โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อินเดียเปิดฉากยิง ปมแคชเมียร์ ปากีสถานตอบโต้แรง'ประกาศสงคราม!'

แนวหน้า

เผยแพร่ 06 พ.ค. 2568 เวลา 17.00 น.

อินเดียเปิดฉากยิงปากีสถาน ดับ 8 ปมแคชเมียร์ ปากีสถานลั่น “ประกาศสงคราม!”

7 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ในเอเชียใต้ อย่าง อินเดียและปากีสถาน ได้ยกระดับสู่ความรุนแรงอย่างน่ากังวล หลังจากที่อินเดียเปิดฉากยิงขีปนาวุธเข้าใส่หลายเป้าหมายในเขตควบคุมของปากีสถานช่วงเช้าวันนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย รวมถึงเด็ก 1 คน ด้านปากีสถานได้ออกมาประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การประกาศสงคราม” พร้อมประกาศเตรียมตอบโต้กลับอย่างถึงที่สุด

ทั้งนี้ ชนวนความตึงเครียดล่าสุด เริ่มต้นขึ้นจากเหตุการณ์สังหารหมู่เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในเมืองพาฮาลกัม เขตแคชเมียร์ฝั่งอินเดีย โดยกลุ่มติดอาวุธได้บุกยิงนักท่องเที่ยวเสียชีวิตถึง 26 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวฮินดูที่เดินทางมาแสวงบุญ ส่งผลให้สถานการณ์ในพื้นที่เริ่มตึงเครียดอย่างรวดเร็ว

อินเดียได้กล่าวหาว่า กลุ่ม The Resistance Front (TRF) ซึ่งมีฐานอยู่ในปากีสถานและมีความเชื่อมโยงกับองค์กรติดอาวุธ Lashkar-e-Taiba เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีดังกล่าว ขณะที่ทางการปากีสถานได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมทั้งประณามเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนเช่นกัน

ต่อมา กระทรวงกลาโหมอินเดียได้แถลงถึงปฏิบัติการตอบโต้ครั้งนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ปฏิบัติการซินดูร์” (Operation Sindoor) โดยระบุว่า อินเดียได้เลือกโจมตีเฉพาะเป้าหมายของกลุ่มติดอาวุธในเมืองมูริดเก (Muridke) และบาฮาวัลปูร์ (Bahawalpur) ซึ่งอยู่ในแคว้นปัญจาบ และเขตควบคุมของแคชเมียร์ โดยย้ำว่าไม่ได้พุ่งเป้าไปที่กองทัพหรือโครงสร้างพื้นฐานของรัฐปากีสถานแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีของปากีสถานก็ออกมาแสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าว โดยกล่าวหาว่า “อินเดียเป็นศัตรูที่หลอกลวงและขี้ขลาด” พร้อมเรียกประชุมคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติในทันที เพื่อหารือมาตรการตอบโต้ โดยกองทัพปากีสถานอ้างว่าสามารถยิงเครื่องบินรบของอินเดียตกได้ถึง 5 ลำ อีกทั้งยังมีการปิดโรงเรียน โรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยง และประกาศเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินในระดับสูงสุด

นอกจากนี้ โฆษกกองทัพปากีสถานยังเปิดเผยว่า ขีปนาวุธของอินเดียได้ตกในพื้นที่ต่าง ๆ ถึง 6 จุด หนึ่งในนั้นคือ มัสยิดในเมืองบาฮาวัลปูร์ ซึ่งมีเด็กเสียชีวิตและประชาชนได้รับบาดเจ็บอีกเกือบ 40 คน

ด้านชาวบ้านในเมือง มูซัฟฟาราบัด เมืองเอกของแคชเมียร์ฝั่งปากีสถาน เล่าว่าได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นช่วงเช้ามืด พร้อมเห็นเปลวไฟลุกโชนบนท้องฟ้า หลายครอบครัวต้องเร่งอพยพออกจากบ้านเรือน ขณะที่บางพื้นที่เผชิญภาวะไฟฟ้าดับและสัญญาณสื่อสารขัดข้องเป็นวงกว้าง

ในเวลาเดียวกัน บริเวณ*แนวเส้นควบคุม (Line of Control)* ซึ่งเป็นแนวแบ่งเขตพิพาทในแคชเมียร์ ได้เกิดการปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายอินเดียกล่าวหาว่าทหารปากีสถานเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อนโดยไม่มีเหตุผล ขณะที่ทางปากีสถานยืนกรานว่าการตอบโต้เป็นไปเพื่อปกป้องพลเรือนในพื้นที่

เพื่อความปลอดภัย รัฐบาลอินเดียได้มีคำสั่ง ปิดสนามบินศรีนาการ์ ซึ่งเป็นสนามบินหลักของแคว้นแคชเมียร์ โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคง ขณะที่ประชาชนในฝั่งปากีสถานต่างพากันหลบหนีออกจากเขตเสี่ยงภัย ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดและความหวาดกลัวว่าจะเกิดการโจมตีซ้ำอีก

ในเวทีระหว่างประเทศ นายอันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้ พร้อมเรียกร้องให้อินเดียและปากีสถาน "หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น" และเตือนว่า “โลกไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างสองชาตินิวเคลียร์ได้อีกต่อไป”

เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลให้ความตึงเครียดทางการทูตระหว่างสองประเทศทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยอินเดียได้ประกาศระงับ สนธิสัญญาน้ำอินดัส (Indus Waters Treaty) ซึ่งเป็นข้อตกลงสำคัญที่มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 ว่าด้วยการแบ่งสรรน้ำจากแม่น้ำในแคว้นแคชเมียร์ให้ทั้งสองประเทศใช้งานร่วมกัน ส่วนทางด้านปากีสถานก็ตอบโต้ทันควันด้วยการระงับ ข้อตกลงชิมลา (Shimla Agreement) พร้อมทั้งสั่ง ปิดพรมแดนและน่านฟ้า สำหรับเครื่องบินและการขนส่งจากอินเดียทั้งหมด

ด้านนักวิเคราะห์ความมั่นคงระบุว่า หากไม่มีความพยายามในการเจรจาทางการทูตอย่างเร่งด่วน เหตุการณ์ครั้งนี้อาจลุกลามสู่ สงครามเต็มรูปแบบ ได้ในเวลาอันใกล้ พร้อมเตือนว่า อินเดียและปากีสถานต่างเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางทหารสูง และต่างฝ่ายต่างไม่ต้องการเป็นผู้ยอมถอยก่อน

ขอบคุณข้อมูลจาก : apnews , theguardian

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...