โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พันธมิตรในพายุพัดกระหน่ำ ชวนมองความสัมพันธ์ทางทหารไทย และสหรัฐฯในยุคสงครามปะทุ

THE STATES TIMES

อัพเดต 20 มี.ค. เวลา 03.30 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. เวลา 04.30 น. • THE STATES TIMES TEAM

ความสัมพันธ์ทางทหารไทย-สหรัฐฯ vs. ผลกระทบจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน 2026
พันธมิตรในยุคพายุพัดกระหน่ำ
สายสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึก
ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2376 นับเป็นมิตรภาพที่ยาวนานที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หัวใจของความสัมพันธ์นี้ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาคือความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง ซึ่งได้ถูกวางรากฐานขึ้นในช่วงสงครามเย็นอันเป็นยุคที่ทั้งสองประเทศร่วมกันต่อต้านการแผ่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค
ในบริบทปัจจุบัน ณ เดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 เมื่อสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้เดินทางมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง ใดๆDigest จึงอยากชวนคนอ่านมาทบทวนโครงสร้างความร่วมมือทางทหารไทย-สหรัฐฯ และลองมองความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องเผชิญในความขัดแย้งที่กำลังเขย่าตะวันออกกลางกันอยู่ตอนนี้ดูนะครับ
โครงสร้างความร่วมมือทางทหาร
อย่างแรก มาลองดูที่สถานะพันธมิตรและกรอบความร่วมมือกันก่อน
ไทยได้รับสถานะ "พันธมิตรนอก NATO" ที่สำคัญที่สุด (Major Non-NATO Ally: MNNA) จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกรอบทางกฎหมายที่เปิดทางให้ไทยเข้าถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางทหาร และความช่วยเหลือด้านความมั่นคงในระดับพิเศษ ความสัมพันธ์นี้ตั้งอยู่บนเสาหลักสามประการได้แก่ การฝึกร่วม การถ่ายทอดยุทโธปกรณ์ และการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง
อย่างที่สอง การฝึกคอบร้าโกลด์ ซึ่งนับเป็นเสาหลักแห่งความร่วมมือของทั้งสองประเทศ
การฝึกร่วมและผสม "คอบร้าโกลด์" (Cobra Gold) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในประเทศไทย คือหนึ่งในการฝึกทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี พ.ศ. 2568 นับเป็นครั้งที่ 44 มีประเทศเข้าร่วมหลักถึง 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และมาเลเซีย โดยในปี พ.ศ. 2569 การฝึกคอบร้าโกลด์ 2026 ก็สำเร็จลุล่วงด้วยดีเช่นเดิม
การฝึกในปีหลัง ๆ ได้ยกระดับความซับซ้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้แนวคิด Combined Joint All Domain Operations (CJADO) ซึ่งครอบคลุมการปฏิบัติการร่วมในทุกมิติทั้งทางบก ทางทะเล ทางอากาศ ไซเบอร์ และอวกาศ นับเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนมากกว่าในอดีต
ประเด็นที่สาม การถ่ายทอดยุทโธปกรณ์และงบประมาณสนับสนุน
ข้อมูลจากสำนักงานความร่วมมือด้านความมั่นคงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (DSCA) เผยว่าไทยสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ สะสมมูลค่ากว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รายการสำคัญประกอบด้วยเฮลิคอปเตอร์ UH-60L Black Hawk มิสไซล์ RGM-84L Harpoon Block II มิสไซล์ Evolved Sea Sparrow รวมถึงอาวุธปืนและกระสุนต่าง ๆ
ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 สหรัฐฯ ยังอนุมัติเงินสนับสนุนกองทัพบกไทยมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพชายแดน ปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ และขยายขีดความสามารถของยานเกราะสไตรเกอร์ ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าวอชิงตันยังคงมองไทยเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่สำคัญ
สงครามสหรัฐ-อิหร่าน 2026: มองภูมิทัศน์แห่งความขัดแย้ง
เส้นทางสู่ Operation Epic Fury
ก่อนจะถึงสงครามเต็มรูปแบบในปัจจุบัน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านสะสมมาเป็นลำดับ โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันโจมตีอิหร่านในสงคราม 12 วัน (Twelve-Day War) ซึ่งเป้าหมายหลักคือโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์และระบบป้องกันทางอากาศ แม้สงครามจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยของโอมาน แต่อิหร่านได้ฟื้นฟูและซ่อนสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะไว้ในสถานที่ลับ
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ภายหลังการเจรจาสามรอบในเจนีวาล้มเหลว สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉาก Operation Epic Fury โจมตีเป้าหมายเกือบ 900 จุดในเวลาเพียง 12 ชั่วโมงแรก การโจมตีครั้งนี้สังหาร Supreme Leader Ali Khamenei พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกจำนวนมาก ส่งผลให้สงครามเข้าสู่ระยะสงครามผลาญกำลัง (War of Attrition) ที่ยังคงดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: การทารุณกรรมต่อเส้นเลือดพลังงานของโลก
การตอบโต้ที่รุนแรงที่สุดของอิหร่านมิใช่ขีปนาวุธที่โจมตีอิสราเอล หากแต่คือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันโลกราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณร้อยละ 20 ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก ปริมาณการผ่านช่องแคบลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 10 ของระดับก่อนสงคราม ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี
ทีนี้ลองมาดูผลกระทบต่อไทยในฐานะประเทศที่ไม่ได้ประกาศสงคราม แต่ซึมซับเต็ม ๆ
เรือ "มยุรีนารี" เหยื่อรายแรกที่ทำให้ไทยกลายเป็นผู้เคราะห์ร้าย
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569 เรือบรรทุกสินค้าไทย Mayuree Naree ถูกโจมตีด้วยโดรนและจรวดในช่องแคบฮอร์มุซขณะผ่านเส้นทางการค้าตามปกติ กองทัพเรือโอมานช่วยเหลือลูกเรือ 20 คนได้ปลอดภัย แต่ยังสูญหาย 3 คน กระทรวงการต่างประเทศไทยแสดง "การประท้วงอย่างรุนแรงที่สุด" ต่อเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงเทพฯ และเรียกร้องคำขอโทษ
เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าแม้ไทยจะไม่ได้เป็นคู่สงคราม แต่ในฐานะที่เคยฝึกร่วมกับสหรัฐฯ และเป็นพันธมิตร MNNA เรือและผลประโยชน์ของไทยอาจถูกมองว่า "ใกล้ชิดกับศัตรู" โดยฝ่ายอิหร่านได้ นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่าการโจมตีเรือไทยอาจเป็น "ข้อความ" ที่อิหร่านส่งถึงสหรัฐฯ ผ่านพันธมิตรที่เปราะบาง
วิกฤตพลังงาน คือระเบิดเวลาที่นับถอยหลัง
ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่สูง และมีสำรองน้ำมันดิบอยู่ประมาณสองเดือน ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลางเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค (เวียดนามมีน้อยกว่า 20 วัน ในขณะที่อินเดียและไทยมีราว 2 เดือน) แต่หากสงครามยืดเยื้อและช่องแคบยังคงปิด ราคาพลังงานที่พุ่งสูงจะส่งแรงกระเพื่อมไปยังทุกภาคส่วนของภาคเศรษฐกิจแน่นอน
ดาบสองคมของความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ
ความเสี่ยงจากการถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง
ความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ มาพร้อมความเสี่ยงที่ต้องบริหารอย่างระมัดระวัง ดังนี้
1. การตีความของฝ่ายตรงข้าม: อิหร่านอาจมองว่าไทยในฐานะ MNNA และเจ้าภาพการฝึกคอบร้าโกลด์คือ "พันธมิตรของศัตรู" ดังที่เห็นจากกรณีเรือมยุรีนารี
2. แรงกดดันให้ร่วมมือ: สหรัฐฯ อาจขอใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในไทย เช่น ท่าเรือ สนามบิน หรือฐานสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ ในขณะที่ไทยต้องการรักษาความเป็นกลาง
3. ความตึงเครียดในนโยบายต่างประเทศ: ไทยมีความสัมพันธ์การค้าและการทูตที่สำคัญกับประเทศในกลุ่มที่ไม่สนับสนุนสงคราม การเลือกข้างอย่างชัดเจนเกินไปอาจสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์เหล่านั้น
5. ความเสี่ยงต่อสายการเดินเรือพาณิชย์: ธงชาติไทยบนเรืออาจเพิ่มความเสี่ยงในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซียและทะเลอาหรับ ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ความขัดแย้งที่มีการโจมตีเรือสินค้าสม่ำเสมอ
ความเสี่ยงด้านพลังงานและเศรษฐกิจ
เอเชียคือภูมิภาคที่รับภาระหนักที่สุดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากการนำเข้าน้ำมันในเอเชียถึงร้อยละ 80 ผ่านเส้นทางนี้ ไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบ 60-95% จากต่างประเทศมีความเปราะบางสูง การที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ จุดสูงสุด จะส่งผลให้ต้นทุนการขนส่ง การผลิต และค่าครองชีพในไทยพุ่งสูงตาม ซึ่งจะสร้างความกดดันต่อเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่แน่นอน
ความสัมพันธ์กับจีน ตัวแปรที่ละเอียดอ่อน
ในขณะที่อิหร่านอนุญาตให้เรือของจีนผ่านช่องแคบ สัญญาณนี้ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งนี้มีมิติของการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ-จีนแฝงอยู่ด้วย ในฐานะที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นกับจีน และในขณะเดียวกันก็เป็นพันธมิตรทางทหารของสหรัฐฯ พวกเราคงต้องฝากความหวังไว้กับรัฐบาลไทยที่ต้องเดินสายกลางท่ามกลางแรงดึงทั้งสองขั้วอย่างชาญฉลาด
ความเสี่ยงด้านการข่าวกรองและไซเบอร์
ประวัติการฝึกร่วมและแลกเปลี่ยนข่าวกรองกับสหรัฐฯ อาจทำให้ไทยตกเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการไซเบอร์หรือการสอดแนมโดยฝ่ายตรงข้าม รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเช่น ระบบไฟฟ้า การสื่อสาร และโลจิสติกส์การทหาร อาจกลายเป็นเป้าหมายในสงครามรูปแบบใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องยิงกระสุนจริง
สุดท้าย เราพอจะกล่าวโดยสรุปได้ว่าความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกามีรากฐานอันมั่นคงและเป็นประโยชน์ต่อไทยในหลายมิติ ทั้งด้านยุทโธปกรณ์ การฝึก และการยับยั้งภัยคุกคาม แต่ในบริบทสงครามที่ในปัจจุบันที่ลุกลามจนปิดช่องแคบฮอร์มุซและสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลก ความสัมพันธ์นี้มาพร้อมกับต้นทุนและความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง
บทเรียนจากเรือมยุรีนารีสะท้อนความจริงอันโหดร้ายว่าในภูมิรัฐศาสตร์ยุคใหม่ การเป็นพันธมิตรของมหาอำนาจย่อมนำมาซึ่งทั้งการคุ้มครองและความเสี่ยง ประเทศที่เดินสายกลางอย่างชาญฉลาดคือประเทศที่รักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ไว้ พร้อมกับไม่ทิ้งสายสัมพันธ์กับฝั่งตรงข้าม และที่สำคัญที่สุดคือต้องพร้อมปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติด้วยตนเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...