อนุบาลจวนอ๋อง
ข้อมูลเบื้องต้น
อนุบาลจวนอ๋อง
ผู้แต่ง : Qiu Zhi Bu De
ตระกูลอ๋องผิงหย่วนผู้ภักดี ทั้งหมดล้วนถูกสังหารในสนามรบ
เหลือทิ้งไว้เพียงอ๋องหนุ่มผิงหย่วนพร้อมทรัพย์สมบัติมากมี ทั้งความภักดีและเสียสละ แต่กลับยากที่จะปรนนิบัติ
แท้จริงแล้วใจอ๋องผิงหย่วนเองก็อยากจะตายไปเสีย! ! ! บรรพบุรุษเหล่านี้ล้วนเป็นวีรบุรุษผู้สามารถต่อต้านกองทัพศัตรูนับล้าน…
จนกระทั่งวันหนึ่ง แม่นางเสิ่นมาที่จวนอ๋อง อ๋องผิงหย่วนกลับมาจากออกรบ
จึงพบว่าเหล่าทหารหลายล้านนายของกองทัพศัตรู
ถูกแม่นางเสิ่นเกลี้ยกล่อมและกลายเป็นพันธมิตรของกองทัพเราไปเสียแล้ว
อ๋องผิงหย่วนรู้สึกถึงสีของท้องนภาที่เป็นสีฟ้า รู้สึกถึงลำน้ำใส
ภายในจวนเต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งฤดูใบไม้ผลิ “เช่นนั้น เจ้าก็เล่านิทานให้ข้าฟังสักหน่อยดีหรือไม่?”
เล่ห์เหลี่ยมของเจ้าเด็กไร้ยางอายนี้ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เปลี่ยนเลยแม้แต้น้อย เขาเองเช่นกัน
จะพยายามอัพเดตทุกวัน วันละ 1-2 ตอน
นิยายเรื่องนี้เป็นโปรเจ็กต์ร่วมมือระหว่าง ZI TECHNICAL (THAILAND) CO., LTD. และ Jiangxi Youxia Network Technology Co., Ltd.** ในการแปลและเผยแพร่ทางช่องทางออนไลน์ (Digital License)
ผู้แปลและเรียบเรียง : ZiiTech
เจ้าของลิขสิทธิ์ : 江西游侠网络有限公司
เรื่องจวนตัว
เดือนสิบปลายฤดูใบไม้ร่วง ดึกสงัดท่ามกลางอากาศหนาวเย็น ยามสาม[1]แล้ว ภายในเรือนตระกูลเหลียงยังคงส่องแสงสว่าง ไม่มีทีท่าว่าจะนอน ตามถนนตรอกซอยมีเสียงเคาะบอกยามดังลอยเข้าหู แก๊งๆ ภายในใจเสิ่นเยว่ก็ยิ่งรู้สึกไม่สงบอีกหลายส่วน ในอ้อมกอดเสิ่นเยว่ หานเซิงรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย กอดมือเสิ่นเยว่ไว้ตลอดเวลา กล่าวอย่างหวั่นกลัว “ท่านพี่ ญาติผู้พี่จะถูกคนของจวนเวยเต๋อโหวตีจนตายหรือไม่…”
เดิมทีในใจของเสิ่นเยว่ก็ไม่สงบ เมื่อเสิ่นหานเซิงถามเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้เสิ่นเยว่ที่ได้ฟังรู้สึกร้อนใจที่จริงแล้วนางเองก็ไม่รู้เหลียงเย่มีเรื่องกับคุณชายรองจวนเวยเต๋อโหว ขณะที่ทั้งสองมีปากเสียงกัน เหลียงเย่เผลอทำฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บ
จวนเวยเต๋อโหวจึงออกคำสั่งให้คนจับเขาทันที
ท่านลุงเป็นที่ปรึกษาของจิงจ้าวอิ่น[2] รู้ว่าในเมืองหลวงนี้มดแดงไม่คิดเขย่าต้นไม้ใหญ่เป็นแน่จวนเวยเต๋อโหวคือต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ ตระกูลเหลียงไม่มีทางทำอะไรจวนเวยเต๋อโหวได้ หากสะเพร่าแจ้งความก็อาจเป็นการดึงคนอื่นในครอบครัวเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
สองวันมานี้ท่านลุงและท่านป้าล้วนขอร้องให้คนไปสืบข่าว แต่เมื่อคนใกล้ตัวได้ยินว่าเป็นเรื่องของคุณชายรองจวนเวยเต๋อโหวต่างก็หลบเลี่ยงไปทันที ปกติท่านลุงและท่านป้าเป็นคนกว้างขวางในเมืองหลวง แต่ตอนนี้ แม้แต่หนทางจะไปขอความช่วยเหลือก็ยังไม่มี
เวลาผ่านไปสองวันเต็ม เหลียงเย่ยังคงถูกจับไว้ที่จวนเวยเต๋อโหวไร้ซึ่งข่าวคราวท่านลุงและท่านป้าไม่ได้หลับไม่ได้นอนสองคืนติดต่อกัน เห็นว่าพรุ่งนี้เป็นวันที่สามแล้ว หากยังไม่ช่วยเหลียงเย่ออกมา เกรงว่า…
ภายในใจเสิ่นเยว่ราวกับถูกหินก้อนหนึ่งทับไว้จนหนักอึ้งจมดิ่งลงไป แต่ท่าทางกังวลใจและหวาดกลัวของเสิ่นหานเซิงทำให้เสิ่นเยว่ต้องยื่นมือออกไปลูบศีรษะของเขา เอ่ยเสียงนุ่มนวลปลอบโยน “ที่นี่อยู่ภายใต้การปกครองของฮ่องเต้ ย่อมมีกฎบ้านเมือง เหลียงเย่จะต้องกลับมาอย่างปลอดภัย ท่านลุงและท่านป้าจะต้องหาวิธีได้แน่ พวกเราอยู่บ้านอย่างปลอดภัย อย่าสร้างความวุ่นวายให้ท่านลุงและท่านป้าเป็นพอ”
คำพูดของนางราบเรียบมั่นคง ทำให้เสิ่นหานเซิงที่ตื่นตระหนกคลายกังวลไปมาก หานเซิงฟังพลางพยักหน้า
“นอนเถอะ” เสิ่นเยว่เอ่ยปลอบโยนเสียงเบา แต่ภายในใจกลับรู้ดี ในระบบการปกครองนี้ ซีฉินจวนเวยเต๋อโหวมีทั้งฐานะและอำนาจ ห้ามพูดถึงเรื่องการแอบกักขังคน หากจะคิดเอาชีวิตเหลียงเย่ ไม่ว่าจิงจ้าวอิ่นหรือขุนนางระดับค่อนข้างสูงในราชสำนักก็ดี ต่างก็ไม่กล้าเอ่ยคัดค้าน มิเช่นนั้น ท่านลุงท่านป้าคงจะสามารถจัดการปัญหาได้ไม่เหมือนเช่นตอนนี้
เสิ่นเยว่หลุบตามองต่ำเงียบๆ ปิดบังอารมณ์ที่อยู่ในสายตา
เวลาผ่านไปสักพัก หานเซิงหลับไปแล้วแต่เสิ่นเยว่กลับยังไม่ลุกขึ้น นั่งอยู่ขอบเตียงมองดูหานเซิง ตอนที่นางเพิ่งทะลุมิติมา หานเซิงเพิ่งอายุครบหนึ่งปี กำลังอยู่ในวัยหัดเดิน ตอนนี้หานเซิงอายุสิบปีแล้ว
เมื่อสองปีก่อนท่านแม่จากโลกนี้ไป ท่านลุงเดินทางมาจิ้นโจว รับตัวนางและหานเซิงมาที่เมืองหลวงเพื่อดูแล
ท่านลุงเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยของจิงจ้าวอิ่น ครอบครัวมีฐานะ ท่านลุงและท่านป้าดูแลนางและหานเซิงเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัยไม่ต่างจากเหลียงเย่บุตรชายของตนเอง ทั้งยังให้หานเซิงไปเรียนที่โรงเรียนในเมืองหลวง เมื่อก่อนในตอนที่นางบอกว่าอยากเรียนหนังสือ ท่านป้ายังให้นางแอบแต่งตัวเป็นชายไปเรียนที่โรงเรียนหลายเดือน ต่อมาเสี่ยงอันตรายว่าจะถูกคนจับได้จึงไม่ได้ไป ในใจของนางและหานเซิง ท่านลุง ท่านป้า และเหลียงเย่คือคนในครอบครัว นางและหานเซิงไม่เคยอาศัยอยู่กับคนอื่น นางรู้สึกซาบซึ้งต่อท่านลุงและท่านป้ามาโดยตลอด
ตอนนี้เกิดเรื่องขึ้นกับเหลียงเย่ ท่านลุงท่านป้าขอความช่วยเหลือจากผู้คนไปทั่วแต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือ ลึกลงไปภายในใจเสิ่นเยว่ก็คล้ายกับกระต่ายตัวหนึ่ง กระวนกระวายใจ แต่ก็คล้ายกับช่วยอะไรไม่ได้ที่นี่ไม่เหมือนการทะลุมิติเช่นก่อนหน้านี้
ในราชสำนัก ขุนนางชั้นต้นไม่สามารถทำร้ายคนจนถึงชีวิตได้ แต่ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายตรงข้ามคือจวนเวยเต๋อโหว?
จิงจ้าวอิ่นยังไม่กล้าออกหน้า หากท่านลุงคิดอาศัยความสัมพันธ์จากผู้อื่นก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องง่าย
เหลียงเย่เป็นคนมีเหตุผลมาโดยตลอด กระทำการสิ่งใดก็รู้จักประมาณตน ตามหลักแล้วไม่มีทางหาเรื่องคนของจวนเวยเต๋อโหวตามอำเภอใจได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องทำร้ายคุณชายรองจวนเวยเต๋อโหว แต่เหลียงเย่ถูกคนของจวนเวยเต๋อโหวจับตัวไปทันที ในตอนนั้นท่านลุงและท่านป้าไม่อยู่ ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น จึงยิ่งไม่สามารถหาต้นสายปลายเหตุได้
ระหว่างครุ่นคิด เสิ่นเยว่ได้ยินเสียงประตูใหญ่เปิดออก ในใจเสิ่นเยว่สั่นไหวเล็กน้อย ผ่านยามสามไปแล้ว สามารถมาที่เรือนในเวลานี้ได้ จะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของเหลียงเย่แน่นอน… มีโอกาสแล้วหรือ?
เสิ่นเยว่รีบคลุมเสื้อคลุมกันหนาว เดินออกจากห้องไปดูมองเห็นท่านลุงต้อนรับคนผู้หนึ่งไปที่โถงข้างจากไกลๆ แต่เพราะรอบข้างมืดเกินไป ทั้งยังอยู่ไกล เสิ่นเยว่จึงมองเห็นไม่ชัด ประจวบเหมาะกับที่ท่านป้าจวงซื่อเพิ่งออกมาจากโถงข้าง กำลังเดินไปชงชาที่ห้องครัว ท่านป้าเห็นเสิ่นเยว่เข้าพอดีจึงกดเสียงต่ำอย่างตื่นเต้นว่า “ท่านลุงฮั่วของเจ้ามาแล้ว บอกว่าหาวิธีสืบข่าวเย่เอ๋อร์ได้แล้ว!”
เสิ่นเยว่แสดงสีหน้าดีใจ “ดีเหลือเกิน!”ดวงตาจวงซื่อแอบแสดงออกถึงความตื่นเต้น
“ท่านป้า ท่านกลับโถงข้างไปก่อน เรื่องน้ำชาข้าจะจัดการเอง” เสิ่นเยว่กล่าว
“เด็กดี!” ดวงตาจวงซื่อพร่ามัว ก่อนจะผละออกและกลับไปที่โถงข้าง เสิ่นเยว่เองก็ไม่ทำให้เสียเวลา เดินเข้าห้องครัวโดยเร็วราวกับสายลม
เมื่อก่อนท่านลุงฮั่วเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนของท่านลุง เป็นหัวหน้าพ่อบ้านของจวนอ๋องผิงหย่วน จากตำแหน่งของจวนอ๋องผิงหย่วนในเมืองหลวง บางทีอาจจะสามารถสืบข่าวของเหลียงเย่ได้จริงๆ ถึงแม้จะไม่สามารถช่วยออกมาได้ แต่ก็นับว่ามีความเคลื่อนไหว นับว่าเป็นความคืบหน้าที่ใหญ่ที่สุดของสองวันมานี้
เสิ่นเยว่คิดไปพลางเทน้ำร้อนไปพลาง ไม่ทันระวังเพียงชั่วครู่ น้ำร้อนล้นออกมาฉับพลันทำให้ลวกง่ามนิ้วมือด้านซ้ายของตนเอง เสิ่นเยว่เจ็บจนร้อง “ซี้ด” ออกมา รีบร้อนวางมือไว้ใกล้ริมฝีปากเพื่อเป่า
แผลน้ำร้อนลวกเดิมทีต้องแช่น้ำ แต่ตอนนี้ภายในใจเสิ่นเยว่คิดเพียงแต่เรื่องของเหลียงเย่ จึงไม่มีเวลามาสนใจแผลน้ำร้อนลวก นางยกถ้วยชาไปโถงข้างทันที
เมื่อถึงห้องโถงก็ได้ยินท่านลุงฮั่วพูดกับท่านลุงพอดี “ข้ามาดึกดื่นเพราะกลัวพวกเจ้าสองสามีภรรยาเป็นกังวล เรื่องนี้โชคดีที่เมื่อวานเวยเต๋อโหวกลับเมืองหลวงพอดี คุณชายรองไม่กล้าทำอะไรตามอำเภอใจในจวน จึงไม่ได้ทำตัวเป็นศาลเตี้ย ทำให้รักษาชีวิตเย่เอ๋อร์ไว้ได้” ปลายจมูกจวงซื่อแดงก่ำ ท่านลุงถอนหายใจด้วยความโล่งใจ
ท่านลุงฮั่วกล่าวอีกว่า “ข้าเพียงได้ยินมาจากหลากหลายที่ เรื่องนี้คุณชายรองจวนเวยเต๋อโหวมีความผิดก่อน เย่เอ๋อร์ปกป้องไม่ให้ผู้บริสุทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่หากจะโชคร้ายก็ร้ายที่เขาพลั้งมือทำร้ายคุณชายรองไป คุณชายรองกลัวเวยเต๋อโหวตำหนิจึงสร้างเรื่องว่าถูกทำร้ายบาดเจ็บหนัก ลงจากเตียงไม่ไหว ดังนั้นเย่เอ๋อร์จึงยังถูกจับตัวไว้ที่จวนเวยเต๋อโหว”
ในตอนแรกดวงตาท่านลุงท่านป้ายังแสดงออกถึงความดีใจ แต่ต่อมาก็เก็บสีหน้ากลับไปทันที
ครั้งนี้ถือได้ว่าเหลียงเย่โดนกล่าวโทษโดยไร้เหตุผลจวนเวยเต๋อโหวลึกลับเกินไป เป็นเรื่องยากกว่าจะสืบข่าวเหล่านี้มาได้ หากคิดจะช่วยคนออกมาก็เป็นอีกเรื่อง… ในตอนที่ท่านลุงส่งท่านลุงฮั่วกลับจวน ท่านลุงฮั่วทอดถอนใจแล้วกล่าวเสียงหนึ่งว่า “ข้าเป็นเพียงหัวหน้าพ่อบ้านจวนอ๋อง ฐานะต่ำต้อย มีขีดจำกัดในการดำเนินเรื่อง เรื่องนี้ นอกเสียจากว่าท่านอ๋องข้าจะออกหน้าเอง” แต่อ๋องผิงหย่วนจะยอมรับคำขอคนนอกโดยง่ายได้เช่นไร?
เสิ่นเยว่คิดเช่นนี้ ทันใดนั้น ในดวงตาเสิ่นเยว่สั่นไหวเล็กน้อย นึกถึงครั้งก่อนที่ท่านลุงฮั่วมาเป็นแขกในจวนแล้วเคยพูดกับท่านลุงไว้ว่า จวนอ๋องผิงหย่วนเสียสละอย่างกล้าหาญ ทั้งหมดล้วนตายในสนามรบ เหลือเพียงอ๋องผิงหย่วนและกลุ่มต้นตระกูลตัวน้อยที่มีค่า เพียงแต่กลุ่มต้นตระกูลนี่ดูแลจัดการได้ยาก ในหนึ่งปีไล่โมโม่[3]ไปสิบคน เวลาสั้นที่สุดคือสามวัน นานที่สุดไม่เกินสองเดือน ร้ายแรงที่สุดคือกลายเป็นโรคหลอดเลือดในสมอง
อ๋องผิงหย่วนใกล้ออกศึกแล้ว ต้นตระกูลตัวน้อยกลุ่มนี้ยังหาคนที่เหมาะสมมาดูแลในจวนไม่ได้ อ๋องผิงหย่วนกำลังรู้สึกเป็นกังวลใจ หากมีคนสามารถแก้ไขปัญหาเร่งด่วนนี้ได้ก็เท่ากับเป็นการแก้ไขปมปัญหาใหญ่ในใจของท่านอ๋อง ท่านอ๋องเองก็สามารถออกศึกได้อย่างสบายใจ เสิ่นเยว่ไตร่ตรองเรื่องเมื่อหลายวันก่อนอย่างถี่ถ้วน
…
ออกไปจากเรือนตระกูลเหลียงได้ไม่ไกล ฮั่วหมิงก็ได้ยินเสียงอ่อนโยนเรียกเขาจากทางด้านหลัง “ลุงฮั่ว ช้าก่อน”
ฮั่วหมิงเดินทางมาโดยรถม้า แต่ตอนนี้เรื่องของตระกูลเหลียงเป็นเรื่องอ่อนไหวยิ่ง เขาจึงให้รถม้าหยุดอยู่ที่นอกตรอกแล้วเดินมาที่เรือนตระกูลเหลียง ฮั่วหมิงหมุนตัวกลับ เห็นเสิ่นเยว่ “อาเยว่?”
เสิ่นเยว่ยอบตัวทำความเคารพฮั่วหมิง “ลุงฮั่ว ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าอ๋องผิงหย่วนใกล้ออกศึกแล้ว ยังหาคนที่เหมาะสมมาดูแลเด็กในจวนไม่ได้ หากมีคนสามารถแก้ไขปัญหาเร่งด่วนนี้ได้ อ๋องผิงหย่วนก็จะสามารถช่วยเหลียงเย่ออกมาได้ใช่หรือไม่?”
ฮั่วหมิงนิ่งชะงักไป กล่าวด้วยความประหลาดใจ “หากสามารถแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเรื่องต้นตระกูลตัวน้อยเหล่านี้ได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องช่วยเหลียงเย่ออกมา จะให้คุณชายรองจวนเวยเต๋อโหวจ่ายค่าชดเชยหรือกล่าวคำขอโทษล้วนเป็นเรื่องง่ายดาย”
ในดวงตาเสิ่นเยว่ดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย นางสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ กล่าวกับฮั่วหมิงว่า “ลุงฮั่ว ข้าอยากลองดู”
--------------------------------------------------------
(1) ยามสาม คือ 23:01 - 01:00 น.
(2) จิงจ้าวอิ่น เป็นหนึ่งในขุนนางในส่วนภูมิภาค หรือ ซานฝู่ (三辅) ซึ่งประกอบด้วย จิงจ้าวอิ่น (京兆尹), สั่วเฝิงอี้(左冯翊), โย่วฝูเฟิง (右扶风)
(3) โมโม่ ชื่อเรียกนางข้าหลวง
ลองดู
“เจ้า?” ฮั่วหมิงประหลาดใจ ขมวดคิ้วโดยทันที
แต่เมื่อประเมินสีหน้าเสิ่นเยว่อย่างละเอียดแล้ว ก็เห็นได้ว่าจริงจังไม่เหมือนกับกำลังล้อเล่นอยู่ น่าจะเป็นเพราะได้ยินเรื่องเหลียงเย่จากในห้องโถงเมื่อครู่จึงมองเห็นโอกาส นึกเรื่องที่เขาเคยพูดถึงจวนอ๋องผิงหย่วนขึ้นได้แล้วเกิดความคิดเช่นนี้
ฮั่วหมิงรู้ว่านางเจตนาดี จึงกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “อาเยว่ ข้ารู้ว่าเจ้าอยากช่วยเหลียงเย่ แต่จวนอ๋องผิงหย่วนไม่เหมือนกับที่อื่น เด็กๆ ภายในจวนแต่ละคนดูแลไม่ง่ายเหมือนหานเซิง”
จากมุมมองของฮั่วหมิง เสิ่นเยว่ที่เป็นหญิงสาวที่อายุเพียงเท่านี้ เด็กเล็กที่เคยดูแลก็น่าจะมีเพียงน้องชายของตนเองอย่างเสิ่นหานเซิง
เพราะเคยดูแลหานเซิง จึงคิดว่าตนเองจะสามารถดูแลต้นตระกูลตัวน้อยกลุ่มนี้ของจวนอ๋องผิงหย่วนได้…
แต่เป็นเรื่องง่ายเสียที่ไหนกัน?
เสิ่นเยว่ยอบตัวทำความเคารพเขาเล็กน้อย ตอบกลับด้วยท่าทางไม่รีบร้อน “ความกังวลของท่านลุงฮั่วอาเยว่เข้าใจ อาเยว่ไม่ได้รู้สึกสนใจขึ้นมาเพียงชั่วครู่ชั่วคราว ก่อนหน้าที่ท่านลุงจะไปรับข้าและหานเซิงจากจิ้นโจวมาเมืองหลวง ข้าเคยดูแลเด็กๆ ให้ใต้เท้าเวิง เจ้าเมืองจิ้นโจวเวิงหยุ่นมาก่อน ก่อนเข้าเมืองหลวง ใต้เท้าเวิงยังเคยเขียนจดหมายแนะนำด้วยตนเองให้หนึ่งฉบับ บอกว่าหลังจากเข้าเมืองแล้วอาจจะสามารถใช้เป็นประโยชน์ได้”
เสิ่นเยว่พูดจบก็หยิบจดหมายฉบับหนึ่งที่ฉีกแล้วออกมาจากปลายแขนเสื้อ ส่งให้ท่านลุงฮั่วด้วยสองมือ “ท่านลุงฮั่วโปรดอ่าน”
จดหมายแนะนำที่เจ้าเมืองจิ้นโจวเวิงหยุ่นเขียนด้วยตนเอง?
ฮั่วหมิงรับมาด้วยความสงสัย หลังจากอ่านอยู่ครู่ใหญ่ ในดวงตาก็ปรากฏความประหลาดใจขึ้นมาทันที
แล้วมองไปทางเสิ่นเยว่ด้วยสายตาสับสน
จดหมายฉบับนี้คือจดหมายแนะนำจริงๆ
ในจดหมายกล่าวไว้ว่าเสิ่นเยว่เคยดูแลเด็กๆ ของตระกูลเวิงในจวนเจ้าเมืองจิ้นโจวจริง ไม่เพียงเท่านี้ ใต้เท้าเวิงยังบอกว่าเสิ่นเยว่ดูแลเด็กๆ ในจวนได้อย่างดีเยี่ยม สามารถทำให้เด็กๆ ภายในจวนเชื่อฟังนางได้
ท้ายจดหมายแนะนำฉบับนี้ไม่ได้มีเพียงลายลักษณ์อักษรของเวิงหยุ่น แต่ยังมีตราประทับของเวิงหยุ่น ไม่มีทางผิดพลาดแน่!
ฮั่วหมิงไม่เชื่อไม่ได้
เพียงแต่เวิงหยุ่นที่เป็นเจ้าเมืองจิ้นโจว คิดไม่ถึงว่าจะเขียนจดหมายแนะนำให้เสิ่นเยว่ด้วยตนเอง ทั้งยังประทับตราของตนเองด้วย…
ฮั่วหมิงกลุ้มอกกลุ้มใจ “อาเยว่ เจ้าจะดูแลได้อย่างไร?”
เสิ่นเยว่ตอบกลับ “คราก่อนในเทศกาลโคมไฟ คุณชายน้อยของจวนใต้เท้าเวิงหายไป ข้าบังเอิญพบเข้า ในตอนที่ฮูหยินมู่ภรรยาเจ้าเมืองมาตามหา รู้สึกว่าข้าและคุณชายน้อยถูกชะตากันจึงเชิญชวนข้าไปเที่ยวเล่นที่จวน ต่อมาฮูหยินมู่ไม่สบายจึงดูแลเด็กๆ ภายในจวนไม่ได้ เพราะข้าคุ้นเคยกับเด็กๆ ในจวน ฮูหยินมู่จึงให้ข้าไปช่วยเหลือที่จวน ข้าดูแลเด็กๆ ในจวนเจ้าเมืองจิ้นโจวเป็นเวลาครึ่งปี ต่อมาท่านลุงก็มาที่จิ้นโจว รับข้ากับหานเซิงเข้าเมืองหลวง ใต้เท้าเวิงจึงเขียนจดหมายแนะนำฉบับนี้ให้ข้า กลัวว่าจะมีความจำเป็นต้องใช้”
เสิ่นเยว่พูดเจื้อยแจ้ว พูดอย่างคล่องแคล่วด้วยความจริงใจ ไม่ได้เจาะจงตอบรับคำที่เขาพูดก่อนหน้า มีเพียงเล่าความเป็นมาเป็นไปอย่างละเอียด
ฮั่วหมิงมีประสบการณ์พบเจอผู้คนมากมาย ย่อมรู้ดีโดยธรรมชาติ
ฮั่วหมิงมองจดหมายแนะนำในมืออีกครั้ง คิดหาวิธีอยู่ภายในใจอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าเสิ่นเยว่จะอายุไม่มาก แต่สามารถทำให้เจ้าเมืองจิ้นโจวเวิงหยุ่นยอมเขียนหนังสือรับรองให้นางด้วยตนเองได้…
นอกจากจะดูแลเด็กๆ ในจวนได้เป็นอย่างดี ทำให้ฮูหยินเวิงหยุ่นรู้สึกซาบซึ้งแล้ว นางจะต้องเป็นคนที่เชื่อถือได้คนหนึ่งแน่นอน เวิงหยุ่นถึงได้เชื่อใจและเขียนจดหมายแนะนำเช่นนี้ให้นาง
ฮั่วหมิงแอบชั่งใจ สิ่งที่จวนอ๋องขาดมิใช่คนที่สามารถดูแลเด็กๆ กลุ่มนี้ได้ ทั้งยังสามารถไว้วางใจได้หรือ?
อีกทั้งเสิ่นเยว่ยังเป็นหลานสาวของตระกูลเหลียง รู้จักขอบเขต
ภายในใจฮั่วหมิงเกิดความรู้สึกเห็นด้วยเล็กน้อย ถามอีกครั้งว่า “อาเยว่ เหตุใดเมื่อก่อนเจ้าถึงไม่เคยพูดถึง?”
เสิ่นเยว่เองก็ไม่ได้ปิดบัง “ฮูหยินมู่ห่วงใย กลัวว่าข้าที่อยู่ในเมืองหลวงจะถูกท่านลุงท่านป้าดุด่า บอกว่าเมืองหลวงไกลจากจิ้นโจว กลัวเกิดเรื่องที่จัดการไม่ได้ จึงให้ใต้เท้าเวิงเขียนจดหมายแนะนำฉบับนี้ไว้ให้ข้าติดตัว แต่เมื่อถึงเมืองหลวง ท่านลุงท่านป้าดูแลข้าและหานเซิงเป็นอย่างดี ดังนั้นข้าจึงไม่เคยพูดกับท่านลุง”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” คำพูดของนางเป็นการยืนยันความคิดก่อนหน้านี้ของฮั่วหมิง—ในใจฮูหยินเวิงหยุ่น เสิ่นเยว่เป็นคนที่เชื่อใจได้ ดังนั้นจึงคิดไตร่ตรองเรื่องราวล่วงหน้าแทนนาง หากไม่ใช่เพราะครั้งนี้เหลียงเย่เกิดเรื่อง เสิ่นเยว่คงไม่มีทางนำจดหมายของเวิงหยุ่นออกมาโดยง่าย
ฮั่วหมิงมั่นใจในความคิด “ปรึกษากับท่านลุงของเจ้าหรือยัง?”
นางออกมาจากจวนเพียงลำพัง ฮั่วหมิงกลัวว่านางจะตัดสินใจด้วยตนเองไม่ได้
เสิ่นเยว่ส่ายหน้า เอ่ยเสียงเบา “ท่านลุงฮั่ว ข้าคิดอยากไปจวนอ๋องก่อนค่อยบอกท่านลุงและท่านป้า ตอนนี้ท่านลุงและท่านป้ากำลังมีเรื่องทุกข์ร้อน ทั้งยังคิดหาวิธีอื่นอีก หากไปจวนอ๋องแล้วไม่เหมาะสม แล้วพูดกับพวกเขาไปก่อน ในทางตรงกันข้ามจะกลายเป็นการทำให้พวกเขาดีใจเก้อ มิสู้ปิดบังพวกเขาไว้ หากจวนอ๋องคิดว่าไม่เหมาะสม ข้าก็จะแอบไปและแอบกลับมา ถือว่าไม่เคยเกิดอะไรขึ้นและไม่เป็นการสร้างความวุ่นวายให้ท่านลุงและท่านป้า หากจวนอ๋องเห็นว่าข้าเหมาะสม ข้าค่อยถามท่านลุงท่านป้าก็ไม่นับว่าสายไป”
แม้นางจะอายุน้อย กลับคิดไตร่ตรองได้ถ้วนถี่ ในดวงตาฮั่วหมิงแสดงออกถึงความประหลาดใจ
ฮั่วหมิงเก็บสีหน้าตื่นตระหนก กล่าวกับเสิ่นเยว่ว่า “เช่นนั้นพรุ่งนี้เจ้ามาหาข้าที่จวนอ๋องยามเฉิน1 ข้าจะพาเจ้าไปพบผู้ดูแลจวนเถา แต่จดหมายแนะนำฉบับนี้เจ้าจะต้องเก็บไว้ที่ข้าก่อน ข้าจะนำไปให้ผู้ดูแลจวนเถาพิจารณาเสียก่อน”
เสิ่นเยว่แสดงสีหน้าดีใจ “ขอบคุณท่านลุงฮั่วมาก”
……
รอจนเงาของฮั่วหมิงหายไปจากปลายถนน ภายในใจเสิ่นเยว่ถึงได้รู้สึกโล่งอก
ด่านท่านลุงฮั่วนี้ถือว่าผ่านแล้ว…
กลับถึงห้องเสิ่นเยว่ก็ล้างหน้าบ้วนปากอย่างรวดเร็ว ไม่ได้กลับไปนั่งบนเตียงพักผ่อน แต่นั่งลงหน้าโต๊ะจับพู่กัน
ก่อนหน้าที่ท่านลุงฮั่วจะไป ได้พูดถึงเรื่องจวนอ๋องผิงหย่วนโดยภาพรวมกับนาง
หลังจากจวนอ๋องผิงหย่วนเสียสละอย่างกล้าหาญ ทั้งหมดล้วนสิ้นชีพในสนามรบ ภายในจวนเหลือเพียงอ๋องผิงหย่วนที่ยังอายุน้อยและกลุ่มทายาทผู้เสียสละที่ทั้งมีค่าและเอาใจยาก
อ๋องผิงหย่วนดูแลเด็กๆ กลุ่มนี้เป็นอย่างดี แต่ก็มีเรื่องให้ปวดหัวมากเช่นกัน เด็กๆ กลุ่มนี้คล้ายกับเกรงกลัวเพียงอ๋องผิงหย่วน แต่ก็คล้ายกับแม้แต่อ๋องผิงหย่วนก็ไม่กลัว จึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนอื่น
ในหนึ่งปีอ๋องผิงหย่วนมีเวลาครึ่งปีในการออกรบหรือไม่ก็เฝ้าปกป้องเขตชายแดน เวลาที่เหลือในเมืองหลวง นอกจากจัดการเรื่องงานราชการแล้ว เวลาที่เหลือโดยส่วนมากก็คืออยู่เป็นเพื่อนเด็กๆ ในจวน เด็กๆ กลุ่มนี้สนิทกับเขาและเอาแต่ใจกับเขาเช่นกัน โดยเฉพาะชื่นชอบการก่อกวนเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาอย่างยิ่ง มีบางเวลาที่ทำตัวน่ารัก แต่เวลาที่ยิ่งไม่ให้ทำสิ่งใดก็ยิ่งทำสิ่งนั้นมีมากกว่า
อ๋องผิงหย่วนยังดี แต่คนอื่นกลับไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้
อ๋องผิงหย่วนเคยกล่าวหนึ่งประโยคในตอนที่โมโหที่สุด เด็กๆ เหล่านี้สามารถเอาชนะทหารกล้านับล้านได้
ในระหว่างนั้นไม่รู้เพราะเหตุใด เพียงเห็นก็เข้าใจในทันที
อ๋องผิงหย่วนยังไม่ได้ออกเรือน ในจวนอ๋องไม่มีฮูหยินใหญ่ ดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมาจึงเชิญโมโม่มาคอยดูแล แต่โมโม่เหล่านี้อยู่ได้ไม่นาน ไม่ก็ดูแลได้ไม่ดี ไม่ก็ถูกเด็กๆ ทำให้โมโหจนหนีออกไป ไม่ก็จะว่าสนใจก็ไม่ใช่ ไม่สนใจก็ไม่เชิง ท้ายที่สุดก็โกรธจนหนีไป อ๋องผิงหย่วนถึงขั้นเข้าวังเชิญคนมา แต่ก็ยังรับมือไม่ไหว
ดังคำพูดท่านลุงฮั่วกล่าวว่า ไม่ว่าวิธีไหนก็คิดมาหมดแล้ว
ใครสามารถดูแลเด็กๆ กลุ่มนี้ได้ อ๋องผิงหย่วนจะต้องตอบแทนบุญคุณคนผู้นั้นแน่
ตอนนี้เด็กๆ ในจวนอ๋องผิงหย่วนคนที่ออกไปข้างนอกก็ไปข้างนอก ส่วนคนที่ไปเยี่ยมตายายก็ออกไปเยี่ยมตายาย ในจวนเหลือเพียงสามคน
สามคน นางน่าจะดูแลได้…
เสิ่นเยว่เขียนคำสำคัญสามคำลงไปบนกระดาษ
บิดามารดาไปจากโลกนี้ก่อนวัยอันควร—— ขาดความรู้สึกปลอดภัย—— จงใจก่อความวุ่นวายเพื่อเรียกร้องความสนใจ
ผู้ดูแลคาดหวังให้เชื่อฟัง—— ความเคยชิน ——เกิดการเลียนแบบพฤติกรรม
ตอนนี้ผู้ดูแลถูกเปลี่ยนตัวไปหลายคน—— ความรู้สึกไว้ใจระยะยาวยังไม่ถูกสร้าง—— มักขาดการถูกเอาใจใส่ มีตัวข้าเองเป็นศูนย์กลาง…
ทำความเข้าใจการกระทำของเด็กเป็นจุดเริ่มต้นแรก
ก่อนจะทะลุมิติมา นางจบปริญญาโทมหาวิทยาลัย X สาขาการสอน นางชอบอยู่กับเด็ก รู้ว่าควรจะทำความรู้จักกับเด็กและควรดูแลเด็กอย่างไร
เด็กในจวนอ๋องผิงหย่วนมีไม่น้อย สามารถทำเป็นโรงเรียนอนุบาลคละอายุขนาดเล็กได้ ทุกวันทำงานตามที่กำหนดไว้ สอนให้เด็กๆ รู้จักการสื่อสาร รวมถึงสร้างกฎเกณฑ์และความเป็นระเบียบเรียบร้อย
เมื่อก่อนนางเคยดูแลเด็กที่จวนเจ้าเมืองจิ้นโจว ภายในใจจึงมีความมั่นใจอยู่มาก
ตอนนี้นางเขียนเรื่องที่ท่านลุงฮั่วเล่าให้ฟังลงบนกระดาษอีกครั้ง ภายในใจจึงพอจะรู้ทิศทางการดำเนินงานโดยภาพรวม
พรุ่งนี้ยังต้องตื่นเช้า อย่างไรก็ต้องไปที่จวนอ๋องอย่างสดชื่น
เสิ่นเยว่มองดูบนกระดาษที่เพิ่งเขียนไปเมื่อครู่ ค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วดับโคมไฟกลางคืน
บนเตียงนอน เสิ่นเยว่นึกถึงคำพูดที่ท่านลุงฮั่วพูดกับท่านลุงท่านป้าในวันนี้ที่โถงข้าง แม้ว่าตอนนี้เวยเต๋อโหวจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ชีวิตเหลียงเย่ยังปลอดภัยในชั่วขณะนี้ แต่เกรงว่าหากปล่อยเวลานานไปจะเกิดเหตุเหนือความคาดหมายขึ้น
เสิ่นเยว่กำผ้าห่มแน่นโดยไม่รู้ตัว หวังว่าพรุ่งนี้จะราบรื่น
……
วันรุ่งขึ้น ฮั่วหมิงไปหาผู้ดูแลจวน เถาตงโจว
เถาตงโจวเป็นผู้ดูแลของจวนอ๋องผิงหย่วน เรื่องภายในจวนทุกเรื่องล้วนเป็นเถาตงโจวดูแล
ฮั่วหมิงมาหาเขา พูดถึงเรื่องของเสิ่นเยว่ ในดวงตาของเถาตงโจวแสดงออกถึงความกังวลใจ “หลานสาวของเพื่อนร่วมโรงเรียนเจ้า? อายุเท่าไรแล้ว?”
รู้จักขอบเขตแน่นอนว่าย่อมวางใจได้ แต่ก่อนหน้านี้คนที่จวนหามาล้วนเป็นโมโม่
ฮั่วหมิงกล่าว “อายุไม่มาก เพิ่งได้สิบห้าปีเต็ม แต่เป็นคนละเอียด ทั้งยังวางใจได้ เมื่อก่อนเคยดูแลเด็กในจวนเจ้าเมืองจิ้นโจวเวิงหยุ่น นี่เป็นจดหมายแนะนำของใต้เท้าเวิง”
ฮั่วหมิงยื่นมือออกไป เถาตงโจวรับมา
ในจดหมายพูดอย่างชัดเจน ไม่มีความจำเป็นต้องพูดซ้ำอีกครั้ง ท้ายจดหมายยังมีลายมือชื่อของเวิงหยุ่นเขียนด้วยตนเอง พูดได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญการดูแลเด็กในจวนเจ้าเมืองจิ้นโจว
เถาตงโจวลังเล “อายุยังน้อยเกินไป เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เมื่อหลายวันก่อนเชิญโมโม่มา คิดว่ายังพอพึ่งพาได้ ผลสุดท้ายค้นพบว่าโมโม่ผู้นี้แอบใส่บางอย่างลงไปในเครื่องดื่มของเด็กๆ กลุ่มนี้ ชั่วขณะนั้นท่านอ๋องรู้สึกโกรธยิ่ง สองวันนี้ความโกรธยังไม่ทุเลาลง…”
เขาพูดเช่นนี้ ฮั่วหมิงเองก็รับรู้ได้ถึงความสำคัญ ทอดถอนใจกล่าวอย่างเชื่องช้า “จวนอ๋องหาโมโม่มาเยอะขนาดนั้น เวลาที่ทำงานอยู่ได้ก็ไม่นาน อีกไม่กี่วันท่านอ๋องต้องไปจากเมืองหลวงแล้ว ยังไม่แน่นอนว่าจะหาโมโม่ที่เหมาะสมได้ แม้ว่าเสิ่นเยว่จะอายุไม่มาก แต่มีจดหมายแนะนำของเจ้าเมืองจิ้นโจว มิสู้ลองดูสักหน่อย บางทีอาจจะเหมาะสมก็เป็นได้?”
เถาตงโจวครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ประจวบเหมาะกับที่มีเสี่ยวซือของจวนเดินเข้ามา “ผู้ดูแลจวนเถา พ่อบ้านฮั่ว ด้านนอกจวนมีแม่นางชื่อว่าเสิ่นเยว่มาหา บอกว่านัดไว้กับพ่อบ้านฮั่วเพื่อมาพบผู้ดูแลจวนเถาและพ่อบ้านฮั่ว”
“เชิญนางเข้ามา” เถาตงโจวเอ่ยปากสั่ง
เสิ่นเยว่เข้ามาแล้วทำความเคารพ เถาตงโจวมองดูนาง “แม่นางเสิ่นใช่หรือไม่?”
อายุอาจน้อยไปบ้าง แต่เมื่อมองแล้วดูคล่องแคล่วเชี่ยวชาญยิ่ง และทำให้คนรู้สึกดี
เสิ่นเยว่เงยหน้าอย่างมั่นใจ “เสิ่นเยว่ยินดีที่ได้พบผู้ดูแลจวนเถา”
แม้ว่าเถาตงโจวจะเป็นผู้ดูแลภายในจวน แต่เมื่อก่อนเคยร่วมกองทัพกับอ๋องคนก่อน บนใบหน้าจึงแสดงความน่าเกรงขามอยู่ไม่น้อย มีคนจำนวนมากที่เจอเพียงครั้งแรกก็รู้สึกหวาดกลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงสาวอายุน้อยขนาดนี้
แต่เสิ่นเยว่กลับไม่ได้หวาดกลัว
เถาตงโจวอดไม่ได้ที่จะมองสำรวจนาง—— สาวน้อยที่เพิ่งเข้าสู่ช่วงวัยผู้ใหญ่ รูปร่างหน้าตายังโตไม่เต็มวัย แต่สวยสดงดงามยิ่ง ดวงตาทั้งสองข้างสดใส ไม่เหมือนคนที่เลอะเลือน
เถาตงโจวเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “จดหมายของใต้เท้าเวิงข้าอ่านแล้ว เพียงแต่แม่นางเสิ่น ภายในจวนนี้ล้วนเป็นทายาทของผู้ที่สละชีพ นิสัยเอาแต่ใจไม่น้อย เจ้าอายุก็ไม่มาก จะดูแลไหวหรือ?”
เสิ่นเยว่กล่าวด้วยความจริงใจ “ลองดูได้เจ้าค่ะ”
--------------------------------------------------------------------
(1) ยามเฉิน คือ 07.00 น. – 08.59 น
โดดเด่น
เถาตงโจวขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดตัดสินอยู่ภายในใจ ขณะที่หางตาปรายมองฮั่วหมิง ก็นึกขึ้นได้ถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของฮั่วหมิง จวนอ๋องหาโมโม่มามากขนาดนี้ เวลาที่อยู่ได้ก็ไม่นานนัก อีกไม่กี่วันท่านอ๋องต้องไปจากเมืองหลวงแล้ว ยังไม่แน่นอนว่าจะหาโมโม่ที่เหมาะสมได้ แม้ว่าเสิ่นเยว่จะอายุไม่มาก แต่มีจดหมายแนะนำของเจ้าเมืองจิ้นโจว มิสู้ลองดูสักหน่อย บางทีอาจจะเหมาะสมก็เป็นได้? สายตาของเถาตงโจวมองไปทางเสิ่นเยว่อีกครั้ง
หลังจากนั้นก็ก้มหน้าลง อ่านจดหมายแนะนำในมือซ้ำไปมา คล้ายกับกำลังตัดสินใจ “แม่นางเสิ่น เช้าวันนี้ท่านอ๋องออกจากจวนพอดี หลังช่วงพลบค่ำถึงจะกลับมา ประจวบเหมาะที่มีเวลาว่างช่วงนี้พอดี เจ้าตามข้ามาก่อน เหมาะสมหรือไม่พวกเราค่อยดูวันนี้กันอีกที”เสิ่นเยว่ยอบตัวลงด้วยความซาบซึ้งใจ “ขอบคุณผู้ดูแลจวนเถาอย่างยิ่ง”
เสิ่นเยว่พูดจบก็เหลือบตาขึ้นมองไปทางท่านลุงฮั่ว
เสิ่นเยว่คาดเดาได้ว่า ที่สุดท้ายผู้ดูแลจวนเถายอมเห็นด้วย นอกจากเพราะจดหมายแนะนำของใต้เท้าเวิงแล้ว ยังเพราะมีความเชื่อใจท่านลุงฮั่วด้วย ฮั่วหมิงรีบร้อนโบกมือ ส่งสัญญาณให้นางรีบตามผู้ดูแลจวนเถาไป
เสิ่นเยว่ไม่กล้าชักช้า เถาตงโจวพาเสิ่นเยว่เดินจากด้านหน้าเรือนไปทางเรือนทิศตะวันออก
จวนอ๋องกว้างใหญ่ แต่ก้าวเดินของเถาตงโจวกลับไม่เร็ว เดินไปพลางหันมาพูดคุยกับนางไปพลาง “วันนี้เป็นวันครบรอบวันเสียชีวิตของมารดาคุณชายห้า ช่วงเช้าท่านอ๋องจึงพาคุณชายห้าไปวัดผู่เจ้า ตอนนี้ ในจวนยังมีคุณชายเจ็ดและคุณหนูเก้า คุณชายเจ็ดเจ็บป่วยติดต่อกันหลายวัน หมอเขียนเทียบยาให้ กำลังพักผ่อนอยู่ที่สวน ในจวนคุณหนูเก้าอายุน้อยที่สุด แม่นางเสิ่น วันนี้เจ้าสามารถดูแลคุณหนูเก้าในจวนไปก่อนได้”
เสิ่นเยว่ฟังอย่างตั้งใจ เมื่อผู้ดูแลจวนเถาพูดจบ นางก็ตอบรับกลับด้วยเสียงนุ่มนวล
เสิ่นเยว่รู้จักข้อห้ามต่างๆ ของจวนสูงศักดิ์เหล่านี้ หลังจากที่เข้ามาแล้วก็ไม่ได้สอดส่องสายตาไปทั่ว และไม่ได้จงใจถ่อมตัว มีเพียงก้มหน้าระวังคำพูด
แต่จากมุมมองของเถาตงโจว คำพูดและการกระทำของนางกลับดูเหมาะสม
เมื่ออยู่ในจวน ความสงสัยไม่ใช่เรื่องดี โดยเฉพาะคนที่เข้ามาใหม่ แต่หากจะดูแลเด็กๆ ในจวนให้ดี นิสัยจะอ่อนน้อมถ่อมตนเกินไปไม่ได้ มิเช่นนั้นจะควบคุมเด็กๆ ไม่ได้ เป็นแบบไหนก็จะเลียนแบบเช่นนั้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อหลีกเลี่ยงที่ท่านอ๋องให้ความสำคัญมากที่สุดในตอนคัดเลือกโมโม่
เถาตงโจวอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ นิสัยนี้ของแม่นางเสิ่นถือว่ากำลังดี
ในดวงตาของเถาตงโจวแสดงถึงความพึงพอใจชั่วครู่หนึ่ง เป็นดั่งเช่นที่ฮั่วหมิงพูดไว้ เสิ่นเยว่อายุไม่มาก กลับดูเชื่อถือได้
เถาตงโจวชะลอฝีเท้าลง
เสิ่นเยว่จึงชะลอฝีเท้าตาม เงยหน้าขึ้นมอง ประจวบเหมาะที่เดินมาถึงหน้าประตูสวนแห่งหนึ่ง
เหนือประตูสวนมีป้ายแขวนไว้ บนแผ่นป้ายเขียนไว้ว่า ‘สวนเถาฮวา’
โอ้เจ้าดอกท้อ งดงามหาใดเปรียบ นี่คือการบรรยายลักษณะหญิงสาวที่ออกเรือน เป็นส่วนน้อยที่จะเห็นการใช้คำนี้กับเรือนพักอาศัยของหญิงสาว
เป็นจริงดั่งที่คิด เถาตงโจวเดินนำนางเข้าไปข้างในพลางพูดคุยกับนาง “สวนเถาฮวาเป็นสวนของคุณหนูเก้า แม่นางเสิ่น มีหนึ่งเรื่องที่ข้าจะต้องบอกแม่นางเสิ่นก่อน เพื่อเลี่ยงไม่ให้แม่นางเสิ่นกระทำผิดไปเพราะความไม่รู้”
เสิ่นเยว่เงยหน้าสบสายตาเข้าพอดี เอ่ยเสียงเบา “ผู้ดูแลจวนเถาเชิญพูด”
เถาตงโจวกล่าว “เด็กในจวนอ๋องผิงหย่วนมีมาก แต่กลับไม่ใช่หลานชายหลานสาวของท่านอ๋องเสียทั้งหมด อย่างเช่นคุณหนูเก้าแซ่ฟาง เป็นหลานสาวของท่านอ๋อง เพราะเขยเสียชีวิตในสนามรบ ปู่ย่าตายายของคุณหนูเก้าก็ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง ล้วนเป็นญาติที่ไม่ใช่ญาติสายตรง ในทางตรงกันข้ามกลับไม่สนิทเท่ากับท่านอ๋อง ดังนั้นท่านอ๋องจึงรับคุณหนูเก้ากลับมาเลี้ยงดูที่จวนอ๋องผิงหย่วน เพราะฉะนั้นท่านอ๋องจึงเป็นท่านน้าของคุณหนูเก้า”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
เสิ่นเยว่นึกถึง ‘สวนเถาฮวา’ ที่เขียนบนแผ่นป้ายอีกครั้ง คงจะเป็นคำที่อ๋องผิงหย่วนมอบให้พี่สาวของตนเอง
โอ้เจ้าดอกท้อ งดงามหาใดเปรียบ คงจะเป็นภาพจำของตนเองก่อนที่พี่สาวจะออกเรือน
ความสัมพันธ์ของพวกเขาสองพี่น้องแน่นแฟ้นเสียจริง
ดังนั้นจึงรับหลานสาวกลับมาที่จวน ถึงแม้จะแซ่ฟาง แต่ในใจของอ๋องผิงหย่วน หลานชายหลานสาวคงจะไม่แตกต่าง ความมีเมตตาธรรมเช่นนี้พบเห็นได้ที่นี่น้อยนัก
เถาตงโจวพูดจบ เสิ่นเยว่จึงเกิดความคิดอยู่ข้างในใจหลายส่วน ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากตอบรับก็คล้ายกับได้ยินเสียงร้องไห้งอแงมาจากในสวน “ข้าไม่ใส่สีฟ้า แงๆ …ข้าไม่ใส่! ข้าไม่ใส่! ข้าไม่ใส่ …แงๆ …ข้าอยากเจอท่านน้า ข้าไม่ใส่สีฟ้า ข้าไม่ชอบสีฟ้า!”
เสิ่นเยว่ยังไม่ทันจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง เสียงภายในสวนก็หยุดลง
เสิ่นเยว่มองไปทางผู้ดูแลจวนเถาด้วยสายตามีคำถาม ผู้ดูแลจวนเถาพยักหน้าอย่างรู้กัน
ความหมายคือ นี่ก็คือคุณหนูเก้า
เสิ่นเยว่นึกถึงเสียงเมื่อครู่ แม้จะร้องไห้ตลอด แต่อย่างไรก็อ่อนโยน มีความน้อยใจ แม้จะร้องไห้ด้วยความไม่พอใจและกำลังเอาแต่ใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ร้องไห้โวยวาย นอนชักดิ้นชักงอ แต่ยังสามารถบอกความต้องการของตนเองได้อย่างชัดเจน
ทั้งยังสามารถสื่อสารได้
เมื่อครู่ที่หยุดไปชั่วขณะ น่าจะเป็นเพราะคนที่อยู่ตรงหน้ากำลังพูดกับนาง
เป็นจริงดั่งคาด ผ่านไปครู่หนึ่ง เป็นเพราะฝ่ายตรงข้ามพูดจบ เสียงร้องไห้งอแงจึงดังขึ้นอีกครั้งและยิ่งมีความน้อยใจมากขึ้นไปอีก “แต่ว่า…เมื่อวานข้าชอบสีฟ้า แต่วันนี้ข้าไม่ชอบสีฟ้าแล้ว! แงๆ …สีฟ้าไม่สวย ข้าไม่ชอบอย่างยิ่ง ก็ข้าไม่ชอบสีฟ้า…”
เถาตงโจวคล้ายกำลังปวดหัว แต่ก็คล้ายกับคุ้นชินไปแล้ว ขณะที่มองไปทางเสิ่นเยว่ กลับเห็นนางกำลังตั้งใจฟังอย่างจริงจัง จิตใจจดจ่อ ไม่สังเกตเขาสักนิด
เสิ่นเยว่เองก็ไม่ได้สังเกตจริงๆ
คาดเดาว่าหลังจากเสียงร้องเมื่อครู่ น่าจะเป็นเพราะคนที่ดูแลนางรีบสาวเท้าเดินไปเปลี่ยนสีชุดที่อยู่ด้านข้าง แต่ขณะที่กำลังเดินกลับมา เสียงร้องกลับดังมากขึ้นอีกเล็กน้อย “สีเขียวข้ายิ่งไม่ชอบ… แงๆ …ข้าไม่เอาสีเขียว ข้าจะไปพบท่านน้า…”
ถัดจากนั้น โดยพื้นฐานแล้วไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะพูดอะไร อย่างไรเสียอารมณ์ของข้าคือตัดสินใจแน่วแน่ไม่เห็นด้วย สุดท้ายจึงพูดคำว่าท่านน้าสองคำนี้ออกมา ฝ่ายตรงข้ามก็คล้ายกับจะปฏิบัติตาม
เสิ่นเยว่พอจะเข้าใจคร่าวๆ จึงหมุนตัวกลับไปถามเถาตงโจว “ผู้ดูแลจวนเถา คำขอของคุณชายและคุณหนูที่อยู่ในจวน ปกติแล้วท่านอ๋องทำตามที่ขอหรือไม่?”
เถาตงโจวไตร่ตรองอยู่ครู่ใหญ่ ตอบกลับว่า “ทำตามที่คุณหนูทั้งหลายต้องการเป็นส่วนมาก แต่เข้มงวดกับพวกคุณชายยิ่งกว่า”
เสิ่นเยว่นิ่งชะงักไป และเข้าใจโดยคร่าวๆ ว่าเพราะเหตุใดคุณหนูเก้าจึงเรียกหาแต่ท่านน้า
เสิ่นเยว่ยอบตัวให้กับผู้ดูแลจวนเถา “ผู้ดูแลจวนเถา ให้ข้าไปดูแลคุณหนูเก้าเถอะเจ้าค่ะ”
เถาตงโจวพยักหน้า
เสิ่นเยว่นึกขึ้นได้อีกว่า “ชื่อเรียกของคุณหนูเก้าคือ?”
เถาตงโจวตกใจเล็กน้อย ในจวนนอกจากท่านอ๋องแล้ว มีคนไม่มากที่จะเรียกชื่อเรียกของคุณหนูเก้าโดยตรง
แต่เพราะก่อนหน้านี้เห็นว่าเสิ่นเยว่เชื่อถือได้ และอาจเป็นเพราะเห็นว่าเมื่อครูเสิ่นเยว่ตั้งใจฟังอย่างละเอียด ในใจของเถาตงโจวจึงเกิดความรู้สึกเชื่อใจและคาดหวังขึ้นมาหลายส่วน จึงกล่าวกับเสิ่นเยว่ว่า “คุณหนูเก้าแซ่ฟาง ชื่อจริงเฉินซี ชื่อเรียกเถาเถา ท่านอ๋องมักจะเรียกว่าเถาเถา บางครั้งก็เรียกเสี่ยวจิ่ว”
เสิ่นเยว่ขานรับ
เถาตงโจวเรียกสาวใช้ที่คอยปรนนิบัติให้เดินมาหา “ท่านผู้นี้คือแม่นางเสิ่น วันนี้แม่นางเสิ่นจะมาดูแลคุณหนูเก้า มีเรื่องอะไรก็ทำตามที่แม่นางเสิ่นบอก”
สาวใช้ยอบตัวทำความเคารพ เอ่ยปากไถ่ถามเสิ่นเยว่ แล้วค่อยๆ เลิกผ้าม่านขึ้น นำทางเสิ่นเยว่เข้าไปในห้อง
ไม่รู้เพราะเหตุใด ลึกลงไปภายในใจของเถาตงโจวจึงภาวนา ขอให้แม่นางเสิ่นผู้นี้สามารถดูแลบรรดาเด็กๆ ในจวนนี้ได้
……
ใกล้ช่วงเวลาเที่ยง เสี่ยวซือรีบร้อนเดินมาหาเถาตงโจว “ผู้ดูแลจวนเถา เมื่อครู่ทางด้านวัดผู่เจ้าส่งคนมา บอกว่าท่านอ๋องจะกลับเร็วขึ้น อีกไม่นานคงจะกลับจวนแล้ว!”
เถาตงโจวตื่นตระหนก “มิใช่เพิ่งไปวัดผู่เจ้า จะกลับช่วงก่อนพลบค่ำหรือ?”
เสี่ยวซือหน้าดำคร่ำเครียด “ได้ยินมาว่าตอนที่คุณชายห้าไปวัดผู่เจ้าเคารพศพ แอบหนีไปต่อยตีกับคนอื่น ท่านอ๋องจึงลากตัวกลับมาทันที กำลังโกรธอยู่ด้วย”
เสี่ยวซือพูดเช่นนี้ เถาตงโจวก็เข้าใจ
วันนี้เดิมทีต้องไปเซ่นไหว้มารดาของคุณชายห้า สร้างเรื่องเช่นนี้ท่านอ๋องคงจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เถาตงโจวรีบออกไปต้อนรับที่ประตูใหญ่ของจวนอ๋อง
เป็นจริงดั่งที่คาด รถม้าเพิ่งจอดก็เห็นจัวหย่วนหิ้วเสี่ยวอู่ลงมาจากรถม้าด้วยมือเดียว
องครักษ์ที่เฝ้าประตูก็ดี เสี่ยวซือเองก็ดี เถาตงโจวเองก็ดี สถานการณ์เช่นนี้เห็นมามากแล้ว ต่างก็ไม่กล้าเอ่ยปาก
รอเมื่อผ่านประตูใหญ่จวนอ๋องแล้ว จัวหย่วนถึงได้ปล่อยมือ เสี่ยวอู่ยังยืนทรงตัวได้ คนรอบข้างมองออกว่าท่านอ๋องไม่ได้ใช้แรงมาก แต่ยังคงใช้อำนาจ
เสี่ยวอู่ดูตกใจเล็กน้อย
จัวหย่วนหันมาพูดกับเถาตงโจว “ลุงเถา พาเขาไปลงโทษนั่งคุกเข่าที่โถงพระ!”
ในคำพูดยังคงมีความโกรธอยู่ ความโกรธยังไม่จางหาย สายตาค่อยๆ เลื่อนไปทางเสี่ยวอู่อีกครั้ง “วันนี้เป็นวันระลึกถึงแม่ของเจ้า เจ้าไปวัดผู่เจ้าเพื่อต่อยตี เจ้าออกลายแล้วจริงๆ !”
เพียงจัวหย่วนพูดเช่นนี้ แม้ในแววตาเสี่ยวอู่จะมีความกลัว แต่กลับยังคงเบือนหน้าหนี สองมือกอดอก เบ้ปาก ส่งเสียงฮึดฮัดเบาๆ
เมื่อเห็นจัวหย่วนกำลังจะโมโห เสี่ยวอู่จึงหนีไปหลบอยู่ด้านหลังเถาตงโจว “ท่านปู่เถา…”
เถาตงโจวมองไปยังจัวหย่วน แม้ว่าจะกำลังโกรธ แต่ก็ไม่คิดจะตีคุณชายห้าจริงๆ แล้วหันไปพูดกับเสี่ยวซือด้านข้าง “พาคุณชายห้าไปที่โถงพระเถอะ”
เสี่ยวอู่เห็นสถานการณ์ผิดปกติ ตนเองจึงหนีไปก่อน
จัวหย่วนทอดถอนใจอย่างจนปัญญา เห็นเถาตงโจวเดินมาจึงเอ่ยปากถาม “เสี่ยวชีเป็นยังไงบ้าง?”
เถาตงโจวตอบกลับ “ช่วงเช้าที่ท่านอ๋องคอยเฝ้าให้ดื่มยาก็หลับยาวจนเมื่อครู่ถึงได้ตื่น หมอมาตรวจอาการ บอกว่าการฟื้นฟูเป็นไปได้ช้าเพราะไม่ค่อยดื่มยา”
จัวหย่วนรู้สึกปวดหัวขึ้นมาอีกหลายส่วน
เช้าวันนี้ก็เป็นเขาที่คอยเฝ้าถึงได้ยอมดื่มยา
จัวหย่วนก้าวเดินไปทางเรือนที่เสี่ยวชีอยู่ ถาม “เถาเถาล่ะ?”
เถาตงโจวเองก็ไม่ได้ปิดบัง “แม่นางเสิ่นกำลังดูแลอยู่ คุณหนูเก้าอารมณ์ดีตลอด ตื่นขึ้นมาก็กินผัก เล่นอยู่ในห้องสักพัก จากนั้นก็ไปเล่นต่อในสวนอีกสักพักใหญ่ ไม่ร้องไห้ เมื่อครู่เพิ่งรับประทานอาหารเที่ยงไป กำลังเดินย่อยอาหารอยู่ในสวน เมื่อครู่แม่นางเสิ่นพาไปนอนกลางวันแล้ว”
จัวหย่วนหยุดเดิน กินผัก ไม่ร้องไห้ เมื่อครู่เพิ่งนอนกลางวันไป…
จัวหย่วนคล้ายกับกำลังฟังนิทานพันหนึ่งราตรีของอาหรับ
ครู่ใหญ่ผ่านไปก็นึกได้ในฉับพลัน “แม่นางเสิ่นผู้ใดกัน?”
เถาตงโจวตอบรับ “เป็นหลานสาวเพื่อนร่วมโรงเรียนของฮั่วหมิง เมื่อก่อนเคยดูแลเด็กเล็กให้ใต้เท้าเวิงที่จวนเจ้าเมืองจิ้นโจวเวิงหยุ่น ใต้เท้าเวิงเขียนจดหมายแนะนำให้หนึ่งฉบับ แม่นางเสิ่นมาพร้อมกับจดหมายแนะนำ”
เวิงหยุ่น?
เวิงหยุ่นในภาพความทรงจำของจัวหย่วนเป็นคนระมัดระวังรอบคอบ ไม่มีทางเขียนจดหมายแนะนำให้ผู้อื่นโดยง่าย
จัวหย่วนจึงรู้สึกวางใจ แล้วเอ่ยปากถามด้วยความสบายใจ “อายุเท่าไรแล้ว?”
“สิบห้าสิบหกปีขอรับ” เถาตงโจวเพิ่งพูดจบ จัวหย่วนก็สบสายตาเข้ากับเขาพอดี กล่าวด้วยเสียงราบเรียบ “ลุงเถา ท่านเลอะเลือนไปแล้วหรือ?”
เถาตงโจวทอดถอนใจกล่าว “เมื่อครู่บ่าวพิจารณาแล้ว แม่นางเสิ่นมีท่าทางสุขุมเป็นอย่างมากและเข้ากับคุณหนูเก้าได้ดี ในภาพความทรงจำของบ่าว น้อยนักที่คุณหนูเก้าจะชื่นชอบใครเช่นนี้ วันนี้คุณหนูเก้ายิ้มเป็นส่วนมาก และเชื่อฟังยอมรับประทานอาหาร ไม่งอแงแม้สักนิด บ่าวคิดว่าแม่นางเสิ่นผู้นี้มีความโดดเด่นแน่นอน”
จัวหย่วนมองเขา “นางอยู่ที่ใด?”
เถาตงโจวยกมือคารวะ “ยังอยู่ที่สวนเถาฮวาขอรับ”