โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

สายลมหวนคืนรัก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 08 พ.ย. 2566 เวลา 17.07 น. • เผยแพร่ 08 พ.ย. 2566 เวลา 17.07 น. • saiipiroon
ข้าเจอเจ้าท่ามกลางสายลมหิมะอันหนาวเหน็บ เจ้าจากข้าไปในวันที่ใจข้าเหน็บหนาวที่สุดเช่นกัน ความทุกข์ทรมานที่ฝากไว้ยังฝังตรึงอยู่ในใจมิลืมเลือน หากเป็นไปได้ขออย่าให้เรากลับมาพบเจอกันอีกเลยในทุกภพทุกชาติไป

ข้อมูลเบื้องต้น

เลี่ยงหลิ่ง 亮岭 ชื่อที่แปลว่า สายลมแห่งแสงสว่าง แต่ในชีวิตของนางกลับเจอแต่ความมืดมน คนที่สายลมพัดพามาให้เจอกลับทำร้ายนางจนทุกข์ทรมานแทบขาดใจ เหตุใดไม่นำคนที่นำพาแสงสว่างมาให้ชีวิตนางกัน

ชีวิตนี้ของนางอาภัพนัก บิดาถูกใส่ความโดนเนรเทศมาอยู่ชายแดนกันดารรกร้างตั้งแต่นางอายุ 10 ขวบ ทรัพย์สมบัติที่ฮ่องเต้เคยปูนบำเหน็จล้วนถูกยึด เหลือเพียงสมบัติเก่าและสินเดิมมารดาติดตัว มารดาเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ด้วยตรอมใจจากสิ่งที่บิดาและครอบครัวต้องเผชิญ จากที่มีบ่าวรับใช้มากมาย ตอนนี้เหลือเพียง 3 คน พ่อแม่ลูก

การอาศัยในเขตชายแดนแร้นแค้นลำบากมากมาย ซ้ำนางยังเก็บชายผู้หนึ่งกลางหิมะหนาวที่ลมหายใจรวยรินกลับมาดูแลเพื่อให้เขาทำร้ายนางในภายหลัง

สวรรค์ช่างใจร้ายกับนางนัก นำชายผู้นั้นมาให้นางหลงรักและให้เขาทำร้ายนาง

นางตั้งมั่นกับตัวเองไว้ หากชีวิตนี้นางรอดไปได้ จะทำให้เขาเจ็บปวดกว่านางหลายร้อยหลายพันเท่า

นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งที่คิดขึ้นเองเท่านั้น เนื้อหา สถานที่และตัวละคร ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานที่และบุคคลใด และไม่ได้อ้างอิงจากชีวิตจริง ความไม่มีเหตุผลในเนื้อเรื่องคือความเพ้อฝัน ของผู้แต่งเท่านั้น ขอให้สนุกกับนิยายนะคะ

ชีวิตอาภัพ

เลี่ยงหลิ่ง บุตรสาวอดีตแม่ทัพเลี่ยงกู้เฉิงผู้ตกยาก บิดานางถูกกล่าวหาว่าร่วมมือคิดคดทรยศต่อองค์ฮ่องเต้ แบ่งฝักแบ่งฝ่ายไปเข้าข้างอ๋อง 8 ที่ก่อกบฏ แต่บิดานางไม่ได้รู้เห็นด้วยเลย มีเพียงผู้อื่นพูดกล่าวหาเท่านั้นแต่ไร้หลักฐาน หากแต่ฝ่าบาทกลับหลงเชื่อสั่งเนรเทศให้ไปอยู่ชายแดนเหนือและปลดออกจากตำแหน่งทันที ยึดทรัพย์ ยึดจวน

เหลือเพียงสินเดิมของมารดาและทรัพย์สมบัติเก่าที่ติดตัวมาแต่เดิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

พวกเขา 3 คน เดินทางโดยรถม้าคันเดียว ขนทรัพย์สินไม่กี่หีบใส่หลังรถม้าเดินทางออกจากเมืองหลวงไปชายแดนเหนือ เลี่ยงหลิ่งในตอนนั้นอายุเพียง 10 ขวบ มารดานางนาม จางหมิ่น เป็นบุตรีเทพโอสถผู้โด่งดัง พบรักกับบิดาในระหว่างที่บิดาบาดเจ็บหลบหนีศัตรูไปยังหุบเขาโอสถ มารดานางเมื่อได้ยินข่าวครั้งแรกเศร้าเสียใจจนล้มป่วย ทุกอย่างล่มสลายไปต่อหน้าต่อตาจนยากเกินจะรับไหว แม้มีความรู้การแพทย์แต่หมดอาลัยตายอยากจนไร้การเยียวยาตนเอง

การเดินทางลำบากด้วยระยะทางไกลและมีคนป่วยเช่นมารดานางนอนในรถม้า อาหารการกินล้วนหายาก แม้มีเงินตำลึงก็ซื้อหาไม่ได้ อาศัยเก็บผักป่าและตกปลาล่าสัตว์ระหว่างการเดินทาง

ชายแดนเหนือใช้เวลาเดินทางจากเมืองหลวงมาถึงราว 1 เดือน เมืองแถบชายแดนแห้งแล้ง เสบียงอาหารขาดแคลน การส่งครอบครัวของพวกนางมาไม่ต่างกับสั่งประหารชีวิตทางอ้อม

เลี่ยงหลิ่งเป็นเด็กรู้ความ นางสงสารบิดามารดาที่ต้องมาตกระกำลำบาก และเจ็บป่วยเช่นนี้ นางรู้เพียงบิดาเป็นคนซื่อสัตย์ ย่อมไม่คิดคิดทรยศอย่างแน่นอน มารดาเองก็เป็นสตรีอ่อนโยนเกินไป จนทำร้ายตนเองเช่นนี้

ฉะนั้นนางต้องเข้มแข็งและปกป้องบิดามารดาให้จงได้ เลี่ยงหลิ่ง หมายมั่นในใจนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

เมืองถึงเมืองชายแดนเหนือ บิดาหาซื้อบ้านขนาดกลางได้ในราคาไม่แพงนัก ด้วยแถบชายแดนคนอพยพออกไปมาก เจ้าของบ้านหลายคนจึงพร้อมจะขายบ้านเพื่อไปตั้งตัวที่เมืองอื่น

บิดามารดาเลี่ยงหลิ่งคิดว่า ไหนๆ โดนบังคับให้อยู่ที่นี่แล้ว ซื้อบ้านดีๆ สักหลัง ให้ชีวิตนี้ไม่ลำบากเกินไปนัก เรื่องปากท้องค่อยว่ากันอีกที เงินทองยังพอมีเหลือ แต่แถบนี้ขาดแคลนอาหาร เงินจึงไม่มีค่า

การเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่ในเมืองชายแดนต้องปรับตัวมากมายนัก เลี่ยงหลิ่งเคยเป็นคุณหนูในห้องหอ มีบ่าวรับใช้คอยดูแลปรนนิบัติมาตั้งแต่เด็ก เมื่อต้องอยู่บ้านที่ไร้คนคอยดูแลปรนนิบัติ ทุกอย่างจึงต้องเริ่มเรียนรู้เอง

ด้วยมารดาล้มป่วย แม้พอมีเรี่ยวแรงแต่ไร้กำลังใจจะทำสิ่งใด นางจึงต้องหัดหุงหาทำอาหารในวัย 10 ขวบ ด้วยการสอบถามวิธีทำจากบิดามารดา มาลองผิดลองถูกเอง นางทำเช่นนี้ เพื่อให้มารดารู้สึกดีและมีความสุขไปกับนางด้วย นางพยายามรักษาจิตใจมารดาให้ดีขึ้น ด้วยการเข้มแข็งให้มารดาเห็น และมีกำลังใจต่อสู้ไปกับนาง

บิดาออกไปล่าสัตว์หาผักป่ามาให้นางทุกวัน ท่านเป็นถึงอดีตแม่ทัพ งานเช่นนี้ถือว่าง่ายมาก แม้ผู้อื่นจะทำเช่นบิดานางแต่ด้วยไม่มีสัตว์ป่ามากนักจึงกลับมามือเปล่า ไม่เหมือนบิดานาง ทุกวันจะมีสัตว์ป่ามาให้นางได้ทดลองทำอาหาร แม้บางอย่างกินได้ บางอย่างกินไม่ได้แต่ก็ต้องกิน ด้วยความเสียดายวัตถุดิบที่หายาก

เลี่ยงหลิ่งเห็นในสินเดิมของมารดามีตำราแพทย์ ตำราเกี่ยวกับยาสมุนไพรและการปรุงยาทุกชนิด ทั้งยาพิษ ยาถอนพิษ ยารักษาโรค ล้วนมีหมด น่าจะเป็นของท่านตาที่ให้มารดาติดตัวไว้ จึงคิดนำมาศึกษาเรียนรู้ในช่วงที่ว่าง อย่างน้อยมีความรู้พวกนี้นางอาจช่วยรักษาท่านแม่และสามารถรักษาผู้อื่นได้

แต่ละวันบิดาของนางเพียงล่าสัตว์เก็บผักป่า เก็บฟืนทุกวัน นานๆ เข้าจึงเกิดอาการเบื่อหน่ายไปบ้าง เลี่ยงหลิ่งเห็นบิดาเริ่มมีอาการคร่ำเคร่งและวิตกกังวลในการใช้ชีวิตธรรมดาเช่นนี้ จึงออดอ้อนให้บิดาช่วยสอนวรยุทธแก่นางเพื่อคลายเหงา หากบิดาได้ออกแรงมากหน่อยจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน คิดมากอีก

หลายเดือนผ่านไป

บิดามารดาเลี่ยงหลิ่งล้วนจิตใจดีขึ้นเรื่อยๆ มีกำลังใจที่จะสั่งสอนนางมากขึ้น ท่านพ่อตั้งอกตั้งใจเคี่ยวกรำนางฝึกวรยุทธทุกวันให้เก่งกาจดุจจอมยุทธหญิง

ส่วนมารดาเห็นนางสนใจตำราแพทย์ก็อาการดีขึ้นลุกขึ้นมาสอนสั่งแนะนำทุกอย่างที่นางไม่เข้าใจ ทั้งพาไปเก็บสมุนไพรในป่ามาทดลองปรุงยาอย่างเพลิดเพลิน เรี่ยวแรงที่เคยไม่มีกลับคืนมา ในใจเลี่ยงหลิ่งยินดียิ่งนัก แม้นางจะต้องเหนื่อยกับบิดามารดาทั้งสองนี้มากแค่ไหนก็ตาม หากบิดามารดาเปลี่ยนจากความเศร้าเสียใจหันมาใส่ใจนางแทนเช่นนี้ย่อมดีกว่าเป็นแน่

ความลำบาก

ในช่วงที่บิดามารดายังอยู่ในอาการเศร้าเสียใจและไม่เป็นตัวเองก่อนหน้านั้น ทำให้ยังไม่ค่อยคิดมากเรื่องอาหารการกิน แค่มีให้กินก็พอใจแล้ว ทั้งเลี่ยงหลิ่งทำอาหารไม่ค่อยเป็นในช่วงแรกจึงทำให้กินได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ไม่มีใครใส่ใจ เมื่อทุกคนเริ่มกลับมามีชีวิตชีวา หลายสิ่งเริ่มพิถีพิถันมากขึ้น แม้เนื้อสัตว์และผักป่าพอมี แต่ข้าวสารและแป้งหายากนัก ด้วยชายแดนแห้งแล้งแร้นแค้นจึงปลูกข้าวได้ยาก ข้าวจึงมีขายเพียงน้อยนิด ราคาก็แพงเกินไป พวกนางกินแต่เนื้อสัตว์กับผักทุกวัน แทบไม่มีข้าวเลย

เลี่ยงหลิ่งลองหาวิธีปลูกข้าวหลายวิธีในแปลงเล็กๆ หลายๆ แปลง ขนาดกว้าง 12 ชุ่น ยาว 12 ชุ่น มาหลายเดือน ก่อนถึงหน้าฝน จนได้วิธีที่ดีที่สุด ใช้น้ำน้อยและประหยัดพื้นที่ นางจึงทำแปลงขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ลงดินหลังบ้านที่มีพื้นที่เหลือรกร้างราว 10 หมู่ นางตัดถางหญ้าอย่างยากลำบากคนเดียวอยู่นานจนมือแตก ก่อนบิดามาเห็นแล้วช่วยอีกแรง นางทำแปลงดินโดยให้มีความกว้าง 3 ผิง ยาว 6 ผิง ใช้ดินเหนียวมาทำกรอบสูงจากแปลงประมาณ 6 ชุ่น หาผ้าดิบหนาทึบขนาดเท่าพื้นที่แปลงนำมารองพื้นไว้ หากดินแห้งแล้ง นางก็จะทำให้น้ำไม่ซึมหายไปด้วยผ้าดิบหนาทึบผืนนี้ ให้มันอุ้มน้ำไว้ให้ข้าวของนาง

จากนั้นนำผ้าดิบมาปูทับลงไปในกรอบที่ทำเอาไว้ ให้ผ้าดิบเกยขึ้นมาเหนือขอบเล็กน้อย จากนั้นโกยดินเหนียวให้ทับผ้าดิบที่เกยขึ้นมา นำดินผสมคลุกเคล้ากับมูลวัวพอประมาณ แล้วนำมาใส่ลงในกรอบพื้นที่ที่เตรียมเอาไว้ให้สูงประมาณ 3 - 4 ชุ่น ใส่น้ำให้พอมีน้ำแฉะๆ แล้วค่อยๆ ปรับดินให้เสมอกัน

นำกล้าที่เพาะไว้ 17 วันมาดำลงในพื้นที่ที่เตรียมไว้ โดยให้แต่ละกอห่างกันประมาณ 7 ชุ่น เว้นระยะจากขอบแปลง 2 ชุ่น เมื่อดำกล้าเสร็จแล้ว 3 - 4 วัน เติมน้ำลงไปให้สูงในระดับ 3 ชุ่น จากนั้นค่อยเติมน้ำเรื่อยๆ เมื่อสังเกตว่าน้ำเริ่มแห้ง

เลี่ยงหลิ่งทำแปลงข้าวนี้ขึ้นมา 4 แปลง เพื่อให้พอกินครบปีทั้งครอบครัว เมื่อหน้าฝนมาถึงทุกอย่างก็งอกงามดี นางให้บิดาขุดบ่อกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ไว้รอฝนล่วงหน้า 2 บ่อ หลังบ้าน เพื่อเอาไว้รดน้ำต้นข้าวของนางและผักอื่นๆ ที่ลองปลูกลงกระบะไม้ 4 เหลี่ยมที่นางทำขึ้นหลายอัน ด้านล่างกระบะเจาะรูเล็กๆ หลายรูห่างๆ กัน

ตอนนี้เลี่ยงหลิ่งมีทั้งแปลงข้าว แปลงผักหลังบ้าน นางภูมิใจกับสิ่งที่นางทำ แม้จะเหนื่อยเพียงใด พวกเนื้อสัตว์บิดาเป็นผู้หาให้ หากบิดาเจอไก่ป่านางจะให้บิดาจับตัวเป็นๆ มาเลี้ยงไว้ นางอยากเลี้ยงไก่ไข่ด้วย แต่คงต้องรอพ่อค้าต่างแดนนำมาขายที่ตลาดก่อน

วันคืนของเลี่ยงหลิ่งผ่านไปเช่นนี้ ตื่นเช้ามารดน้ำแปลงผัก แปลงข้าวบ้าง และทำอาหารเช้า สายหน่อยฝึกวรยุทธกับบิดาจนเกือบเที่ยงพักทานอาหาร บ่ายเรียนเรื่องการแพทย์และสมุนไพรกับมารดาอย่างคร่ำเคร่ง แม้เหนื่อยแต่นางมีความสุขที่บิดามารดาแจ่มใสขึ้น

ก่อนฤดูหนาวใกล้มาถึง ข้าวที่นางปลูกไว้งอกงามพร้อมเก็บเกี่ยวได้มากมายกว่าที่คิด ข้าว 4 แปลงเล็กๆ สามารถเก็บไว้กินได้นานถึงปีกว่าๆ สำหรับ 3 คน ส่วนผักนั้นนางเก็บขายบ้าง เก็บกินบ้างและหัดทำผักดองไว้กินในฤดูหนาวบ้าง กว่านางจะทำผักดองได้อร่อยนั้น นางลองผิดลองถูกเสียผักไปมากมาย ดีที่นางปลูกเอง จึงมีผลผลิตให้ลองเรื่อยๆ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ สำหรับนางเลย

วันที่เจอชายผู้เปลี่ยนชีวิตของนางนั้น นางใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองชายแดนเหนือมาได้ 3 ปีแล้ว วันนั้นนางออกไปเก็บฟืนช่วยบิดา ด้วยต้องการฟืนมากขึ้นกว่าเดิมในฤดูหนาวเช่นนี้ เพื่อให้ความอบอุ่นในบ้าน อากาศวันนั้นเริ่มหนาวลมแรงขึ้นมากแล้ว นางเจอเขาในวันที่หิมะเริ่มตกหนัก ลมแรงที่สุดก็ว่าได้ เขาจมอยู่ในกองสีขาวโพลนที่ไม่สูงมากนัก ลมพัดพาทุกสิ่งมาปกคลุมร่างเขาเอาไว้ หน้าเขาแดงจากการโดนหิมะกัดกร่อนผิว เลี่ยงหลิ่งจึงรีบช่วยเขาออกมาจากกองสีขาวนั้น และให้บิดาช่วยแบกเขากลับมาแทนฟืน

เลี่ยงหลิ่งและมารดาช่วยกันรักษาเขาอยู่นานหลายวันกว่าเขาจะได้สติฟื้นคืนมา วันที่พาเขากลับมาลมพายุพัดทุกอย่างของเขาปลิวหายไปหมดแล้วไม่รู้ที่มาที่ไป เหมือนเช่นครอบครัวนางที่จะถูกเขาพัดพาหายไปหมดจากโลกนี้เช่นกันโดยที่พวกนางไม่รู้ตัว วันนั้นลมหายใจเขารวยรินตัวแข็งทื่อ นางยังคิดว่าเขาจะไม่รอดชีวิตแล้ว แต่มารดานางเป็นถึงธิดาคนเดียวของเทพโอสถ เขาจึงรอดมาได้

เขาพักรักษาตัว กิน อยู่ กับครอบครัวนางปีกว่า ก่อนลาจากไป ทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าจะกลับมารับเลี่ยงหลิ่งไปแต่งงานที่เมืองหลวง

หลังจากนั้น 2 ปี เขาก็กลับมาจริงๆ มีขบวนแห่ใหญ่โตเพื่อมารับนางและครอบครัว พร้อมกับราชโองการขององค์ฮ่องเต้ที่ยกเลิกการเนรเทศครอบครัวนาง นางไม่รู้ว่าการกลับเข้าเมืองหลวงครั้งนี้จะทำให้บิดามารดาตนเองเสียชีวิตเพราะเขาผู้เป็นอ๋องนำพาไป

ซ้ำนางยังกลายมาเป็นอนุที่มาทีหลังสตรีอื่นโดยไม่รู้ตัว โดนดูถูกเหยียดหยาม กลั่นแกล้ง และข่มเหงสารพัด แต่ชายผู้นั้นกลับนิ่งเฉย จนนางถูกฮูหยินของเขาสั่งขัง ทรมานนางทุกรูปแบบในคุกมืดปิดตายอยู่เกือบเดือนไม่ได้กินไม่ได้ดื่ม ในตอนนั้นนางเพิ่งรู้ตัวว่าตั้งครรภ์บุตรของเขา เพราะโดนทรมานจนเจียนตายจึงตกเลือด กว่าจะรู้ตัวว่ามีหัวใจดวงเล็กๆ ดวงหนึ่งอยู่ในครรภ์ หัวใจดวงนั้นก็จากไปแล้ว

บิดามารดานางเองก็โดนฮูหยินผู้นี้วางยาพิษจนตาย ด้วยตอนที่นางใกล้ตาย คนผู้นั้นเข้ามาดูนางพร้อมฮูหยินของเขา ฮูหยินเขาสารภาพกับนางเองด้วยความเวทนาในความไม่รู้ของนาง พอหันไปมองสายตาเขาอย่างต้องการคำพูดอะไรสักคำกลับไม่มี เขาช่างเย็นชานักแม้รู้ว่าบิดามารดานางตายเพราะฮูหยินของตน เขาไม่อาลัยบิดามารดานางเลยที่เคยช่วยชีวิตเขา หากนางรู้เช่นนี้จะไม่ช่วยเขาให้รอดตายกลับมาทำลายชีวิตนางอีก และนางคงจะไม่กลับเข้าเมืองหลวงอีกแล้ว

ความทรงจำในหัวยังชัดเจน แม้สติของนางจะดับวูบไป ทุกอย่างมืดมิด ความเจ็บปวดทรมานยังตามหลอกหลอนนาง แต่ในใจนางตั้งมั่นว่าแม้เลือกเกิดได้ นางจะไม่ให้ครอบครัวนางต้องพินาศด้วยมือของผู้อื่นเช่นนี้อีก นางจะเป็นสายลมพัดพาแสงสว่างมาให้ชีวิตของตนเอง ดั่งชื่อของนาง เลี่ยงหลิ่ง

สู่จุดเริ่มต้น

เลี่ยงหลิ่งอยู่ในความมืดมิดเนิ่นนาน ความโศกเศร้าเสียใจทรมานยังไม่จางหาย ความเจ็บปวดในร่างกายยังฝังในใจ ความคิดคำนึงถึงอดีตเลวร้ายหมุนวนเวียนไม่หยุด นางร้องไห้จนแทบเป็นสายเลือด ตาแดงก่ำบวมเป่ง แต่ในห้วงคำนึงของนางยาวนานนัก

เลี่ยงหลิงใช้ชีวิตทนทรมานเจียนตายอยู่กับคนเหล่านั้นจนอายุได้ 30 ปี พวกเขาวางแผนค่อยๆ ทำร้ายนางโดยที่นางไม่รู้ตัว ลอบวางยาพิษบิดามารดานางอย่างช้าๆ ทีละนิดๆ อยู่หลายปีจนทั้งคู่ทยอยจากไป

เมื่อนางไร้คนหนุนหลังดูแล นางจึงถูกทรมานอย่างแสนสาหัส!

ที่ผ่านมานางไม่เคยคิดร้าย ทำลายชีวิตใคร มาบัดนี้นางเคียดแค้นพวกเขาที่ทำให้บิดามารดานางจากไป อยากให้พวกเขาตกตายตามอย่างสาสม หากนางรอดตายได้คงดี…

นางรู้สึกเหมือนวิญญาณตนเองล่องลอยไปเรื่อยๆ สลับกับอยู่ในความมืดมิดว่างเปล่า เฝ้ามองดูชีวิตที่เหลือของคนเหล่านั้นเสพสุขบนบังลังก์มังกรทุกวัน มองดูเหตุการณ์หลังจากนางตายไปพร้อมลูกน้อยในครรภ์ของนาง

ท่านอ๋องผู้นั้นแม้จะได้ขึ้นไปสัมผัสอำนาจมากมายบนบังลังก์ แต่เพียงไม่นานเขาก็ถูกฮูหยินของตนโค่นบังลังก์หักหลัง ไม่ต่างกับที่นางโดนเขาหักหลัง ถูกทรมานจนตาย เมื่อนางได้เห็นเขารับกรรม นางสาแก่ใจยิ่งนัก

ก่อนเขาตาย เขาพูดชื่อนางอย่างเลื่อนลอย เหม่อมองมาทางวิญญาณของนางเหมือนมองเห็นนางที่มองดูอยู่ เหมือนเขาเริ่มคิดได้ที่ทำร้ายนาง แต่มันจะมีประโยชน์อันใด ในเมื่อเขาเองยังไม่ใยดีนาง ปล่อยให้นางทรมานจนตายไปพร้อมสายเลือดของเขาอย่างเย็นชาเช่นกัน

"เจ้าปล่อยวางได้หรือไม่"

อยู่ดีๆ มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในห้วงความคิดของนาง วิญญาณของนางร่อนเร่ไปทั่ว เฝ้าดูชีวิตคนเหล่านั้นทยอยจากไป แต่นางก็ยังไม่อาจทำใจจากไปได้ กับเหตุการณ์ที่ถูกทำร้ายทั้งครอบครัวพร้อมลูกในครรภ์

"ข้าทำใจไม่ได้ ข้ายังเจ็บปวดกับสิ่งที่ผ่านมา ทุกอย่างยังจำติดตา ไม่อาจลืม"

"ข้าตั้งใจพาเจ้าขึ้นแดนสวรรค์บำเพ็ญจิตเป็นเซียนฝึกหัด แต่จิตใจเจ้ายังผูกพันอยู่ในแดนมนุษย์ไม่ยอมปล่อยวางเช่นนี้ไม่ได้ เจ้าเป็นผู้มีจิตใจดีไม่เคยทำบาปกรรม ชาตินี้ของเจ้าต้องผ่านด่านเคราะห์กรรมหนักนี้ให้ได้ เพื่อให้จิตใจเจ้าเข้มแข็งขึ้น เมื่อผ่านมาแล้วจงปล่อยวางและดำเนินชีวิตข้างหน้าในภพภูมิใหม่ดีหรือไม่ เจ้าจงตั้งสติ ลืมสิ้นสิ่งต่างๆ ทำจิตใจให้สะอาด พร้อมเดินทางขึ้นสู่สรวงสวรรค์ไปกับข้า"

"ข้าไม่อาจทำได้ หากเคราะห์กรรมในชาตินี้คือด่านเคราะห์ของข้า ข้าขอเผชิญมันอีกรอบได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าต้องการต่อสู้เพื่อตนเองและครอบครัวมากกว่านี้ ข้าปล่อยให้คนเลวทำร้ายข้ามากเกินไป มากจนข้าเกินจะลืมเลือนได้ หากข้าทำบาปในชาตินี้ แล้วไม่ได้ขึ้นสรวงสวรรค์ข้าก็ยอม"

"เจ้านี่ดื้อดึงนัก โลกมนุษย์เป็นเหมือนฝันตื่นหนึ่งของเหล่าเทพเซียน เมื่อต้องลงมาจุติเผชิญด่านเคราะห์ ผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมาแล้วย่อมไม่ใส่ใจอีก คิดว่ามันเป็นธรรมดาของโลก เกิด แก่ เจ็บ ตาย เท่านั้น"

"สำหรับข้าคนเหล่านั้นในโลกมนุษย์คือ บิดา มารดา ผู้ชุบเลี้ยงข้ามา คือเลือดเนื้อเชื้อไขที่ไม่ได้ออกมาลืมตาดูโลก ตัวข้าเองแม้ถูกทรมานเจียนตายกลับโง่เขลาเชื่อใจคนผิด ข้าไม่ได้ดิ้นรนต่อสู้อะไรเลย ปล่อยพวกเขาทำร้าย ทำลายชีวิตคนของข้า คนแล้วคนเล่า มันเกินกว่าข้าจะทำใจได้"

"หากผลออกมาเป็นเช่นไรในภายภาคหน้า เจ้ารับได้หรือ ข้าอาจจะไม่ได้มารับเจ้าเช่นนี้"

"ข้ายินดีรับผลของมันเจ้าค่ะ ขอเพียงได้ต่อสู้เพื่อตัวเองสักครั้งก่อนตาย อย่างน้อยข้าคงตายตาหลับกว่านี้ และคงปล่อยวางได้มากกว่านี้"

"เช่นนั้น ข้าจะช่วยให้เจ้าผ่านเคราะห์กรรมนี้ได้ง่ายขึ้น ดีหรือไม่"

"ท่านจะช่วยข้าหรือเจ้าคะ อย่างไรเจ้าคะ"

"ข้าจะให้เจ้าได้ยินสิ่งที่อยู่ในใจพวกเขาเหล่านั้น หากใครคิดร้ายเจ้าย่อมได้ยิน หากใครคิดดีเจ้าย่อมรับรู้ อย่างน้อยเจ้าคงไม่ทำร้ายคนดีที่ไม่ตั้งใจทำร้ายเจ้าให้เป็นบาปกรรมในชาตินี้ของเจ้า ดีหรือไม่?"

"ดีเจ้าค่ะ ข้าอยากรู้เช่นกัน ว่าในใจคนเหล่านั้นมีความเป็นมนุษย์บ้างหรือไม่ คิดสิ่งใดกันจึงกล้าฆ่าคนอย่างเลือดเย็นเช่นนี้ แม้แต่เลือดเนื้อเชื้อไขของตน"

"เช่นนั้นข้าจะส่งเจ้ากลับไป"

เลี่ยงหลิ่งกลับสู่ความมืดมิดอีกครั้ง นางรู้สึกล่องลอยเคว้งคว้างจนจิตดับวูบไป

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...