โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นายกฯ สั่งคุมเข้มสินค้า 65 รายการ หวั่นถูกสวมสิทธิ์ส่งออกสหรัฐ

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 22 เม.ย. 2568 เวลา 13.51 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 เม.ย.68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ได้เชิญทางกระทรวงพาณิชย์, กรมศุลกากร, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย เพื่อมาพูดคุยและเน้นย้ำถึงมาตรการสวมสิทธิ์ของสินค้าในไทย และกระบวนการออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) ที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสินค้าไทย และการส่งออกของผู้ประกอบการไทย

โดยในระยะสั้น ทางกรมการค้าต่างประเทศ จะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการหารือร่วมกับ US Custom and Border Protection (CBP) เพื่อวางหลักเกณฑ์ใหม่ในการออกใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า พร้อมทั้งเฝ้าระวังการสวมสิทธิ์เป็นสินค้าไทย จำนวน 65 รายการ 224 พิกัด ซึ่งส่วนมากเป็นสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อให้การตรวจสอบเข้มงวดมากยิ่งขึ้น

ส่วนในระยะยาวขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปรับปรุงกฎหมาย เพื่อเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นกับบริษัทที่มีการสวมสิทธิ์สินค้าไทยอย่างเด็ดขาด

“ดิฉันเชื่อมั่นว่าหากเกิดความเข้มงวดในการตรวจสอบถิ่นกำเนิดของสินค้า จะทำให้ปริมาณการสวมสิทธิ์สินค้าลดลงเป็นอย่างมาก ภายในระยะเวลา 90 วัน และนี่จะเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการในไทย รวมถึง SMEs ไทยในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สินค้าไทยและวัตถุดิบไทย ส่งออกไปยังต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการเพิ่มมูลค่าทางการค้าของไทยอย่างแท้จริงค่ะ” นายกรัฐมนตรี ระบุ

ขณะที่นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกสินค้าเฝ้าระวังดังกล่าวไปสหรัฐฯ ต้องใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า Form C/O ทั่วไป ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานที่สามารถออกหนังสือรับรองฯ Form C/O ทั่วไป รวม 3 หน่วยงาน ได้แก่ 1. กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ 2. หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ 3. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยซึ่งพบปัญหาว่า มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาผ่านไทยเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ โดยใช้หนังสือรับรองฯ ของไทย ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกังวลของสหรัฐฯ

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวอีกว่า ผลหารือที่ประชุมได้สรุปให้ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานออกหนังสือรับรองฯ Form C/O ทั่วไป สำหรับสินค้าเฝ้าระวังไปสหรัฐฯ เพียงหน่วยงานเดียว

โดยกรมค้าต่างประเทศ จะดำเนินการปรับปรุงกระบวนการการตรวจสอบก่อนออกใบรับรอง ตั้งแต่ตรวจโรงงานอย่างละเอียด และตรวจเอกสารการส่งออกอย่างเข้มงวด สำหรับสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง บูรณาการทำงานร่วมกับกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ กรมการค้าต่างประเทศได้หารือกับศุลกากรสหรัฐฯ (U.S. Customs and Border Protection: CBP) ถึงข้อกังวลและแนวทางดำเนินการร่วมกัน โดยจะจัดทำเป็นแนวทางการทำงานและการตรวจสอบร่วมกัน เพื่อให้ศุลกากรสหรัฐฯ ยอมรับการตรวจสอบของประเทศไทย โดยศุลกากรสหรัฐฯ จะอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของไทยต่อไป

“นายกรัฐมนตรีได้ขอความร่วมมือหน่วยงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนให้ร่วมมือกันแก้ปัญหาในในช่วงระยะเวลา 90 วันนี้ให้แล้วเสร็จ และให้หาแนวทางในอนาคตที่จะมีการป้องกันสินค้าที่จะมาสวมสิทธิแล้วส่งออกไปยังประเทศปลายทางอื่นๆ ด้วยเพราะเนื่องจากกฎหมายที่ผ่านมาอาจจะล้าสมัยหรือไม่ได้ครอบคลุมการดำเนินการที่ผิดปกติหรือผิดกฎหมายดังเช่นปัจจุบัน” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระบุ

นายวุฒิไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์รับจะไปหาแนวทางการใช้กฎหมายหรือมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำผิด โดยจะดำเนินการบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานต่าง ๆ และขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากที่ดำเนินการแล้วระยะหนึ่งจะดำเนินการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่จำเป็นต่อไปในอนาคต

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ความสำคัญอย่างยิ่งว่า ในการออกมาตรการต่าง ๆ นั้น จะต้องไม่กระทบต่อการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ส่งออกของไทย และที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ส่งออกไทยที่ปฏิบัติถูกต้องอยู่แล้ว จะต้องสามารถใช้บริการหรือออกหนังสือรับรองฯ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วมีประสิทธิภาพเช่นเดิม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...