ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยสะท้อนว่าระดับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันยังคงสามารถรองรับการชะลอตัวของสภาวะเศรษฐกิจได้ ขณะที่ทางด้านธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ซึ่งเครื่องมือ FedWatch Tool ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ มีแนวโน้มทรงตัวในระดับนี้ต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี

ส่วนของตลาดการเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ทรงตัวเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า สอดคล้องกับมุมมองเชิงผ่อนคลายของนโยบายการเงินในประเทศ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.11% เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า บ่งชี้ว่าตลาดคาดการณ์โอกาสที่ดอกเบี้ยจะคงอยู่ในระดับสูงยาวนานขึ้น (Higher for longer) ปัจจัยดังกล่าวส่งผลเชิงบวกต่อดัชนีค่าเงินดอลลาร์ให้แข็งค่าขึ้น 0.3% เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า แม้จะกระทบต่อกระแสเงินทุนไหลออกในเชิงจิตวิทยา แต่ในเชิงพื้นฐานจะช่วยส่งผลให้ทิศทางส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตามระดับดอกเบี้ยที่ทรงตัวและการปรับทิศทางดอกเบี้ยเงินฝากประจำ (Repricing)

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด หรือ ASPS ระบุว่า NIM ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หลังจากผ่านจุดต่ำสุดในงวดไตรมาส 2 ของปี 2569 ประกอบกับการเข้าสู่ช่วงประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นราคาหุ้นในกลุ่มธนาคาร เมื่อพิจารณาดัชนีกลุ่มธนาคาร (SETBANK) พบว่านับตั้งแต่ต้นปีปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 4% เมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET Index) ที่ปรับเพิ่มขึ้นถึง 18% ส่งผลให้ระดับความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk to Reward) ของกลุ่มนี้มีความน่าสนใจ และเปิดโอกาสในการเข้าลงทุนแบบซื้อตาม (Catch-up Play) ในช่วงครึ่งปีหลัง

โดยจากการพิจารณาข้อมูลในอดีตพบว่า หลังจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงจนถึงจุดที่เริ่มทรงตัว ดัชนีกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวในระยะกลางถึงระยะยาว เนื่องจากวัฏจักรขาลงของ NIM ได้สิ้นสุดลง โดยธนาคารขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) สูง จะได้รับแรงกดดันด้าน NIM น้อยกว่าและได้รับประโยชน์ในเชิงจิตวิทยาการลงทุน โดยเรียงลำดับดังนี้ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL มีสัดส่วน 90%, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB 83%, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK 80%, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB 72%, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY 62% และ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB 58%

ด้านสถานการณ์เศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ Pi ประเมินว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในปีนี้จะเติบโตที่ 1.5% และขยายตัว 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในปีหน้า โดยเศรษฐกิจไทยยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น กดดันทั้งภาคธุรกิจและประชาชน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ (CPI) อาจสูงขึ้นเฉลี่ยที่ระดับ 3% แต่เชื่อว่าในปี 2570 จะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.5% โดยประเมินกรอบดัชนี SET วันนี้ที่ 1,480 – 1,500 จุด ซึ่งอาจได้รับแรงหนุนจากหุ้น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA หลังกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ รายงานกำไรที่โดดเด่น

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงคราม ประเมินว่าธนาคารที่มีอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) สูง จะสามารถรองรับความเสี่ยงด้านต้นทุนเครดิต (Credit Cost) ได้ดีกว่า โดยธนาคารขนาดใหญ่ที่มี Coverage Ratio สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ BBL (318%), KTB (201%) และ KBANK (161%)

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำรูปแบบ Barbell Strategy โดยจัดให้กลุ่มธนาคารพาณิชย์อยู่ในฝั่งหุ้นปันผลสูง เพื่อสร้างกระแสเงินสดในยามเศรษฐกิจผันผวน เน้นธนาคารที่มีกันชนแข็งแกร่งและได้ประโยชน์จากเสถียรภาพของ NIM อย่าง KTB ขณะที่ KBANK และ BBL ซึ่งปัจจุบันมีค่า PBV ซื้อขายอยู่ที่ระดับ 0.8 เท่า และ 0.5 เท่า ตามลำดับ ถือว่ายังต่ำกว่าธนาคารอื่นที่ซื้อขายในระดับ 0.9 เท่าขึ้นไป จึงมองเป็นหุ้นกลุ่ม Laggard Play ที่น่าสนใจลงทุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...