การล้นทะลักของ “ภาพถ่ายสงคราม” ช่วยสร้างความตระหนักหรือความชินชากันแน่?
7 ตุลาคมที่ผ่านมา เกิดการเปิดฉากการปะทะกันอีกครั้งระหว่าง ฮามาส กองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์ กับอิสราเอล เกิน 1 สัปดาห์ผ่านพ้นไป การต่อสู้มีแนวโน้มจะยืดเยื้อและบานปลาย ตามมาด้วยผลกระทบของสงครามอีกมากมายที่โลกอาจจะยังไม่พร้อมรับมือ
ความรุนแรงของสงครามที่ผ่านมาตั้งแต่ในอดีต เรารับรู้จากอะไร …จากคำบอกเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์ บทบันทึกหรือคลิปเสียงที่ถูกอัดไว้ และสิ่งสำคัญคือ “ภาพ” ทั้งแบบภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว
“ภาพถ่ายสงคราม” กลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สำคัญมากในพื้นที่ของสนามรบ ทั้งเพื่อนำมาเป็นตัวช่วยในการเล่าเรื่องราวของสงครามให้กับคนทั่วไปที่ไม่ได้ไปอยู่ ณ เหตุการณ์ตรงนั้น และเป็นองค์ประกอบของบทเรียนให้มนุษย์เราได้เรียนรู้ถึงพิษภัยของสงครามที่ไม่เคยส่งผลดีกับใคร ยิ่งในปัจจุบัน พื้นที่สนามรบถูกขยายออกมาในวงกว้างกว่าแค่ในสนามรบที่มีความหมายตรงตามตัวอักษร แต่ยังรวมไปถึงสนามรบด้านอื่นๆ เช่นสนามรบในมหาสมุทรของข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ตอีกด้วย
ประวัติการถ่ายภาพสงคราม จากสงครามไครเมียถึงจุดเปลี่ยนที่สงครามเวียดนาม
มนุษย์เริ่มถ่ายภาพในลักษณะของภาพถ่ายสงครามตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1830 โรเจอร์ เฟนตัน (Roger Fenton) ช่างภาพสงครามชาวอังกฤษ คือคนแรกที่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการในการเข้าไปเก็บภาพผลพวงต่าง ๆ ของสงคราม ในการสู้รบระหว่างจักรวรรดิรัสเซียและกลุ่มชาติพันธมิตรที่ประกอบไปด้วยจักรวรรดิออตโตมัน ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และซาร์ดิเนีย หรือที่รู้จักกันในนาม “สงครามไครเมีย (Crimean War)” ในช่วงกลางทศวรรษ 1860
The valley of the shadow of death (1855) / Library of Congress, Manuscript Division, Fenton Crimean War Photographs.
Cemetery on Cathcart's Hill - officers on the look-out (1855) / Library of Congress, Manuscript Division, Fenton Crimean War Photographs.
ในขณะนั้นพบว่า ภาพถ่ายของโรเจอร์ เฟนตัน ไม่ได้ถ่ายความรุนแรงของสงครามผ่านมนุษย์หรือศพที่แขนขาผิดรูป ด้วยความที่เทคโนโลยีภาพถ่ายในสมัยนั้นยังไม่ทันสมัย ทำให้การจับภาพความเคลื่อนไหวต่าง ๆ จากสิ่งมีชีวิตนั้นเป็นไปไม่ได้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นภาพของสภาพหลังสงครามที่มักจะเป็นภาพทิวทัศน์และบรรยากาศโดยทั่วไป เช่นภาพของสนามรบที่พรุนตะปุ่มตะป่ำไปด้วยร่องรอยของกระสุนและลูกระเบิด
สงครามกลางเมืองสเปน (The Spanish Civil War) ช่วงปี 1936-1939 เป็นสงครามครั้งแรกที่มีตากล้องถ่ายภาพสงครามมืออาชีพไปประจำการในแนวรบอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะการเข้ามาของกล้องที่มีขนาดเบาและกดถ่ายได้หลายภาพมากยิ่งขึ้นต่อหนึ่งม้วนฟิล์ม ทำให้การขับเน้นความโหดร้ายของคำว่าสงครามผ่านภาพถ่ายทำได้ออกมาอย่างเปี่ยมล้น
ความรุนแรงของสงครามและการรับรู้ของคนต่อสงครามถูกแพร่ปกคลุมไปทั่วโลก โดยเฉพาะผลพวงของสงครามเวียดนาม (The Vietnam War) ที่ผู้คนสามารถเสพภาพสงครามได้จากโทรทัศน์แบบวันต่อวัน ที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ทำให้สงครามก่อให้เกิดภาพจำต่อคนทั่วโลก
และในยุคอันท่วมท้นไปด้วยข้อมูลข่าวสารอย่างในวันนี้ ภาพถ่ายจากทุกทิศทุกทางก็ทำให้สงครามและมนุษย์ใกล้ชิดกันมากที่สุดแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ภาพถ่ายสงครามนำพาความโหดร้าย ท้าทายศีลธรรม แต่ไม่นำพาเหตุผลและตรรกะ
มนุษย์จดจำข้อมูลจากภาพได้ดีไม่แพ้จากตัวอักษร ภาพหนึ่งภาพ หรือแม้จะเป็นคลิปภาพเคลื่อนไหวหนึ่งชิ้น ท้ายที่สุดในส่วนย่อยก่อนจะเก็บเข้าสู่ลิ้นชักความทรงจำในสมอง จะเหลืออยู่แค่ภาพนิ่ง ดังนั้นพลานุภาพของภาพถ่ายจึงสูงมาก เพราะแปรเปลี่ยนได้ถึงขนาดระดับของความทรงจำ
ยกตัวอย่างเช่น หนึ่งในภาพถ่ายสงครามที่เป็นที่จดจำมากที่สุดในโลก The Falling Soldier (ชื่อเต็ม Loyalist Militiaman at the Moment of Death, Cerro Muriano, September 5, 1936) ปี 1936 โดยช่างภาพสงครามชาวฮังกาเรียน-อเมริกัน โรเบิร์ต คาปา (Robert Capa) ภาพนี้ได้จับห้วงเวลาสุดแสนเหลือเชื่อไว้ คือภาพร่างของทหารชาย (ในเวลาต่อมาสันนิษฐานว่าเขาคือ Federico Borrell García นายทหารชาวสเปน สังกัดกลุ่มนิยมสาธารณรัฐสเปน แต่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่) ในขณะที่เขาถูกกระสุนจากฝ่ายตรงข้ามยิงเข้าใส่จนมือที่ถือปืนนั้นสาดส่ายออกไปด้วยแรงจากกระสุน ซึ่งเป็นเวลาพร้อมเพรียงกับที่โรเบิร์ต คาปา ลั่นชัตเตอร์พอดี
แรงปะทะจากภาพถ่ายสงครามต่อการรับรู้และความทรงจำของผู้คน ทำให้บางคนเชื่อว่าการเผยแพร่ภาพถ่ายความรุนแรงและหดหู่เหล่านี้จะสามารถช่วยหยุดสงครามได้ โดยในปี 1924 เออร์เนสต์ เฟรดริช (Ernst Friedrich) นักเขียนชาวเยอรมันได้ตีพิมพ์หนังสือภาพที่ชื่อว่า War Against War (Krieg dem Kriege!) ซึ่งเต็มไปด้วยภาพที่นำมาจากคลังเก็บภาพของทหารเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งยังไม่เคยได้รับการเผยแพร่มาก่อน แต่ทุกเฉดอารมณ์ของความทรมานและโหดร้ายทารุณที่สงครามมีต่อมนุษย์ได้ถูกนำมาเสนอในเล่มนี้ ทำให้ชะตากรรมของมันหลังจากตีพิมพ์ออกมาก็คือ การโดนประณามจากกลุ่มคนรักชาติ ไปจนถึงการที่ร้านหนังสือบางร้านถูกตำรวจบุกจับในข้อหาจำหน่ายหนังสือต้องห้ามเล่มนี้
หากวิเคราะห์ในเชิงของการสื่อสาร อาจเห็นว่ากลยุทธ์การนำเสนอเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ก็คือการใช้ความกลัว เพื่อให้ผู้รับสารเกิดความกลัวตาม สอดคล้องกับ Fear-Appeal ทฤษฎีที่พูดถึงการนำเสนอความกลัวเพื่อหวังให้ผู้รับสารได้หยุดการกระทำนั้น หรือหยุดคิดพิจารณาถึงมันใหม่อีกครั้ง
ภาพถ่ายสงครามสร้างให้เกิดความกลัว ตื่นตกใจ ผงะออก พร้อมทดสอบมาตรวัดทางศีลธรรมของผู้เสพได้จริง แต่ภาพถ่ายสงครามก็ไม่สามารถนำพาตรรกะเบื้องหลังที่ทำให้เกิดเหตุในภาพได้ ซูซาน ซอนแทก (Susan Sontag) นักคิดผู้อุทิศชีวิตให้กับการใคร่ครวญในพลังของภาพถ่ายได้เคยกล่าวไว้ในเรียงความขนาดยาวชื่อ Looking at War ตีพิมพ์ 1 ปีให้หลังเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน หรือ 9/11 ว่า ภาพถ่ายอันโหดร้ายนั้นจะยังคงไม่สูญเสียพลังในการสร้างความตื่นตระหนกให้กับเรา แต่มันไม่สามารถทำให้เราเข้าใจมันได้
Damaged City of Lille, During German Occupation, World War I, 1916 / Museums Victoria Collections
หากการสร้างความกลัวผ่านภาพถ่ายสงครามนั้นช่วยได้จริง โลกของเราคงจะได้พบกับสันติภาพแล้ว ซึ่งตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
คลื่นอันเชี่ยวกรากของภาพถ่ายสงครามและหน้าที่ที่แท้จริงของมัน
ความรุนแรงของสงครามระหว่างอิสราเอลและกองกำลังกลุ่มฮามาสที่ทวีขึ้นทุกชั่วโมง เช่นเดียวกับความใกล้ชิดที่เราทุกคนได้พานพบกับมันในทุกครั้งที่เราหยิบมือถือขึ้นเปิดดู ทุกนาทีที่คลิปวิดีโอ ภาพถ่ายต่าง ๆ ของสงครามถูกป้อนเข้าสู่หน้าฟีด ทำให้ผู้คนบางส่วนต้องเบือนหน้าหนี และบางส่วนก็เฉยชา แม้จะเป็นสื่อที่สะท้อนถึงความรุนแรงของสงครามและความตาย
ซูซาน ซอนแทก เคยเขียนไว้ว่า กระบวนการของการถ่ายภาพนั้นเชื่อมโยงกับความตายอยู่ตั้งแต่ต้น กล่าวคือการถ่ายภาพคือการบันทึกร่องรอยของสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ผ่านแสงและสะท้อนเข้าสู่ตา …และหายไปอีกครั้ง เหมือนความเอ่อล้นที่กำลังเป็นอยู่นี้
ดังที่กล่าวมา หากการถ่ายภาพสงครามในอดีตทำหน้าที่ช่วยนำเสนอข้อมูลประกอบเรื่องราว (ทั้งทางตรงและโฆษณาชวนเชื่อ) หรือการช่วยเติมเต็มจินตนาการและบริบทของผู้รับให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ภาพถ่ายในยุคปัจจุบันกลับกลายเป็นข้อมูลโดยตัวมันเอง โดยเฉพาะเมื่อทุกคนเข้าถึงการถ่ายภาพได้ผ่านกล้องโทรศัพท์มือถือ ขนาดและความคมชัดจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป แต่ความชอบธรรมที่ถูกบิดเบือนต่างหากที่กลายเป็นมหันตภัยตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ภาพตึกถล่มในอิสราเอล กลับกลายว่าในความจริงคือตึกในฉนวนกาซ่า หรือแม้กระทั่งภาพเฮลิคอปเตอร์ของอิสราเอลโดนยิงร่วง เมื่อพิสูจน์ทราบแล้ว ผลลัพธ์ออกมาว่าเป็นภาพจากวิดีโอเกม
การมีอยู่ของความรุนแรงในภาพนั้น นอกจากจะไม่แสดงให้เห็นการลดลงของสงครามแล้ว ในฐานะผู้เสพกลับอาจจะได้แต่ความมืดมิด สิ้นหวัง และแทนที่จะผลักเราเข้าไปให้เกิดการตระหนักรู้ แต่มันกลับกลายเป็นความเฉยชาของทุกคืนวันที่ผลักเราออกมาทีละน้อย ภาพถ่ายสงครามที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความกลัวและความโกรธเคือง ปัจจุบันคงเหลือศักยภาพในการโต้ตอบกับความโหดร้ายเพียงไหน
เจย์ แคสเปี่ยน คัง (Jay Caspian Kang) คอลัมน์นิสต์จากนิตยสาร The New Yorker เขียนถึงความด้านชาต่อความเหมือนกันไปหมดของภาพถ่ายสงครามไว้ว่า สุดท้ายแล้ว มันจะเหมือนกับการมีอยู่ของหลาย ๆ อย่างในโลกเทคโนโลยี นั่นคือการตอกย้ำสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว
ภาพถ่ายจะไม่มีทางหมดไป แต่คำถามสำคัญคือ การขับเน้นความรุนแรงของผลกระทบจากสงครามผ่านภาพถ่ายช่วยให้เรารู้สึกเห็นอกเห็นใจหรือกลับกลายเป็นว่าทำให้เราด้านชากันแน่ เหมือนที่ ซูซาน ซอนแทก กล่าวในช่วงท้ายของเรียงความ Looking at War ว่า การเล่าเรื่องราวต่างหากที่จะทำให้เราเข้าใจมัน และสิ่งที่ภาพถ่ายให้ไว้จึงเหลือแต่เพียงการตามหลอกหลอนเราเท่านั้นเอง
Village, Gaza, Palestine, World War II, 1939-1943 / Museums Victoria Collections
ที่มา : บทความ “Looking at War” โดย Susan Sontag
บทความ “The Numbing Sameness of War Footage” โดย Jay Caspian Kang
บทความ “When Everyone Becomes a War Photographer” โดย Jason Farago
บทความ “‘The pictures will not go away': Susan Sontag's lifelong obsession with suffering” โดย Benjamin Moser
บทความ “Susan Sontag was right: War photography can anesthetize” โดย Chloe Pantazi
บทความ “HOW FEAR-APPEAL ADVERTISING WORKS” โดย Cassie Hayward
เรื่อง : คณิศร สันติไชยกุล