คุณหนูตระกูลเถา (เริ่มภาคพิเศษ)
ข้อมูลเบื้องต้น
จากก้อนแป้งน้อย กลายเป็นสตรีเหนือหล้า จากบุตรสาวของมารดา กลายเป็นบุคคลที่ไม่ว่าใครก็หวั่นใจ
ความงามของนางเป็นเอกยิ่งกว่าเทพธิดาองค์ใดแต่นั่นยังไม่เท่ากับความร้ายกาจของนางเลยแม้แต่น้อย
….
รายละเอียด
ทุกระดับมีระดับย่อย ต่ำ กลาง สูง
ระดับพลังปราณ
•กำเนิด
•หลอมรวม
•พื้นฐาน
•นักรบ
•แม่ทัพ
•จอมยุทธ์
•จักรพรรดิ
•ปรมาจารย์ยุทธ์
ระดับปราณโอสถ(หากไม่มีปราณนี้จะไม่สามรถหลอมยาได้)
•พื้นฐาน
•แพทย์โอสถ
•อาจารย์โอสถ
•จอมโอสถ
•ปรมาจารย์โอสถ
•ปราชญ์โอสถ
•เทวะโอสถ
ระดับโอสถ
•พื้นฐาน
•พิภพ
•เวหา
•นภา
•สวรรค์
•บรรพกาล
สัตว์วิเศษ แบ่งเป็นสามชนชั้นหลัก มีขั้นย่อย
•สัตว์อสูร
แบ่งเป็น 12 ขั้น
•สัตว์ศักดิ์สิทธิ์
แบ่งเป็น 7 ขั้น
•สัตว์เทพ
แบ่งเป็น 5 ขั้น
ระดับของอาวุธ
•พื้นฐาน
•พิภพ
•เวหา
•นภา
•สวรรค์
•บรรพกาล
ตั้งแต่ระดับนภาขึ้นไปจะมีความนึกคิดเป็นของตัวเอง
ผลึกปราณ (แบ่งตามพลังปราณ)
•กำเนิด
•หลอมรวม
•พื้นฐาน
•นักรบ
•แม่ทัพ
•จอมยุทธ์
•จักรพรรดิ
•ปรมาจารย์ยุทธ์
โดยระดับกำเนิด-ระดับพื้นฐาน ใช้สีแดง
ระดับนักรบ-แม่ทัพ ใช้สีเหลือง
จอมยุทธ์ ใช้สีเขียว
ราชันย์ ใช้สีน้ำเงิน
จักรพรรดิ ใช้สีคราม
1000 อีแปะ = 1 ตำลึงเงิน
100 ตำลึงเงิน = 1 ตำลึงทอง
ทองคำ 1 จิน(0.5กิโลกรัม) = 5000 ตำลึงทอง
นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งค่ะ
ก้อนแป้งพลัดถิ่น RW
รถม้าคันเล็กแล่นไปตามถนนที่รอบด้านเป็นป่าเขา พื้นถนนจึงไม่ได้ดีเหมือนในเมือง แม้จะขรุขระเพียงเล็กน้อย แต่ก็มากพอที่จะทำให้สตรีอุ้มครรภ์กว่าห้าเดือนนั่งอย่างไม่สบายนัก ดีที่นางเป็นผู้ฝึกตนระดับนักรบขั้นต่ำเด็กในท้องจึงไม่เป็นอะไร
ใบหน้างามล้ำมีร่องรอยของความอ่อนล้าอย่างชัดเจนด้วยเดินทางรอนแรมมากว่าหนึ่งเดือนแล้ว ข้างกายคือเด็กน้อยใบหน้ากลมอิ่มราวกับก้อนแป้งขาวที่คอยลูบท้องผู้เป็นมารดาไม่ห่าง
“ท่านแม่ เมื่อไหร่เราจะถึงเจ้าคะ”เสียงใสเล็กๆเอ่ยถามเพราะรู้สึกเป็นห่วงมารดา นางมองดูผู้ให้กำเนิดคิ้วขมวดเพราะความไม่สบายตัวมาได้นับเดือนแล้ว ไหนจะเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อีก เด็กที่พึ่งพูดเป็นประโยคได้อย่างนางนั้นไม่ค่อยเข้าใจนัก
เถาซูเหมยลูบมือเล็กของบุตรสาวเบาๆพร้อมกับความสงสารที่ผุดขึ้นมาเต็มหัวใจ อายุเพียงสามหนาวก็ต้องมาระหกระเหินกับมารดา จากที่เป็นคุณหนูตระกูลใหญ่กลับกลายเป็นเด็กกำพร้าบิดาแลพลัดถิ่น นัยน์ตาทั้งสองข้างของร่างบางชื้นแฉะขึ้นมาอีกระรอก เพียงแต่ทุกครั้งนั้นนางจะร่ำไห้เมื่อลูกน้อยหลับไปแล้วดังนั้นตอนนี้จึงทำได้เพียงสะกดกลั้นเอาไว้ก่อน
“ขอเพียงพ้นป่านี้ไปและข้ามอีกอำเภอเดียวก็จะถึงบ้านท่านตาของเจ้าแล้ว ทนอีกนิดนะก้อนแป้งของแม่”น้ำเสียงที่เคยหวานบัดนี้สั่นสะท้านยามคิดถึงเรื่องราวหลังสามีของตนสิ้นชีพขณะไปปราบโจรป่าที่มณฑลเหนือ ชีวิตที่มีก่อนหน้ากลายเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่ง
จากที่เคยเป็นคนคอยดูแลจวนแม่ทัพทั้งหลังกลับถูกยึดอำนาจจากสะใภ้รองผู้เป็นภรรยาเอกของน้องสามี ‘เสิ่นกวาง’ บุตรชายสายรองผู้หนึ่ง ที่ก่อนหน้านี้เขาเรียกนางอย่างเคารพว่าพี่สะใภ้ทุกคำ ซ้ำร้ายผู้นำตระกูลอย่างเสิ่นเสียงผู้เป็นพ่อสามีกลับตรอมใจเรื่องบุตรชายคนโตจนล้มป่วย ไม่อาจจัดการเรื่องราวใดใดในตระกูลได้อีก เป็นเหตุให้นางและบุตรสาวเริ่มตกที่นั่งลำบาก
ความเป็นอยู่ย่ำแย่ลงจากแต่ก่อน หนักที่สุดเมื่อพวกเขารู้ว่านางตั้งครรภ์ได้สามสี่เดือนแล้ว ครอบครัวน้องเขยที่น่าชังจึงทำการขับไล่นางสองแม่ลูกออกจากตระกูล ซ้ำยังไม่ยอมรับสายเลือดตระกูลเสิ่นที่กำลังจะเกิดมาอีกด้วย โดยพวกเขายัดข้อหาดวงกินสามีให้ ข้อนี้แม้แต่คนที่โง่ที่สุดยังมองออกว่าไม่สมเหตุสมผล นางแต่งเข้าตระกูลเสิ่นมาสามปี หน้าที่การงานสามีนับวันยิ่งรุ่งเรืองจะมีดวงกาลกิณีเช่นนั้นได้อย่างไร
คาดว่าคงกลัวว่าบุตรที่ออกมาจะเป็นชายและฮ่องเต้แต่งตั้งเขาเป็นหัวหน้าตระกูลเสียละมาก กระนั้นยามนางจะออกมาก็มิวายถูกน้องสะใภ้ที่เคยผู้อ่อนหวานริบทรัพย์เกือบครึ่ง เหลือเพียงสินเดิมและเครื่องประดับอีกเล็กน้อยที่เสิ่นเยี่ยผู้เป็นสามีมอบให้เท่านั้น และนางได้นำสมบัติเหล่านั้นกว่าแปดส่วนไปแลกเป็นเงินมาว่าจ้างผู้คุ้มกันจากสำนักเงาจันทราที่เข้มข็งที่สุดในต้าฉินมาคุ้มกันตนเองและบุตรสาวจนแทบไม่มีอะไรเหลือแล้ว
นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่เสิ่นกวางนึกไม่ถึง เพราะนักฆ่าที่เขาจ้างมาให้ปลิดชีพตนตลอดเดือนนี้ล้วนแต่ถูกคนของสำนักนี้กำจัดสิ้น
“ท่านแม่ อวี้เออร์ไม่เป็นอะไร ท่านอย่าร้องเลยนะ”มือเล็กป้อมลูบแก้มของมารดาอย่างไม่ค่อยถนัดถนี่นักทำให้ซูเหมยรู้ตัวว่าตนเองเผลอร้องไห้ออกมาจริงๆแล้วยังต้องให้บุตรสาวอายุสามหนาวมาปลอบอีก
“ตัวเท่านี้รู้จักปลอบผู้อื่นแล้วหรือ”มือเรียวยื่นไปบีบแก้มกลมเบาๆอย่างรักใคร่ อดไม่ได้ที่จะหอมมือเล็กที่ยื่นมาสักรอบ
“ใช่แล้ว ท่านพ่อบอกว่าท่านแม่เจ้าน้ำตา มันแปลว่าท่านแม่มีน้ำตาเยอะหรือ”สิ้นคำบุตรสาว เถาซูอวี้พลันหัวเราะออกมาได้เป็นครั้งแรกในรอบเดือน …ท่านพี่ร้ายนัก กล้านินทานางเชียว?
แต่เมื่อคิดได้ว่าจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว ใบหน้างามก็พลันเศร้าหมองอีกครา
“ลูกแม่… เหตุใดเจ้าจึงอาภัพนัก บิดาสิ้นใจ ซ้ำยังถูกผู้อื่นมาชิงชีวิตที่ควรเป็นของเจ้าไปอีก”คราวนี้เสิ่นซูอวี้ตัวน้อยไม่ได้กล่าวสิ่งใด นางทำเพียงส่งยิ้มให้มารดาก่อนจะเอนตัวหนุนหมอนใกล้ๆตักอบอุ่นเพราะตอนนี้ผู้เป็นแม่กำลังจะมีน้องให้นาง จึงได้เลือกหนุนหมอนแทน
ไม่รู้ว่าเพราะเป็นเพียงเด็กสามขวบหรืออะไร หลังจากสิบวันแรกที่ทราบข่าวบิดาแม่นางน้อยก็ไม่ร้องไห้อีก ทั้งหลังจากนั้นก็คล้ายเติบใหญ่กว่าเดิมอีกสี่ห้าปี แม้ว่าจะผิดวิสัยเด็กจนซูเหมยกังวลไม่น้อย แต่ก็มีข้อดีคือเมื่อเกิดเรื่องใดๆลูกน้อยก็หาได้งอแงเท่าเด็กคนอื่น นางจึงไม่ได้ปวดใจมากนัก
“ท่านตาเป็นเช่นใดหรือ”เสียงใสเอ่ยถามด้วยความงัวเงียเล็กน้อย คาดว่าคงง่วงงุนเข้าแล้ว
“ท่านตาเจ้าใจดีนัก แต่ก็เข้มงวดไม่น้อย ตอนเจ้าเกิดเขาเคยมาเยี่ยมเจ้าด้วยครั้งหนึ่ง”ซูเหมยอมยิ้มเล็กน้อย บิดาของนางแม้ไม่ได้ร่ำรวยอย่างคหบดี มีอำนาจอย่างขุนนาง แต่ก็มีหน้ามีตาไม่น้อยในฐานะแพทย์ผู้หนึ่ง
หลังนางออกเรือน เถาหมิงก็ออกเดินทางทำตามความฝัน คือรักษาผู้คนไปทั่ว ชอบใจที่ใดก็ซื้อบ้านอยู่ที่นั้นสักปีสองปี แม้จะไม่ได้มีเกียรติยศและเงินทองอย่างผู้ปรุงโอสถ แต่ก็สำคัญนักกับคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งคนเหล่านี้มักจะเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่มีเวลาและทรัพยากรมากพอจะเป็นผู้ฝึกตนที่แทบจะไม่เจ็บป่วยด้วยโรคธรรมดา
แม้จะเป็นหมอ แต่รายได้หลักกลับมาจากการขายสมุนไพร ด้วยตอนหนุ่มเคยติดตามปรมจารย์โอสถผู้หนึ่ง ทำให้มีความรู้เกี่ยวกับสมนไพรไม่น้อย แม้ปรุงยาไม่ได้แต่ก็ขายสมุนไพรได้
“อวี้เออร์อยากเจอท่านตาเจ้าค่ะ”เสียงงึมงำแผ่วเบาจนท้ายประโยคแทบฟังไม่ออกทำให้รู้ว่าเด็กน้อยหลับไปแล้ว ฝ่ามือขาวผ่องลูบศีรษะทุยเบาๆก่อนจะเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าพลางนึกถึงใบหน้าของคนผู้หนึ่งที่จากไปไกลแสนไกล
“ท่านพี่…”
“ฮูหยินเจ้าคะ เราพ้นชายป่าออกมาแล้วเจ้าค่ะ”เสียงแหลมเล็กดังมาจากที่นั่งนอกรถม้า เป็นเพราะเอาเงินไปจ้างผู้คุมกันจนหมดประกอบกับไม่อยากเป็นจุดสนใจ ทำให้ได้รถม้าขนาดเล็กที่พอนั่งได้สองคนมา
“เราไปพักที่เมืองตงเฮ่อก็แล้วกัน”สิ้นเสียงผู้เป็นนายก็มีเสียงตอบรับของสองบ่าวชายหญิง จิ่นหวาและจิ่นกงเป็นบ่าวสองพี่น้องที่ติดตามนางมาจากตระกูลเดิม ความจกรักภักดีของทั้งสองไม่ต้องเสียเวลามาระแวงแม้แต่น้อย เมื่อนางถูกขับออกจากตระกูลสามีทั้งสองจึงติดตามกลับตระกูลเถาด้วยกัน
นึกถึงเรื่องราวหนหลังก็ได้แต่ทอดถอนใจ ไหนเลยวาสนาและความสุขของมนุษย์เราจะยั่งยืน
ประตูเรือนขัดมันด้วยยางไม้อย่างดีปรากฏสู่สายตา ทั้งขบวนใช้เวลากว่าสามวันในการข้ามอำเภอเมื่อครู่เพื่อมาถึงเรือนตระกูลเถาหลังนี้ เถาซูเหมยก็พึ่งเคยมาเป็นครั้งแรกเช่นกันเพราะบิดาพึ่งมาอาศัยอยู่ที่นี่ได้ปีกว่าเท่านั้น นางก้มมองจดหมายในมืออีกครั้งจึงมั่นใจว่านี่เป็นสถานที่ที่บิดาบอก
“อวี้เออร์ตื่นเร็วเข้า ถึงบ้านท่านตาของเจ้าแล้ว”เด็กหญิงได้ยินเสียงเรียกก็งัวเงียลุกขึ้นมา ก่อนจะประมวลผลใดๆได้ ร่างกลมป้อมก็ถูกบ่าวหญิงอุ้มลงจากรถม้าไปด้านล่างเสียแล้ว
เสียงเคาะประตูเรือนดังขึ้นจากฝีมือของจิ่นกง เพียงชั่วครู่ก็มีบ่าวชราผู้หนึ่งในชุดผ้าฝ้ายชั้นดีสีครามเปิดประตูออกมา
“คุณหนู!”เสียงแหบพร่าดังขึ้นทันทีที่เห็นหน้าสตรีรูปงามด้านหลังบ่าวชายที่ค้อมตัวเคารพเขา ก่อนจะรีบเปิดประตูเรือนให้กว้างเสียจนกว้างกว่านี้ไม่ได้อีก
“พ่อบ้านจาง”ซูเหมยเอ่ยรับด้วยรอยยิ้ม ในที่สุดก็ถึงบ้านเสียที
“นายท่านกำลังรอคุณหนูและคุณหนูน้อยอยู่เชียวขอรับ”พ่อบ้านจางว่าพลางผายมือเข้าไป เผยให้เห็นตัวเรือนขนาดกลาง ถัดไปด้านหลังยังมีเรือนเล็กอยู่อีกหนึ่งหลัง
“รบกวนท่านแล้ว”เถาซูเหมยว่าก่อนจะก้าวเข้าไปด้านใน
ทันทีที่ทั้งหมดก้าวเข้ามาในห้องโถงก็พบกับชายชราอายุราวห้าสิบถึงหกสิบปีนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นมา ดูท่าแล้วคงจะตื่นเต้นไม่น้อย
“เหมยเออร์… เจ้ามาแล้ว”เพียงสามคำที่ออกมาจากปากของบิดาก็ทำให้น้ำตาของผู้เป็นลูกไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
เถาซูเหมยรีบโผเข้าอ้อมกอดของเถาหมิงราวลูกนกพลัดถิ่นได้กลับรัง ฝ่ามือหยาบกร้านลูบศรีษะบุตรสาวอย่างรักใคร่และสงสารจับใจ ยามนางออกเรือนเขาก็กังวลว่าจะใช้ชีวิตในตระกูลใหญ่ลำบาก เมื่อเห็นว่าบุตรเขยดูแลนางดีเป็นอย่างยิ่งก็เบาใจ
ไหนเลยจะคิดว่าเรื่องจะเป็นเช่นนี้…
“ท่านตา…”เสียงใสดังขึ้นด้านหลังผู้เป็นลูกทำให้เถาหมิงคลายอ้อมกอดแล้วหันมามองก้อนแป้งขาวๆที่ยืนอยู่บนพื้น ขาสั้นป้อมใต้กระโปรงสีหวานเดินเตาะแตะมาหาก่อนจะจับชายเสื้อเขาไว้ ริมฝีปากเล็กก็ฉีกยิ้มจนแก้มกลมดันขึ้นไปปิดดวงตาจนหมด ภาพที่เห็นนี้ชวนให้เกิดความเอ็นดูยิ่งนัก คล้ายกับความสดใสทั้งหมดอยู่ตรงหน้าเขาผู้เฒ่าคนนี้แล้ว
“อวี้เออร์ของตาหรือนี่”เถาหมิงว่าพลางก้มลงไปอุ้มเด็กน้อยไว้แนบอก ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะบีบแก้มนิ่มไปทีหนึ่งพลอยให้ร่างกลมได้หัวเราะชอบใจ
“นี่กลิ่นอะไรเจ้าคะ”แม้เสียงจะยานคางเล็กน้อยตามประสาเด็ก แต่ก็เป็นเสียงที่น่าฟังอย่างยิ่ง
“กลิ่นอะไรหรือ”ซูเหมยถาม พลางสำรวจรอบตัวว่ามีสิ่งใดที่เป็นสาเหตุของกลิ่นนั้นได้บ้าง
“มันมาจากตรงนี้”นิ้วป้อมจิ้มไปที่มือของผู้เป็นตาก่อนจะหัวเราะอย่างชอบใจ
เถาหมิงชะงักไปเล็กน้อย เขามองมือตนเองก่อนจะคิดได้ว่าเมื่อครู่ก่อนที่จะมายังห้องโถงเขากำลังเก็บสมุนไพรที่พึ่งได้มาเข้าชั้น มันไม่ใช่การปรุงยาดังนั้นกลิ่นไม่น่าจะติดมาได้ อีกอย่างเขาล้างมือเรียบร้อยแล้วด้วย แม้แต่เขาเองก็แทบไม่ได้กลิ่นแล้ว
“หลานตา เจ้าได้กลิ่นสมุนไพรกระมัง”ชายชราว่า ไม่รู้ว่าเจ้าก้อนแป้งประสาทรับกลิ่นดีหรือเพราะเป็นเด็กกันแน่ถึงได้ไวต่อกลิ่นเป็นพิเศษ
“กินได้หรือไม่เจ้าคะ”ดวงตากลมโตฉ่ำวาวเมื่อคิดว่าสิ่งที่ผู้เป็นตากล่าวถึงคือขนมอย่างหนึ่ง ท้องของเด็กเล็กเช่นนางต้องการอย่างยิ่ง
เมื่อซูเหมยได้ยินก็พลันรู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ เพราะระหว่างการเดินทางนางมีขนมให้บุตรสาวเพียงสัปดาห์ละสองวันเท่านั้น เนื่องจากอยากเก็บเงินไว้เผื่อมีอะไรผิดพลาด
“หาใช่ของหวานไม่ แต่ก็นับว่ากินได้ …เพียงบางอย่างเท่านั้น”เถาหมิงเอ่ย ก่อนจะเสมองสัมภาระทั้งหมดด้านข้างห้องโถง
“เอาล่ะ พวกเจ้าพึ่งมาถึงคงเหนื่อยอ่อนไม่น้อย ลูกกับก้อนแป้งให้พักที่ห้องฝั่งตะวันตก อาหวาเจ้าไปพักกับมารดาเจ้า ส่วนอากงก็มานอนห้องชั้นนอกของข้าก็แล้วกัน”ทั้งหมดทำความเคารพคนอายุมากสุดในที่นั้นก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน โดยที่จิ่นหวาเอาของไปเก็บที่เรือนเล็ก พักอยู่กับแม่ครัวจิ่นผู้เป็นมารดา แต่เวลานอนก็ไปนอนเฝ้าซูเหมยกับซูอวี้เช่นเดิม
บ้านตระกูลเถาในยามนี้นับว่าเพียงพอสำหรับการมีเจ้านายคนสองคนและบ่าวไพร่ไม่เกินห้าคน แต่หากดูตอนนี้ นับว่าคับแคบไปเล็กน้อย ด้วยยามที่เถาหมิงตัดสินใจซื้อเพราะไม่นึกว่าบุตรเขยจะตายจาก ตระกูลเสิ่นจะขับไล่คน เรือนหลักนั้นมีเพียงสี่ห้องหนึ่งห้องโถง
ห้องแรกคือห้องของเถาหมิง ห้องที่สองเป็นห้องทำงาน ส่วนอีกห้องด้านตะวันออกถูกปรับแต่งให้กลายเป็นห้องเก็บยา เหลือไว้เพียงห้องเดียวเผื่อยามมีแขกมาเยือน เรือนเล็กด้านหลังก็มีเพียงสองห้องแยกบ่าวหญิงชายเท่านั้น
“อวี้เออร์… ไม่นอนหรือ”ผู้เป็นแม่มองร่างเล็กที่นั่งบนตั่งข้างหน้าต่าง พร้อมกับเหม่อมองออกไปด้านนอกราวกับถูกดึงดูดเอาไว้ด้วยทิวทัศน์ที่งดงามนักหนา
“ก็เพียงป่าไม้ธรรมดาเท่านั้น หรือลูกกำลังคิดสิ่งใด”พักหลังมานี้ซูเหมยไม่กล้ามองว่าบุตรสาวจะมีความนึกคิดเยี่ยงเด็กอายุสามหนาวอีก ยิ่งยามนางเหม่อลอยก็ราวกับภาพวาดเทพธิดาตัวน้อยผู้หนึ่งทำให้ผู้คนไม่กล้าเข้าไปรบกวน
“กลิ่นดอกไม้… อวี้เออร์ได้กลิ่นดอกไม้”เด็กน้อยตอบพลางยิ้มกว้างให้มารดา ก่อนจะหันกลับไปมองทางเดิม ซูเหมยเพ่งมองด้านนอกอีกครั้งทำให้มองเห็นพุ่มดอกไม้สีเหลืองอยู่ไกลๆที่ชายป่าซึ่งกลิ่นไม่น่าจะลอยมาถึงที่นี่เป็นแน่ และแน่นอนว่ารอบบ้านของเถาหมิงไม่มีดอกไม้แม้เพียงดอกเดียว จะมีก็เพียงแปลงสมุนไพรที่อยู่หลังเรือนก็เท่านั้น ไม่รู้ว่ากลิ่นที่ลูกรักพูดถึงมาจากที่ใดกันแน่
“ก้อนแป้งของแม่จมูกดีถึงเพียงนี้เชียว พรุ่งนี้แม่จะไปเก็บมาให้เจ้าดีหรือไม่”คนเป็นแม่ว่า
“ท่านแม่ดีที่สุด”เด็กน้อยยิ้มกว้างอย่างตื่นเต้นดีใจ ก่อนจะวิ่งไปกอดแขนของมารดาระคนออดอ้อนอย่างถึงที่สุด
“เจ้าก็รู้ความที่สุดเช่นกัน มาเถิด แม่จะพาเจ้าไปอาบน้ำ รออีกหน่อยอาหารเย็นก็คงพร้อมแล้ว”ว่าแล้วทั้งสองก็เดินไปหลังฉากกั้น โดยมีจิ่นหวาคอยปรนนิบัติอยู่ใกล้ๆ
ความสามารถของก้อนแป้ง RW
การใช้ชีวิตในหมู่บ้านกันดารนาม “เติ้งหลุน” นั้นไม่เลวเลย ผู้คนที่นี่ใช้ชีวิตที่ติดจะเรียบง่าย ทุกบ้านล้วนปลูกผักเลี้ยงสัตว์เพื่อเลี้ยงปากท้อง และอาชีพหลักคือทำนา จะมีก็เพียงไม่กี่บ้านที่มีอาชีพอื่นเช่นหมอเถาผู้มาอยู่ที่นี่ได้ปีกว่าแล้ว
เรือนตระกูลเถาตั้งอยู่ทิศเหนือสุดของหมู่บ้าน ติดกับที่ชายป่าหมอกขาว ดังนั้นทิวทัศน์จึงนับว่างดงามไม่น้อย ซ้ำยังเป็นเรือนที่สันโดษเหมาะกับบุคลิกของเขาอย่างยิ่ง เนื่องจากชาวบ้านไม่ค่อยสัญจรไปแถวนั้นเท่าใดนัก ยกเว้นคนที่ไปหาสมุนไพรระดับต่ำที่ป่ารอบนอกมาขายซึ่งก็มีเพียงไม่กี่คนที่กล้าไป เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้ฝึกตน แต่ละคนมีพลังปราณเพียงระดับกำเนิดขั้นต่ำเท่านั้น การเข้าไปในป่าหมอกแม้ชายขอบนั้นไม่ปลอดภัยเลยสำหรับพวกเขา
เสิ่นซูอวี้ตัวน้อยใช้เวลาในช่วงเช้าไปกับการกิน เล่นกับมารดาสักเล็กน้อย นอนกลางวันหนึ่งชั่วยาม จากนั้นตอนบ่ายก็มานั่งมองมารดาปักผ้า
ยามเช้าเถาหมิงจะไปยังตัวเมืองในตำบลเพื่อเปิดร้านหมอตรวจอาการคนไข้ โดยในร้านจะขายสมุนไพรตั้งแต่สมุนไพรธรรมดาไปจนถึงสมุนไพรระดับกลาง ซึ่งก็นับว่ามีค่ามากแล้วสำหรับเมืองติดชายแดนเช่นนี้ ราคามีตั้งแต่ห้าสิบอีแปะไปจนถึงสิบตำลึงทองซึ่งอย่างหลังนี้นานๆทีจะขายได้
ยามบ่ายแก่หมอชราจึงจะกลับเรือน ด้วยวรยุทธ์ระดับนักรบขั้นสูงการเดินทางจึงรวดเร็วกว่ารถม้านัก
“ท่านตามาแล้ว”เสียงเล็กๆของเด็กน้อยโพล่งขึ้นขณะเห็นชายเสื้อสีขาวเข้ามายังหน้าเรือนหลัก
“หืม เจ้ารอตาอยู่หรือ”ชายชราว่า หลายวันมานี้หากตัดเรื่องความทุกข์ระทมของบุตรสาวไป การใช้ชีวิตของเขานับว่ามีสีสันไม่น้อย เสียงเจื้อยแจ้วที่ดังทั้งเช้าและเย็นทำให้เขาอารมณ์ดียิ่ง
“วันนี้เจ้าก้อนแป้งไปเล่นที่หน้าห้องสมุนไพร เห็นบอกว่าได้กลิ่นหอม เมื่อครู่ก็รบเร้าจะเข้าไปดูเจ้าค่ะ”ซูเหมยเอ่ยตอบแทนบุตรสาวที่เอาแต่ยิ้มหวาน ศีรษะทุยพยักหน้ารับคำมารดาก่อนจะมองชายชราอย่างออดอ้อน ราวกับรู้ว่าทำเช่นนี้ล้วนแต่ทำให้ใจผู้คนเหลวปานขี้ผึ้งลนไฟ
เถาหมิงก้มลงไปอุ้มหลานสาวตัวน้อยขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มเพื่อสั่งสอน
“อวี้เออร์อยากเล่นสนุกตานั้นไม่ห้าม แต่ห้องสมุนไพรนั้นไม่ได้มีเพียงแต่ชนิดที่ปลอดภัย หากเจ้าเผอหยิบสมุนไพรพิษขึ้นมามารดาเจ้าและตาคงต้องโทษตนเองแน่”
ดวงตากลมโตไหวระริกอย่างรู้สึกผิดเมื่อได้ยินว่าตนจะทำให้คนที่รักเสียใจ แก้มกลมแดงปลั่งหยาดน้ำตาก็พาลจะไหลอยู่รอมร่อพาให้คนเห็นรู้สึกไม่สบายใจอยากเข้าไปโอบกอดและปลอบโยน
“แต่หากเจ้าอยากเข้าไป ต้องรอให้ตากลับมาเช่นวันนี้ก่อน แลจะพาเจ้าเข้าไปดู”ไหนเลยเฒ่าชราจะไม่ใจอ่อนกับหลานสาวตัวน้อย ห้องสมุนไพรนี้มีเพียงเขาที่เข้าไปได้ แต่ตอนนี้กลับเอ่ยปากยินยอมแก่เจ้าตัวกลมอย่างง่ายดาย
เมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าเศร้าหมองเมื่อครู่กับสว่างไสวขึ้นมาในทันที รอยยิ้มที่หายไปกลับคืนมาอีกครา
“ขอบคุณท่านตาเร็วเข้า”ซูเหมยรีบบอกบุตรสาว นางดีใจยิ่งที่บิดารักและเอ็นดูเจ้าก้อนแป้งถึงเพียงนี้ อวี้เออร์ยามนี้แค่เพียงสามหนาวเท่านั้น หากเติบใหญ่แน่นอนว่าต้องกลายเป็นสตรีงามล้ำผู้หนึ่ง คิดได้ดังนั้นเถาซูเหมยก็เผลอลูบหน้าท้องที่นูนกลมของตนเอง
หากเป็นชายคงดียิ่ง ในอนาคตคงปกป้องพี่สาวจากพวกหมาล่าเนื้อทั้งหลายได้ แต่หากเป็นหญิงอีกนางคงต้องเร่งรีบหาเงินมาจ้างองครักษ์เสียแล้ว
“ขอบคุณท่านตาเจ้าค่ะ ท่านดีที่สุด”ร่างเล็กกอดคอผู้เฒ่าแล้วหอมแก้มไปฟอดหนึ่งอย่างดีใจ ได้เล่นสนุกมีหรือนางจะไม่ชอบ
“ลูกคนนี้ วันก่อนยังบอกแม่ดีที่สุดอยู่เลย”สิ้นเสียงของซูเหมย ทั้งหมดก็หัวเราะอย่างขบขัน ยิ่งเจ้าตัวน้อยทำหน้าไม่รู้เรื่องราวก็ยิ่งมันเขี้ยว
กลิ่นของสมุนไพรตลบอบอวลไปทั่วห้องกว้างยาวอย่างละสองจั้ง ชั้นวางเต็มไปด้วยตะกร้าสมุนไพรมากมาย บางชั้นมีโหลหยกสองสามโหลชวนให้คนอยากจะสำรวจ
“ฝั่งนี้เป็นสมุนไพรธรรมดาเอาไว้รักษาอาการเจ็บป่วย เจ้าลองดมดู”เถาหมิงอุ้มร่างเล็กมายังชั้นสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุด มือเหี่ยวย่นหยิบติ่มเฮียงขึ้นมาใส่มือป้อมที่อ้าๆหุบๆราวกับอยากได้มาไว้ในมือเต็มทีอย่างนุ่มนวล
“กลิ่นเป็นเช่นไร”เมื่อเห็นหลานสาวเริ่มดมฟึดฟัดเขาก็อดหยอกไม่ได้ แม้จะรู้ว่าเด็กสามขวบไม่อาจแบ่งแยกประสาทรับรสหรือกลิ่นได้ดีเพียงนั้น แต่พอเห็นท่าทางจริงจังราวกับเลือกขนมของหลานสาวก็เลยถามไปเช่นนั้นเอง
“กลิ่นเย็นๆขมๆ พอดมมากๆก็แสบจมูกเล็กน้อยเจ้าค่ะ”คำตอบที่ได้ยินเกือบทำเอาชายชราหัวทิ่ม แม้จะไม่ใช่รายละเอียดทั้งหมด แต่ก็นับว่ามากแล้วสำหรับการดมเพียงครั้งเดียว แถมยังเป็นเด็กที่ฟันน้ำนมยังไม่ร่วงอีกด้วย
เมื่อเห็นว่าหลานสาวหันไปสนใจโท่วซีก็คที่มีสีน้ำตาลอ่อนทรงเหลี่ยมก็รีบหยิบมาให้
“เจ้าตัวนี้กลิ่นจางเหลือเกิน แต่น่าจะหวานมาก หลานกินได้หรือไม่เจ้าคะ”เสียงเจื้อยแจ้วเอ่ยอย่างถูกใจ เจ้าตัวนี้คล้ายน้ำตาลก้อนที่นางชอบอย่างยิ่ง
“นี่คือโท่วซีตัวนี้สำหรับเจ้ายังไม่ได้ ยังเด็กเกินไป”เถาหมิงว่าเสียงเรียบ แต่ในใจกลับตื่นเต้นยิ่งนัก เขานิ่งคิดเล็กน้อยก่อนจะหยิบสมุนไพรตะกร้าหนึ่งขึ้นมา
สมุนไพรที่คล้ายเสื่อขนาดสองฝ่ามือของผู้ใหญ่ตรงหน้าทำให้เด็กน้อยเปิดหูเปิดตายิ่ง ที่แท้สมุนไพรก็มีรูปร่างเช่นนี้ได้ และยามเมื่อได้กลิ่นกลับรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาไม่น้อย
“นี่ใช่โต่วโตว่ที่ท่านแม้ดื่มหรือไม่เจ้าคะ”สีหน้าข้องใจของหลานสาวทำเอาผู้เป็นตาหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ถูกแล้ว แต่นี่เรียกว่าโต่วต๋ง เอาไว้บำรุงครรภ์สตรี… หลานตาเก่งยิ่งนัก”เถาหมิงเอ่ยชม ตอนนี้เขาอยากจะหัวเราะให้ดังไปทั่วตำบลให้สมกับความดีใจนี้ คล้ายว่าเจ้าก้อนแป้งนี้จะมีจมูกและความจำอันเลิศเลอไม่น้อย
ฝ่ายคนจำชื่อผิดก็ได้แต่ยิ้มแหยแล้วลูบจมูกไปมา ตอนนี้นางยังเด็กการออกเสียงจึงยากเหลือเกิน
สองตาหลานใช้เวลาอยู่ในห้องสมุนไพรราวหนึ่งชั่วยาม โดยหมิงเถาอธิบายเกียวกับลักษณะของสมุนไพรต่างๆรวมทั้งสรรพคุณของมัน เขาไม่ได้คาดหวังให้นางจำได้ทั้งหมด เพียงอยากให้เด็กน้อยคุ้นเคยบ้างเท่านั้น แต่พอยิ่งสอนไปความสามารถด้านการดมกลิ่นของก้อนแป้งยิ่งทำให้เขาตกตะลึง
วันเวลาผันผ่านไปนับเดือน ท้องของซูเหมยก็โตขึ้นจนอุ้ยอ้ายอย่างยิ่ง อีกเพียงสองเดือนกว่านางก็จะคลอดลูกแฝดแล้ว
คราแรกที่รู้ว่าตนจะได้เจ้าตัวน้อยเพิ่มมาถึงสองก็ดีใจจนน้ำตาปริ่ม เพราะความสามารถทางการได้ยินของเถาหมิงผู้เป็นนักรบขั้นสูงทำให้ทราบว่ามีเสียงหัวใจสองดวงเพิ่มขึ้นมาในครรภ์บุตรสาว
แน่นอนว่าคนมากขึ้นย่อมมีอะไรอีกมากมายตามมา ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน ความเป็นอยู่และที่สำคัญคือ
…ค่าใช้จ่าย
แม้ว่ารายได้จากค่ารักษาและค่าสมุนไพรของหมิงเถาจะมีกำไรพอตัว แต่นั่นก็สำหรับก่อนที่บุตรสาวจะกลับมา โดยก่อนหน้านี้เขาลองหักลบเงินเก็บที่มีกับดูจึงได้ตัดสินใจซื้อแหวนมิติมาวงนึง แม้ราคาของมันมากถึงสี่พันตำลึงทองซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถซื้อคฤหาสน์สักหลังได้สบายๆ แต่ด้วยเห็นว่าตนเองเดินทางบ่อยจึงอยากมีพื้นที่ไว้เก็บสมุนไพรและข้าวของเพื่อความสะดวกสะบาย
มาถึงยามนี้รายได้หลังหักค่าเช่าร้านแต่ละเดือนมีไม่ถึงหนึ่งตำลึงด้วยซ้ำ เป็นเพราะเมืองนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไร สมุนไพรระดับต่ำและระดับกลางก็ไม่ค่อยมีคนซื้อ ทำให้รายรับของตระกูลเถาไม่พอดีกับรายจ่าย ดังนั้นเวลานี้ต้องรีบหาทางออกโดยด่วน
ความกังวลนี้แผ่ออกไปทั่วเรือน ซูเหมยย่อมรู้สึกผิดเพราะตนเป็นต้นเหตุ บ่าวไพร่ก็กังวลว่าความเป็นอยู่ของทั้งจวนจะย่ำแย่ลง บรรยากาศเช่นนี้ย่อยส่งถึงเสิ่นซูอวี้ แม้จะอายุเพียงสามขวบแต่ก็รับรู้ได้ว่าสถานการณ์ของเรือนไม่ค่อยดีนัก
“ท่านพ่อ…”เถาซูเหมยเอ่ยทักบิดาทันทีที่เขาออกมาจากห้อง ในมือถือผ้าปักที่มีลวดลายงดงามยิ่งเอาไว้สองสามผืน
“ผ้าเหล่านี้คงพอจะขายได้บ้าง ท่านเอาไปขายเถิดเจ้าค่ะ”เถาหมิงมองผ้าเนื้อดีในมือบุตรสาวได้แต่สะท้อนใจ หลายวันมานี้เห็นนางเร่งปักผ้าก็คงเป็นเพราะอยากหารายได้เพิ่ม ในฐานะบิดาทำให้เขารู้สึกผิดหวังในตัวเองยิ่ง ภรรยาที่เสียไปคงร้องไห้อย่างเศร้าโศกที่ต้องมาเห็นแก้วตาดวงใจของตนเองทำงานหนัก
“ได้ แต่วันนี้พ่อจะเข้าไปแสวงโชคหาสมุนไพรระดับสูงในป่า รวบรวมกับที่มีไปขายในตัวอำเภอ หากโชคดีเราอาจได้เรือนใหม่เลยทีเดียว”ไม่รู้เหตุใดเขาจึงเอ่ยไปเช่นนั้น ฟังดูอาจเหมือนเขากำลังปลอบใจบุตรสาวแต่แท้จริงแล้วเขากำลังรู้สึกว่าตนมีโชคยิ่ง
“ท่านตา อวี้เออร์ไปด้วยนะเจ้าคะ”เสียงใสดังขึ้นตั้งแต่ยังไม่เห็นตัวคน เสียงวิ่งตึงตังเร่งเข้ามาใกล้ ร่างเล็กที่เพรียวขึ้นจากแต่ก่อนยิ้มร่าเข้ามาในวงสนทนา
“อวี้เออร์ ท่านตาของลูกหาได้ไปเที่ยวเล่นไม่”ผู้เป็นมารดาเอ่ยเสียงเข้ม ป่าหมอกขาวเป็นเช่นไรไหนเลยนางจะไม่รู้ แต่ไหนเลยนางจะคิดว่าบิดากลับเห็นดีเห็นงามด้วย
“ย่อมได้ ตามีหญ้าพิรุณอยู่ พาเจ้าเข้าไปป่าชั้นกลางใช่จะเป็นไปไม่ได้”หากเถาหมิงมองย้อนกลับมาเขาคงตีอกชกหัวตัวเองเป็นแน่
แม้จะมีหญ้าพิรุณที่สัตว์อสูรได้กลิ่นแล้วไม่มีความคิดจะพุ่งเข้ามาทำร้าย โดยพวกมันมักเมินไปคล้ายไม่สนใจ แต่การพาเด็กอายุสี่ขวบเข้าไปในป่าดูจะเป็นความคิดที่ย่ำแย่เกินไป คงเพราะวันนี้เขารู้สึกได้กระมังว่าหลานตัวน้อยจะนำพาความโชคดีมาให้ เขาจึงยอมเอาหญ้าต้นนั้นมาใช้ แต่หญ้านี้เมื่อขยี้ให้กลิ่นขจรแล้วจะใช้ได้เพียงหกชั่วยามเท่านั้น
“ท่านพ่อ… แต่อวี้เออร์พึ่งจะครบสี่หนาวเท่านั้น”ซูเหมยคัดค้าน แม้จะมั่นใจว่าบิดาสามารถดูแลบุตรสาวตัวน้อยได้ แต่หัวใจของนางกลับรู้สึกไม่ยินยอม
“พ่อรู้ว่าเจ้าเป็นห่วงนาง แต่วันนี้พ่อรู้สึกว่าหากพาอวี้เออร์ไปด้วยจะต้องเกิดเรื่องดีๆขึ้นแน่นอน”ชายชราพูดขึ้นอย่างมั่นใจ
“ท่านแม่ อวี้เออร์จมูกดีมากๆๆๆๆๆ อวี้เออร์อยากช่วยท่านตา”เด็กน้อยรบเร้ามารดา นางอยากไปหาสมุนไพรมากจริงๆ
หนึ่งเด็กหนึ่งชราในที่สุดก็โน้มน้าวสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ได้สำเร็จ นางยินยอมปล่อยบุตรสามไปโดยมีข้อแม้ว่าหากเจอสัตว์อสูรระดับเดียวเถาหมิงเมื่อใดทั้งหมดจะต้องรีบกลับทันที
“แท้จริงป่าหมอกขาวก็งดงามปานนี้”เสียงใสเอ่ยข้างๆพาให้จิตใจของผู้เป็นตาเบิกบานยิ่ง
“เจ้าอย่าได้อยู่ห่างตาหรืออากงเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่”เถาหมิงว่าพลางกระชับมือที่จับจูงมือเล็กไว้เพราะเกรงว่าหลานสาวจะหลุดหาย
“หากท่านตาเก็บสมุนไพร อวี้เออร์จะจับมือพี่จิ่นกงไว้”เสิ่นซูอวี้ว่าอย่างหนักแน่น ท่าทางมุ่งมั่นกำมือน้อยๆเรียกรอยยิ้มคนทั้งสองได้ดียิ่ง
“ดี อีกหน่อยเราจะถึงป่าชั้นนอกแล้ว บริเวณนั้นมีเพียงสมุนไพรระดับต่ำ พวกสัตว์อสูรก็คงไม่กล้าเข้ามาทำร้ายพวกเรา”ชั้นนอกนี้มีเพียงสัตว์อสูรระดับหนึ่งถึงระดับสามเท่านั้น ไม่ต้องกล่าวถึงว่าพวกเขามีหญ้าพิรุณ เพียงแค่ระดับของตาเฒ่าเถาหมิงก็สามารถข่มขวัญพวกมันได้แล้ว
ผ่านป่าชั้นนอกมาเมื่อครู่ทั้งสามได้สมุนไพรมาไม่น้อย ดีที่เถาหนิงมีแหวนจัดเก็บจึงสามารถเก็บของได้เยอะหน่อย เมื่อเข้ามาที่ป่าชั้นกลางเสียงต่างๆเงียบสงบกว่าชั้นนอกมาก ต้นไม้ใหญ่น้อยเรียงซ้อนกันหนาตา สัตว์อสูรระดับต่ำต่างวิ่งหนีซ่อนตัวให้ไกลจากผู้บุกรุก บางชนิดก็สีสันสวยงามดึงดูดตาเด็กน้อยยิ่ง โดยชั้นนี้มักเป็นที่อยู่ของสัตว์อสูรระดับสี่ถึงหก ซึ่งอยู่ในขอบเขตที่หญ้าพิรุณรับไหว หากระดับสูงกว่านี้พวกมันอาจมีความคิดเป็นอื่น
“ท่านตา… กลิ่นนี้หอมมาก”ซูอวี้กระตุกมือชายชราพลางชี้ไปทิศเยื้องไปทางขวา และเพราะเชื่อมั่นในตัวหลานสาวมากทั้งหมดจึงเดินไปทางนั้นทันที เสียงคำรามดังแผ่วมาไกลๆทำให้จิ่นกงอดใจสั่นไม่ได้ เมื่อเขาเหลือบมองคุณหนูน้อยของตัวเองกลับเห็นว่านางดูจะชอบใจเสียประดา
“อยู่หลังโขดหินนั่นเป็นแน่!”ซูอวี้ใช้นิ้วเล็กๆของตนชี้ไปยังโขดหินบนชะง่อนผาที่สูงเพียงสามจั้ง นางยิ้มอย่างดีใจก่อนจะเร่งให้ผู้เป็นตาพาไปดู
เนื่องจากเห็นว่าบนโขดหินนั้นมีที่พอให้คนนั่งได้สองสามคน ชายชราจึงอุ้มร่างเล็กขึ้นแนบอกก่อนสะกิดเท้าเพียงครั้งเดียวก็ทะยานเหยียบลงบนโขดหินได้ ในขณะที่จิ่นกงต้องแตะพื้นหลายจุดหน่อย
มาถึงตรงนี้เถาหมิงก็มีสีหน้ายินดีเป็นล้นพ้น กลิ่นหอมอ่อนๆที่กระทบจมูกพาให้ร่างกายสดชื่นยิ่งนัก
“ฮ่าฮ่าฮ่า อวี้เออร์ช่างนำโชคมาให้ตาเสียจริง”ว่าแล้วเขาก็ลูบศีรษะเล็กอย่างมีความสุข ก่อนจะลงไปใต้แง่งหิน ปล่อยให้จิ่นกงดูแลหลานสาว
เพียงอึดใจเสียงหัวเราะของชายชราก็ดังกังวานคล้ายกับมีความสุขหนักหนา พาให้สองคนที่เหลือมองหน้ากันแล้วยิ้มออกมา เพราะคิดว่าต้องเป็นเรื่องดีแน่ๆ
“ถึงกับเป็นจี๋เล่อ!”เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขส่งออกมาไม่ขาดสาย เพียงครู่เดียวเถาหมิงก็ออกมาพร้อมกับต้นไม้เล็กๆคล้ายวัชพืช แต่ลำต้นและใบกลับเปล่งแสงสีเขียวอ่อนๆคล้ายหยกเนื้องาม กลิ่นหอมจรุงสดชื่นแผ่ออกมาไม่ขาดสายทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่ามาก
“ล้ำค่ามากหรือเจ้าคะ”ซูอวี้เอ่ยถามอย่างสงสัยเพราะท่าทางของผู้เป็นตาคล้ายกับเจอสมบัติก็ไม่ปาน
“นี้คือสมุนไพรที่เป็นส่วนผสมของยาเลื่อนระดับจากแม่ทัพขั้นสูงไปขั้นจอมยุทธ์ขั้นกลาง นอกจากนี้ยังสามารถนำไปปรุงยาเลื่อนระดับผู้ปรุงโอสถได้อีกด้วย… จี๋เล่อนั้นหายากมากเพราะมันชอบซ่อนตัวและกลิ่นยามที่รากอยู่ในดินนั้นอ่อนจางเหลือเกินจึงไม่ค่อยมีใครพบ”กล่าวคำนึงดวงตาของหลานสาวและบ่าวชายก็เปล่งประกายขึ้นมาอีกหนึ่งระดับจนคล้ายกับมีดวงดาวพร่างพราวอยู่ข้างในก็ไม่ปาน
สำหรับผู้ปรุงโอสถนั้นนอกจากจัสามารถนำไปปรุงยาเลื่อนระดับได้แล้ว ยังสามารถนำยามาขายได้อีก มีแต่ได้กับได้! ดังนั้นมันจึงเป็นที่ต้องการมาก
“วิเศษเพียงนั้น”จิ่นกงอุทาน ส่วนซูอวี้ได้แต่ดีใจ นางไม่รู้หรอกว่าระดับพวกนั้นคืออะไร รู้แต่ว่ามันต้องสำคัญมากเป็นแน่
“ใช่แล้ว หากขาดตัวยาตัวนี้ไปจะทำได้เพียงเพิ่มลมปราณเท่านั้น”ชายชราว่าพลางเก็บสมุนไพรล้ำค่าเข้าเก็บในแหวนมิติ มาวันนี้จึงรู้สึกว่าพื้นที่เก็บของบนนิ้วที่นำเงินเก็บทั้งชีวิตมาซื้อมีประโยชน์อย่างยิ่ง หากต้องใส่ไว้ในกล่องไม้แน่ว่ากว่าจะถึงตัวเมืองในอำเภออาจถูกคนแย่งชิงไปเสียก่อน
“เราจะขายได้เท่าใดเจ้าคะ”
“ย่อมไม่ต่ำกว่าห้าพันตำลึงทอง สมุนไพรตัวนี้ไม่ค่อยมีคนพบเจอนัก”เถาหมิงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะรับหลานสาวมาอุ้มอย่างทะนุถนอม
เมื่อได้ของชิ้นนี้แล้วทั้งสามก็กลับเรือนทันที เพราะชายชราไม่อยากเสี่ยงกับสัตว์อสูรที่มีระดับสูงกว่าตนเองเนื่องจากยามนี้เขามีหลานสาวที่ต้องปกป้อง
“ท่านแม่”ซูอวี้วิ่งลงจากอ้อมแขนเถาหมิงเข้าสู่อ้อมกอดของมารดาอย่างร่าเริงพลางพูดถึงเรื่องราวในป่าวันนี้อย่างสนุกสนาน พาให้หัวใจที่กระวนกระวายของผู้เป็นแม่สงบลงและหันมามองบิดาอย่างกังวล
“ท่านพ่อ เป็นเช่นไรเจ้าคะ”เพราะเด็กน้อยเอาแต่เล่าถึงความสนุกในป่าใหญ่ หลงลืมไปว่าพวกตนพบสมุนไพรล้ำค่ามาต้นนึงจึงไม่ได้พูดถึงมันเลย
“เราไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองไปอีกหลายปีทีเดียว เจ้าก้อนแป้งนำโชคมาหล่นทับแล้ว”เถาหมิงว่า วันนี้เขาอารมณ์ดีมากจริงๆ แม้ตอนนี้ก็ยังยิ้มจนรอยย่นบนหน้าขึ้นมาจนครบ
ได้ยินเช่นนั้นซูเหมยก็หันมามองบุตรสาวอย่างตะลึง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความภาคภูมิใจสายนึง นางลูบศีรษะเล็กอย่างมีความสุข
“เดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อจะไปขายสมุนไพร และซื้อที่รอบๆบ้านเพิ่ม เราจะได้ทำเรือนรอเจ้าตัวน้อยทั้งสอง”ยิ่งพูดเถาหมิงยิ่งอารมณ์ดี เขาลูบแหวนมิติเบาๆอย่างพึงพอใจ
“ท่านตาบอกว่าเราจะได้ถึงห้าพันตำลึงทองเจ้าค่ะ”เพราะเห็นมารดาทำท่าราวสงสัย ซูอวี้จึงได้กล่าวประโยคที่ทำให้มารดาถึงกับมือสั่น
เงินห้าพันตำลึงทองนั้นมากมาเท่าใดนั้นหรือ…
ชาวบ้านธรรมดาซื้อข้าวหนึ่งชามราคาสามอีแปะ พวกขุนนางมีอันจะกินไปเหลาอาหารชื่อดังครั้งหนึ่งจ่ายมือเติบมากที่สุดไม่เกินตำลึงทอง ค่าใช้จ่ายในจวนเดือนหนึ่งก็ไม่เกินสามตำลึงทอง ซื้อเรือนขนาดกลางที่ใหญ่กว่าเรือนตระกูลเถายามนี้ก็ไม่ถึงห้าสิบตำลึงทอง
ด้วยเงินจำนวนนี้ แม้ไม่อาจเทียบเคียงกับตระกูลเสิ่นที่เป็นตระกูลแม่ทัพเก่าแก่ แต่ก็ถือว่าเป็นเศรษฐีใหม่ในเมืองอันห่างไกลเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน